เครือข่ายเยาวชนอีสาน บุก ครม.สัญจร จี้ ‘อนุทิน’ ไม่รับรองร่างพ.ร.บ. 4 กองทุน หวั่นกระทบอนาคตเด็ก
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติมลฑาทิพย์ ฮอลล์ จังหวัดอุดรธานี เครือข่ายเยาวชนและภาคประชาสังคม ภาคอีสาน ประกอบด้วย สภาเด็กและเยาวชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สมาคมเพื่อพัฒนาประชาคมเสริมสร้างสุขภาวะอีสาน เครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน แกนนำเยาวชน YSDN ภาคอีสานตอนบน สมาพันธ์คนไร้บ้านไทย ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนคนหนุ่มสาวสกลนคร เครือข่ายนักศึกษาสร้างเสริมสุขภาพภาคอีสาน กลุ่มเยาวชน Freedom Team ศูนย์การเรียนรู้คนรุ่นใหม่เพื่อการพัฒนาศักยภาพเยาวชนและชุมชน จังหวัดอุบลราชธานี เครือข่ายมหาวิทยาลัยรู้ทันภัยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (UN-ALC) มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เป็นต้น นำโดยนายธนภัทร แสงหิรัญ ผู้ประสานงานเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน และนายศุภฤกษ์ ต่อพันธุ์ นายกสมาคมเพื่อพัฒนาประชาคมเสริมสร้างสุขภาวะอีสาน เข้ายื่นหนังสือถึง นายกรัฐมนตรี ในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร เพื่อแสดงจุดยืนและมีข้อเสนอต่อรัฐบาล
กรณีร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุน ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ และพ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย ที่มีสาระสำคัญให้ยกเลิกระบบการจัดสรรรายได้จากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) และเปลี่ยนไปใช้ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี
นายศุภฤกษ์ กล่าวว่า เครือข่ายเยาวชนขอคัดค้านการยกเลิกระบบภาษีจัดสรรเฉพาะของกองทุนทั้ง 4 แห่ง เพราะการคงระบบภาษีจัดสรรเฉพาะ คือหลักประกันการลงทุนเพื่ออนาคตของเด็ก เยาวชน และสังคม หลักการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มจากสุราและยาสูบเพื่อนำมาใช้แก้ไขปัญหาสุขภาพและสังคม ตั้งอยู่บนแนวคิดให้ผู้ก่อผลกระทบทางสุขภาพและสังคมมีส่วนรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น หรือหลักการ “ผู้ก่อปัญหาเป็นผู้จ่าย” ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการนำทรัพยากรกลับคืนสู่สังคม ระบบดังกล่าวมิใช่เพียงกลไกทางการคลัง แต่เป็นหลักประกันให้การดำเนินงานด้านสุขภาวะ การป้องกันโรค การลดปัจจัยเสี่ยง การพัฒนากีฬา การสื่อสารสาธารณะ และการยกระดับคุณภาพชีวิต สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง มีเสถียรภาพ และวางแผนระยะยาวได้
สำหรับเด็กและเยาวชน การลงทุนเพื่อป้องกันปัญหามีความสำคัญไม่น้อยกว่าการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว โดยเฉพาะการป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ บุหรี่ไฟฟ้า ยาเสพติด การพนัน อุบัติเหตุ และปัจจัยเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การตัดความต่อเนื่องของทรัพยากรจึงอาจส่งผลกระทบต่อการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมและโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่
“การเปลี่ยนแหล่งรายได้ของกองทุนต้องมีการศึกษาผลกระทบและรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน แม้ฝ่ายผู้เสนอแก้ไขกฎหมายจะอ้างเหตุผลด้านวินัยการเงินการคลัง แต่การเปลี่ยนแปลงระบบรายได้ของกองทุนที่มีภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะจำเป็นต้องมีข้อมูลเชิงประจักษ์ การประเมินผลกระทบ และหลักประกันที่ชัดเจนว่าจะไม่ทำให้ประชาชนสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงการสนับสนุน“ นายศุภฤกษ์ กล่าว
นายศุภฤกษ์ กล่าวต่อว่า พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 มาตรา 82 มีบทบัญญัติรองรับการดำเนินการตามกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนแล้ว จึงควรพิจารณาข้อกฎหมายอย่างรอบคอบ มิใช่นำเหตุผลด้านวินัยการคลังมาเป็นข้อสรุปโดยปราศจากการศึกษาทางเลือกอื่น เราเห็นว่าการปฏิรูปการบริหารจัดการกองทุนสามารถดำเนินการควบคู่กับการรักษาระบบรายได้เดิมได้ โดยเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส การตรวจสอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชน แทนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของภารกิจระยะยาว
”ที่สำคัญต้องรักษาความเป็นอิสระของกองทุนจากการแทรกแซงทางการเมืองและผลประโยชน์ทางธุรกิจ การจัดสรรรายได้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะช่วยให้หน่วยงานสาธารณะสามารถวางแผนและขับเคลื่อนภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานที่ต้องเผชิญกับอิทธิพลของปัจจัยเชิงพาณิชย์ต่อสุขภาพ (Commercial Determinants of Health) เช่น การตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ และผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพ กองทุนสาธารณะต้องเป็นโอกาสของเยาวชนทุกกลุ่ม ไม่จำกัดเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่หรือหน่วยงานภาครัฐ
เครือข่ายเยาวชนเห็นว่า จุดแข็งสำคัญของกลไกการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คือการเปิดโอกาสให้ภาคประชาชน เครือข่ายชุมชน สถานศึกษา และกลุ่มเยาวชนสามารถมีส่วนร่วมขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพผ่านโครงการ กิจกรรม และความร่วมมือในระดับพื้นที่ กลไกดังกล่าวทำให้เยาวชนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับประโยชน์จากนโยบาย แต่สามารถเป็นผู้คิดริเริ่ม ออกแบบ ดำเนินกิจกรรม และร่วมประเมินผลการเปลี่ยนแปลงในชุมชนของตนเอง“ นายศุภฤกษ์ กล่าว
ด้านนายธนภัทร์ กล่าวว่า เครือข่ายเยาวชนอยากให้รัฐบาลและทุกกองทุนภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ พัฒนาระบบการสนับสนุนที่เปิดโอกาสให้กลุ่มเยาวชนในระบบการศึกษา เยาวชนนอกระบบการศึกษา สภาเด็กและเยาวชน ชมรมกีฬา กลุ่มอาสาสมัคร และองค์กรเยาวชนภาคประชาชน สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้อย่างเป็นธรรม โดยควรมีช่องทางสนับสนุนโครงการขนาดเล็กและระดับชุมชน ลดข้อจำกัดด้านสถานะนิติบุคคลและขั้นตอนเอกสารที่ไม่จำเป็น จัดให้มีหน่วยงานพี่เลี้ยง และส่งเสริมให้เยาวชนมีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดนโยบายและติดตามประเมินผล ทั้งนี้ต้องมีระบบตรวจสอบการใช้จ่ายที่เหมาะสมและโปร่งใส
เครือข่ายมีข้อเรียกร้องและข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีดังต่อไปนี้ 1.ขอให้นายกรัฐมนตรี ไม่ลงนามรับรองร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ และขอให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ร่วมเสนอ ถอนร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ที่มีสาระสำคัญในการยกเลิกระบบภาษีจัดสรรเฉพาะ โดยคงหลักการและแหล่งรายได้ที่มีความต่อเนื่องสำหรับการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ 2.ขอให้รัฐบาลกำหนดนโยบายส่งเสริมการเข้าถึงกองทุนสาธารณะของเด็กและเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปิดโอกาสให้กลุ่มเยาวชนทั้งในระบบการศึกษา นอกระบบการศึกษา และองค์กรภาคประชาชน สามารถเสนอโครงการและรับการสนับสนุนตามภารกิจของแต่ละกองทุนได้อย่างทั่วถึง
3.ขอให้ทุกกองทุนที่รัฐกำกับดูแล ศึกษาและประยุกต์ใช้แนวทางการสนับสนุนภาคีเครือข่ายของ สสส. ที่เปิดพื้นที่ให้ชุมชนและองค์กรภาคประชาชนมีบทบาทในการขับเคลื่อนงาน โดยพัฒนากลไกทุนสำหรับเยาวชน การเสริมศักยภาพ และระบบพี่เลี้ยงที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ 4.ขอให้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้แทนเยาวชนในกระบวนการกำหนดนโยบาย ออกแบบมาตรการ ติดตาม และประเมินผลการใช้ทรัพยากรสาธารณะ เพื่อให้การดำเนินงานตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง และ 5.ขอให้ยกระดับความโปร่งใส ประสิทธิภาพ และธรรมาภิบาลของทุกกองทุน โดยเปิดเผยข้อมูลการจัดสรรงบประมาณ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น และโอกาสในการเข้าถึงการสนับสนุนของกลุ่มประชาชนต่าง ๆ อย่างเท่าเทียม
นายธนภัทร กล่าวต่อว่า กลุ่มองค์กร เครือข่ายเด็กและเยาวชนภาคอีสาน ขอยืนยันว่า การคัดค้านการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้มิใช่การปฏิเสธการปฏิรูปหรือการตรวจสอบการใช้เงินสาธารณะ หากแต่เป็นการเรียกร้องให้การปฏิรูปตั้งอยู่บนหลักการรักษาผลประโยชน์ของประชาชน ความต่อเนื่องของภารกิจ และความเป็นธรรมระหว่างคนรุ่นปัจจุบันกับคนรุ่นอนาคต


