สปส. กางเงื่อนไขใหม่ ขยายอายุ ม.33 เปิดทางคนรับบำนาญกลับเข้าระบบ

3.11.26 | 17:21 น.

สปส. เผยร่างพ.ร.บ.ประกันสังคมใหม่ แนวคิด ‘3 ขอ’ สมัย ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ ขยายอายุผู้ประกันตนถึง 65 ปี เปิดทาง 55 ปี รับเงินบำนาญ เลือกเป็นก้อนแทนรายเดือนได้

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน นางนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกันสังคม (ฉบับที่…) พ.ศ. … ได้แก่ การขยายอายุผู้ประกันตนมาตรา 33 จากเดิมไม่เกิน 60 ปี เป็นไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ ขยายสิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตรต่อเนื่องอีก 6 เดือนหลังออกจากงาน ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน สามารถเลือกรับเงินบำนาญชราภาพหรือบำเหน็จชราภาพได้เมื่ออายุครบ 55 ปี หรือเมื่อความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง หรือสามารถนำเงินชราภาพบางส่วนไปใช้เป็นหลักประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินที่ทำความตกลงกับ สปส.โดยกำหนดวงเงินไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินชราภาพ และไม่เกิน 2 เท่าของฐานค่าจ้างขั้นสูง

นางนิยดา กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับดังกล่าว เป็นร่างกฎหมายที่กระทรวงแรงงานเคยเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณามาตั้งแต่ปี 2565 ในช่วงรัฐบาลก่อน ซึ่งเป็นร่างฉบับที่มีการเสนอปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนหลายประเด็น หรืออาจจะเรียกได้ที่เรียกกันว่า “ร่างฉบับ 3 ขอ” โดยที่ผ่านมา ร่างกฎหมายดังกล่าวต้องผ่านกระบวนการพิจารณาหลายขั้นตอน แต่ยังไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ทำให้ร่างกฎหมายถูกส่งกลับมายังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยืนยันอีกครั้ง ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาใหม่


นางนิยดา กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นร่างที่มีการเสนอไปแล้วหลายรอบ และกระทรวงแรงงานไม่ได้ปรับแก้เนื้อหาในสาระสำคัญก่อนยืนยันกลับไป เนื่องจากหากมีการขอถอนร่างกลับมาทบทวนหรือแก้ไขใหม่ จะต้องเริ่มกระบวนการเสนอร่างกฎหมายตั้งแต่ต้นอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้เสียเวลาออกไปอีกมาก เพราะกว่าจะผ่านขั้นตอนการยืนยันร่างกฎหมายกลับมาได้ก็ใช้เวลาจนถึงปี 2569 แล้ว ทั้งที่เริ่มเสนอครั้งแรกตั้งแต่ปี 2565

ผู้สื่อข่าวถามว่า เนื้อหาเรื่องการเลือกสิทธิรับบำเหน็จหรือบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนที่มีอายุครบ 55 ปี เป็นเนื้อหาเดียวกับร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมที่เคยเสนอในสมัยนายสุชาติ ชมกลิ่น อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานหรือไม่ นางนิยดา กล่าวว่า เข้าใจว่าเป็นร่างฉบับเดียวกัน หรือเป็นฉบับล่าสุดที่เคยเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยเป็นร่างฉบับ 3 ขอ ซึ่งไม่ได้มีการแก้ไขเนื้อหาใหม่ก่อนนำกลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายดังกล่าวยังมีบางประเด็นที่จำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับกฎหมายที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในภายหลัง เช่น สิทธิการลาคลอดบุตร ซึ่งในร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับนี้กำหนดไว้ 98 วัน ขณะที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับปัจจุบันได้ปรับเพิ่มสิทธิการลาคลอดเป็น 120 วันแล้ว ทำให้จำเป็นต้องปรับเนื้อหาในส่วนนี้ให้สอดคล้องกัน

Advertisement

นางนิยดา กล่าวว่า สาเหตุที่ยังคงเนื้อหาเดิมเรื่องการลาคลอด 98 วัน ไว้ก่อน เนื่องจากกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ปรับเพิ่มสิทธิเป็น 120 วัน ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาของสภาฯ แล้ว ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา หากกระทรวงแรงงานขอให้ส่งร่างกลับมาเพื่อปรับแก้ให้เป็น 120 วัน ขณะนี้ จะเท่ากับว่าไม่ได้ยืนยันร่างฉบับเดิม และต้องกลับไปเริ่มกระบวนการใหม่ตั้งแต่ต้น ซึ่งจะทำให้เกิดความล่าช้าออกไปอีก

นางนิยดา กล่าวว่า ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวเคยมีการหารือและแจ้งต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ไว้แล้ว โดยมีความเข้าใจตรงกันว่า เมื่อร่างกฎหมายเข้าสู่ชั้น กมธ. จะสามารถเสนอปรับแก้ไขมาตราที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับปัจจุบันได้ เนื่องจากมีหลักการและเนื้อหาเรื่องการเพิ่มสิทธิการลาคลอดอยู่ในร่างกฎหมายแล้ว จึงสามารถนำไปปรับแก้ในชั้นกรรมาธิการให้เป็น 120 วัน ได้ โดยไม่จำเป็นต้องถอนร่างกลับไปเริ่มกระบวนการใหม่

นางนิยดา กล่าวว่า ขั้นตอนต่อไป จะต้องเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาฯ ตามขั้นตอน โดยเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 1 วาระที่ 2 และวาระที่ 3 ก่อนจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไป การที่ ครม.เห็นชอบในหลักการ ถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าร่างกฎหมายจะผ่านทุกขั้นตอนโดยไม่มีอุปสรรค เพราะที่ผ่านมา เคยเข้าสู่กระบวนการพิจารณาหลายครั้งแล้ว และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับด้านการเงิน การคลังเข้ามาพิจารณาให้ความเห็นด้วย จึงต้องติดตามว่า หลังจากนี้จะมีเหตุการณ์หรือข้อขัดข้องใดอีกหรือไม่

เมื่อถามถึงกรณีการขยายเพดานอายุของผู้ที่จะสามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จากเดิมไม่เกิน 60 ปี เป็นไม่เกิน 65 ปี นางนิยดา กล่าวว่า หลักการของการปรับเพิ่มอายุในร่างกฎหมายฉบับใหม่ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุสามารถกลับเข้ามาทำงานในระบบและเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ได้มากขึ้น โดยต้องพิจารณาจากอายุในวันที่เข้าทำงาน และขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตน

“สำหรับหลักเกณฑ์เดิม หากผู้ประกันตนเคยอยู่ในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 แล้วสิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตน และไม่ได้สมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต่อมาเมื่อกลับเข้ามาทำงานอีกครั้ง จะต้องมีอายุไม่เกิน 60 ปี จึงจะสามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ได้ แต่หากกลับเข้ามาทำงานหลังจากอายุครบ 60 ปีแล้ว จะไม่สามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ได้ แม้จะยังทำงานอยู่ก็ตาม โดยสามารถขึ้นทะเบียนได้เฉพาะกองทุนเงินทดแทน ซึ่งไม่มีการจำกัดอายุ” นางนิยดา กล่าว

นางนิยดา กล่าวว่า ตามหลักเกณฑ์ใหม่ที่เสนอให้ขยายอายุเป็น 65 ปี จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่เคยทำงานในระบบประกันสังคมมาก่อน แต่เริ่มเข้าทำงานในระบบเมื่อมีอายุไม่เกิน 65 ปี สามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ได้ รวมถึงผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนมาก่อนและออกจากระบบไปแล้ว เช่น ผู้ที่เคยส่งเงินสมทบจนมีสิทธิรับบำนาญชราภาพเมื่ออายุ 55 ปี และรับบำนาญมาแล้วระยะหนึ่ง ก่อนจะกลับเข้ามาทำงานอีกครั้งเมื่ออายุ 58 ปี ก็จะมีโอกาสกลับเข้ามาเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ได้ตามเงื่อนไขใหม่

“หากผู้ที่รับบำนาญชราภาพอยู่แล้วกลับเข้ามาทำงานและขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จะต้องระงับการจ่ายบำนาญชราภาพไว้ก่อน เพื่อให้สามารถนำระยะเวลาการทำงานและการส่งเงินสมทบในช่วงที่กลับเข้ามาทำงานใหม่ไปคำนวณสิทธิประโยชน์บำนาญชราภาพอีกครั้งในภายหลัง ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่ยังคงใช้เช่นเดิม” นางนิยดา กล่าวและว่า การขยายเพดานอายุจาก 60 ปี เป็น 65 ปี มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีโอกาสกลับเข้ามาทำงานในระบบประกันสังคมมากขึ้น สอดคล้องกับสถานการณ์สังคมสูงอายุ เพราะปัจจุบันมีผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งที่ยังมีศักยภาพในการทำงาน

เมื่อถามว่า การขยายอายุผู้ประกันตนตามมาตรา 33 เป็น 65 ปี จะเกี่ยวข้องหรือกระทบกับการรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันเริ่มได้รับเมื่ออายุ 60 ปี หรือไม่ นางนิยดา กล่าวว่า เป็นคนละส่วนกัน โดยกฎหมายประกันสังคมไม่ได้กำหนดเงื่อนไขว่าผู้ที่จะขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หรือมาตรา 40 จะต้องไม่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากภาครัฐมาก่อน แต่ต้องดูเงื่อนไขการได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ด้วย