สปส.เผยร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมใหม่ แนวคิด ‘3 ขอ’ ชงมาตั้งแต่สมัย ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ ขยายอายุผู้ประกันตนถึง 65 ปี เปิดทางรับเงินบำนาญตอน 55 ปี เลือกเป็นก้อนแทนรายเดือนได้
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน นางนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกันสังคม (ฉบับที่…) พ.ศ. … ว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับดังกล่าว เป็นร่างกฎหมายที่กระทรวงแรงงานเคยเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณามาตั้งแต่ปี 2565 ในช่วงรัฐบาลก่อน ซึ่งเป็นร่างฉบับที่มีการเสนอปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนหลายประเด็น หรืออาจจะเรียกได้ที่เรียกกันว่าร่างฉบับ 3 ขอ โดยที่ผ่านมา ร่างกฎหมายดังกล่าวต้องผ่านกระบวนการพิจารณาหลายขั้นตอน แต่ยังไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ทำให้ร่างกฎหมายถูกส่งกลับมายังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยืนยันอีกครั้ง ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาใหม่
นางนิยดา กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นร่างที่มีการเสนอไปแล้วหลายรอบ และกระทรวงแรงงานไม่ได้ปรับแก้เนื้อหาในสาระสำคัญก่อนยืนยันกลับไป เนื่องจากหากมีการขอถอนร่างกลับมาทบทวนหรือแก้ไขใหม่ จะต้องเริ่มกระบวนการเสนอร่างกฎหมายตั้งแต่ต้นอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้เสียเวลาออกไปอีกมาก เพราะกว่าจะผ่านขั้นตอนการยืนยันร่างกฎหมายกลับมาได้ก็ใช้เวลาจนถึงปี 2569 แล้ว ทั้งที่เริ่มเสนอครั้งแรกตั้งแต่ปี 2565
เมื่อถามว่า เนื้อหาเรื่องการเลือกสิทธิรับบำเหน็จหรือบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนที่มีอายุครบ 55 ปี เป็นเนื้อหาเดียวกับร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมที่เคยเสนอในสมัยนายสุชาติ ชมกลิ่น อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานหรือไม่ นางนิยดา กล่าวว่า เข้าใจว่าเป็นร่างฉบับเดียวกัน หรือเป็นฉบับล่าสุดที่เคยเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว โดยเป็นร่างฉบับ 3 ขอ ซึ่งไม่ได้มีการแก้ไขเนื้อหาใหม่ก่อนนำกลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในครั้งนี้
นางนิยดา กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายดังกล่าวยังมีบางประเด็นที่จำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับกฎหมายที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในภายหลัง เช่น สิทธิการลาคลอดบุตร ซึ่งในร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับนี้กำหนดไว้ 98 วัน ขณะที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับปัจจุบันได้ปรับเพิ่มสิทธิการลาคลอดเป็น 120 วันแล้ว ทำให้จำเป็นต้องปรับเนื้อหาในส่วนนี้ให้สอดคล้องกัน
นางนิยดา กล่าวว่า สาเหตุที่ยังคงเนื้อหาเดิมเรื่องการลาคลอด 98 วันไว้ก่อน เนื่องจากกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ปรับเพิ่มสิทธิเป็น 120 วัน ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรไปก่อนแล้ว ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคมยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา หากกระทรวงแรงงานขอให้ส่งร่างกลับมาเพื่อปรับแก้ให้เป็น 120 วันในขณะนี้ จะเท่ากับว่าไม่ได้ยืนยันร่างฉบับเดิม และต้องกลับไปเริ่มกระบวนการใหม่ตั้งแต่ต้น ซึ่งจะทำให้เกิดความล่าช้าออกไปอีก
นางนิยดา กล่าวว่า ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวเคยมีการหารือและแจ้งต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ไว้แล้ว โดยมีความเข้าใจตรงกันว่า เมื่อร่างกฎหมายเข้าสู่ชั้นกรรมาธิการ จะสามารถเสนอปรับแก้ไขมาตราที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับปัจจุบันได้ เนื่องจากมีหลักการและเนื้อหาเรื่องการเพิ่มสิทธิการลาคลอดอยู่ในร่างกฎหมายแล้ว จึงสามารถนำไปปรับแก้ในชั้นกรรมาธิการให้เป็น 120 วันได้ โดยไม่จำเป็นต้องถอนร่างกลับไปเริ่มกระบวนการใหม่
เมื่อถามว่า หลังจาก ครม.เห็นชอบในหลักการแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการเพื่อปรับแก้รายละเอียดในแต่ละมาตราใช่หรือไม่ นางนิยดา กล่าวว่า ขั้นตอนต่อไปจะต้องเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรก่อน เนื่องจากที่ผ่านมาเคยเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่สภามีการปิดสมัยประชุมเสียก่อน ดังนั้น เมื่อผ่านความเห็นชอบจาก ครม.แล้ว จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรตามขั้นตอน โดยเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 1 วาระที่ 2 และวาระที่ 3 ก่อนจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
นางนิยดา กล่าวว่า การที่ ครม.เห็นชอบในหลักการถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าร่างกฎหมายจะผ่านทุกขั้นตอนโดยไม่มีอุปสรรค เพราะที่ผ่านมาเคยเข้าสู่กระบวนการพิจารณาหลายครั้งแล้ว และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับด้านการเงิน การคลังเข้ามาพิจารณาให้ความเห็นด้วย จึงต้องติดตามว่าหลังจากนี้จะมีเหตุการณ์หรือข้อขัดข้องใดเกิดขึ้นอีกหรือไม่
เมื่อถามถึงกรณีการขยายเพดานอายุของผู้ที่จะสามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จากเดิมไม่เกิน 60 ปี เป็นไม่เกิน 65 ปี นางนิยดา กล่าวว่า หลักการของการปรับเพิ่มอายุในร่างกฎหมายฉบับใหม่ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุสามารถกลับเข้ามาทำงานในระบบและเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ได้มากขึ้น โดยต้องพิจารณาจากอายุในวันที่เข้าทำงานและขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตน
“สำหรับหลักเกณฑ์เดิม หากผู้ประกันตนเคยอยู่ในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 แล้วสิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตน และไม่ได้สมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ต่อมาเมื่อกลับเข้ามาทำงานอีกครั้ง จะต้องมีอายุไม่เกิน 60 ปี จึงจะสามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ได้ แต่หากกลับเข้ามาทำงานหลังจากอายุครบ 60 ปีแล้ว จะไม่สามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ได้ แม้จะยังทำงานอยู่ก็ตาม โดยสามารถขึ้นทะเบียนได้เฉพาะกองทุนเงินทดแทน ซึ่งไม่มีการจำกัดอายุ” นางนิยดา กล่าว
นางนิยดา กล่าวต่อว่า แต่ตามหลักเกณฑ์ใหม่ที่เสนอให้ขยายอายุเป็น 65 ปี จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่เคยทำงานในระบบประกันสังคมมาก่อน แต่เริ่มเข้าทำงานในระบบเมื่อมีอายุไม่เกิน 65 ปี สามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ได้ รวมถึงผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนมาก่อนและออกจากระบบไปแล้ว เช่น ผู้ที่เคยส่งเงินสมทบจนมีสิทธิรับบำนาญชราภาพเมื่ออายุ 55 ปี และรับบำนาญมาแล้วระยะหนึ่ง ก่อนจะกลับเข้ามาทำงานอีกครั้งเมื่ออายุ 58 ปี ก็จะมีโอกาสกลับเข้ามาเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ได้ตามเงื่อนไขใหม่
“หากผู้ที่รับบำนาญชราภาพอยู่แล้วกลับเข้ามาทำงานและขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จะต้องระงับการจ่ายบำนาญชราภาพไว้ก่อน เพื่อให้สามารถนำระยะเวลาการทำงานและการส่งเงินสมทบในช่วงที่กลับเข้ามาทำงานใหม่ไปคำนวณสิทธิประโยชน์บำนาญชราภาพอีกครั้งในภายหลัง ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่ยังคงใช้เช่นเดิม” นางนิยดา กล่าว
นางนิยดา กล่าวว่า การขยายเพดานอายุจาก 60 ปีเป็น 65 ปี มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีโอกาสกลับเข้ามาทำงานในระบบประกันสังคมมากขึ้น สอดคล้องกับสถานการณ์สังคมสูงอายุ เพราะปัจจุบันมีผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งที่ยังมีศักยภาพในการทำงาน แต่ติดข้อจำกัดด้านอายุที่ทำให้ไม่สามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ได้ การปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวจึงเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานและส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมต่อไปได้
เมื่อถามว่าการขยายอายุผู้ประกันตนตามมาตรา 33 เป็น 65 ปี จะเกี่ยวข้องหรือกระทบกับการรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันเริ่มได้รับเมื่ออายุ 60 ปีหรือไม่ นางนิยดา กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นคนละส่วนกัน โดยกฎหมายประกันสังคมไม่ได้กำหนดเงื่อนไขว่าผู้ที่จะขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หรือมาตรา 40 จะต้องไม่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากภาครัฐมาก่อน นั่นคือ หากบุคคลใดมีอายุครบ 60 ปี และได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากภาครัฐอยู่แล้ว ต่อมามีโอกาสกลับเข้ามาทำงานและต้องการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 กฎหมายประกันสังคมไม่ได้กำหนดให้ต้องตรวจสอบว่าบุคคลดังกล่าวได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) อยู่หรือไม่ และไม่ได้มีข้อห้ามว่าผู้ที่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจะไม่สามารถกลับเข้ามาเป็นผู้ประกันตนได้
อย่างไรก็ตาม นางนิยดา ระบุว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าหลักเกณฑ์การได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุของ พม. จะมีเงื่อนไขอย่างไรในกรณีที่ผู้สูงอายุกลับเข้ามาทำงานและมีรายได้ประจำ เนื่องจากเป็นหลักเกณฑ์ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ พม. ไม่ใช่หน่วยงานประกันสังคม จึงต้องตรวจสอบรายละเอียดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง
เมื่อถามว่า หากผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปตัดสินใจกลับเข้ามาทำงานในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 แล้วอาจทำให้เสียสิทธิรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จะกลายเป็นอุปสรรคต่อเจตนารมณ์ของร่างกฎหมายที่ต้องการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุกลับมาทำงานหรือไม่ นางนิยดา กล่าวว่า ประเด็นนี้ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ เนื่องจากต้องตรวจสอบกับ พม. ว่าการกลับเข้ามาทำงานและมีรายได้จะส่งผลต่อสิทธิการได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุหรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ที่ ครม.เห็นชอบในหลักการ มีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รองรับสังคมสูงวัย และเพิ่มความคุ้มครองแก่ผู้ประกันตนอย่างครอบคลุม โดยมีสาระสำคัญ ได้แก่ การขยายอายุผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จากเดิมไม่เกิน 60 ปี เป็นไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ ขยายสิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตรต่อเนื่องอีก 6 เดือนหลังออกจากงาน ปรับเพิ่มเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อคลอดบุตรให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และเพิ่มเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพอันมิใช่จากการทำงาน จากเดิมร้อยละ 50 เป็นไม่เกินร้อยละ 70 ของค่าจ้าง
นอกจากนี้ ยังเปิดให้ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน สามารถเลือกรับเงินบำนาญชราภาพหรือบำเหน็จชราภาพได้เมื่ออายุครบ 55 ปี หรือเมื่อความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ส่วนผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 60 เดือน สามารถขอรับเงินชราภาพบางส่วนก่อนอายุ 55 ปีได้ ในกรณีเกิดภัยพิบัติร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของผู้ประกันตน หรือสามารถนำเงินชราภาพบางส่วนไปใช้เป็นหลักประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินที่ทำความตกลงกับสำนักงานประกันสังคม โดยกำหนดวงเงินไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินชราภาพ และไม่เกิน 2 เท่าของฐานค่าจ้างขั้นสูง
อีกทั้งยังเปิดทางให้ผู้รับบำนาญชราภาพที่ออกจากงานแล้ว แต่ยังต้องการได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันสังคม เช่น สิทธิการรักษาพยาบาล สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนต่อได้ โดยกำหนดให้ภาครัฐร่วมจ่ายเงินสมทบ 1 ส่วน และผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบ 2 ส่วน เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเสียชีวิต
ขณะเดียวกัน ยังปรับปรุงบทกำหนดโทษสำหรับนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น กรณีไม่ยื่นแบบรายการภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยเปลี่ยนจากโทษทางอาญาเป็นการปรับเป็นพินัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความเหมาะสมและเป็นธรรมมากขึ้น



