‘ธนพงษ์’ จี้รัฐเปิดทางใบอนุญาตคนเมียนมาทำงานในไทยได้ ไม่ต้องเสี่ยงกลับปท. หวั่นกำลังหลักหลุดระบบแรงงานถูกกม.
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน นายธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน ประธานกลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิต ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นสิทธิแรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะข้อเรียกร้องของแรงงานเมียนมาและประเด็นอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 ว่า ต้องทำความเข้าใจบริบทของแรงงานเมียนมาในประเทศไทยก่อน เนื่องจากปัจจุบันเมียนมายังคงเผชิญสถานการณ์ความไม่สงบและสงคราม ขณะเดียวกันแรงงานเมียนมาจำนวนหนึ่งกำลังประสบปัญหาเรื่องการหมดอายุของเอกสารและใบอนุญาตทำงาน ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการต่ออายุเพื่อให้สามารถทำงานในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
นายธนพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญคือแรงงานเมียนมาบางกลุ่มต้องเดินทางกลับไปดำเนินการต่อเอกสารบริเวณชายแดนเมียนมา ก่อนจะกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทย แต่แรงงานจำนวนหนึ่งไม่ประสงค์เดินทางกลับประเทศ เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยและสถานการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะแรงงานชายที่มีความเสี่ยงถูกเกณฑ์ทหารให้เข้าร่วมกองกำลังของรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งอาจต้องเผชิญสถานการณ์ที่ไม่ต้องการ รวมถึงความเสี่ยงที่จะต้องใช้ความรุนแรงกับประชาชนหรือคนในประเทศเดียวกัน
“ด้วยเหตุนี้ แรงงานเมียนมาที่พำนักและทำงานอยู่ในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงต้องการให้รัฐบาลไทยพิจารณาเปิดช่องทางให้สามารถต่ออายุใบอนุญาตทำงานภายในประเทศไทยได้ โดยให้หน่วยงานของไทยเป็นผู้ดำเนินการ ไม่จำเป็นต้องเดินทางกลับไปยังชายแดนเมียนมา เพื่อให้แรงงานสามารถทำงานต่อได้อย่างถูกต้องและไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการเดินทางกลับประเทศ” นายธนพงษ์ กล่าว
นายธนพงษ์ กล่าวถึงกรณีที่มีการนำประเด็นแรงงานข้ามชาติไปเชื่อมโยงกับอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ว่า ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการที่กลุ่มแรงงานหรือผู้สมัครในกระบวนการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) นำประเด็นสิทธิแรงงานข้ามชาติมาพูดถึงควบคู่กับปัญหาการจัดเก็บผลประโยชน์หรือการเรียกรับส่วยจากแรงงานข้ามชาติ จนทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า การเรียกร้องให้ไทยรับรองอนุสัญญาดังกล่าวเป็นการเปิดทางให้แรงงานข้ามชาติเข้ามามีอำนาจในระบบประกันสังคม หรือเข้ามามีบทบาทเหนือแรงงานไทย
“อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงคือการเรียกร้องให้ประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 เป็นข้อเรียกร้องของขบวนการแรงงานไทยมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี ไม่ใช่ข้อเรียกร้องที่เพิ่งเกิดขึ้นจากแรงงานเมียนมา โดยอนุสัญญาทั้งสองฉบับเกี่ยวข้องกับสิทธิในการรวมตัว การจัดตั้งองค์กรแรงงาน และการเจรจาต่อรองร่วมระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง” นายธนพงษ์ กล่าว และว่า แม้ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศผู้ร่วมก่อตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับที่ 87 และ 98 ขณะที่หลายประเทศในภูมิภาค เช่น เวียดนามและกัมพูชา ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาดังกล่าวแล้ว
นายธนพงษ์ กล่าวว่า การให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้งสองฉบับไม่ได้หมายความว่าแรงงานจะสามารถทำอะไรก็ได้ตามต้องการ แต่เป็นการรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานของคนทำงานให้สามารถรวมตัวกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีองค์กรหรือตัวแทนของตนเอง และใช้กลไกการเจรจาต่อรองกับนายจ้างในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้าง สวัสดิการ สภาพการทำงาน หรือการได้รับความเป็นธรรมจากการจ้างงาน
เมื่อถามว่า หากประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 แล้ว แรงงานไทยจะได้รับประโยชน์อย่างไร นายธนพงษ์ กล่าวว่า แรงงานไทยจะได้รับประโยชน์โดยตรง โดยเฉพาะการมีสิทธิรวมตัวและจัดตั้งองค์กรแรงงานที่ได้รับการรับรองตามหลักสากล รวมถึงมีสิทธิเลือกตัวแทนของตนเองเพื่อเจรจาต่อรองกับนายจ้างได้อย่างเป็นระบบ
เนื่องจากปัจจุบันกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ของไทยมีข้อจำกัดหลายประการ และใช้กฎหมายพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาเป็นเวลาประมาณ 50 ปี โดยยังไม่มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับบริบทการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้แรงงานจำนวนหนึ่งไม่สามารถรวมตัวหรือจัดตั้งสหภาพแรงงานได้อย่างทั่วถึง
“ขณะเดียวกัน สัดส่วนแรงงานที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานในประเทศไทยมีอยู่เพียงประมาณ 1% เท่านั้น และมีแนวโน้มลดลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการรวมตัวของแรงงานที่ยังไม่เข้มแข็ง” นายธนพงษ์ กล่าว
นายธนพงษ์ กล่าวต่อว่า ในทางปฏิบัติแรงงานจำนวนหนึ่งยังไม่กล้าเรียกร้องสิทธิหรือเจรจากับนายจ้าง เนื่องจากกังวลว่าจะถูกเลิกจ้าง ถูกข่มขู่ หรือถูกกดดันจากนายจ้าง หากมีการรวมตัวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ดังนั้น การรับรองอนุสัญญา ILO ทั้งสองฉบับจะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้แรงงานสามารถใช้สิทธิรวมตัวและเจรจาต่อรองได้อย่างเหมาะสม โดยไม่ต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติหรือการคุกคามเพียงเพราะต้องการเรียกร้องสิทธิของตนเอง
นายธนพงษ์ กล่าวถึงข้อกังวลหากแรงงานข้ามชาติสามารถจัดตั้งสหภาพแรงงานได้ จะส่งผลให้มีสิทธิเลือกตั้งหรือเข้ามาเป็นกรรมการประกันสังคมได้นั้น ว่า เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากการมีสิทธิรวมตัวหรือจัดตั้งสหภาพแรงงาน ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับสิทธิในการเป็นกรรมการประกันสังคมโดยอัตโนมัติ เพราะการเลือกตั้งและการแต่งตั้งกรรมการประกันสังคมมีกฎหมายและหลักเกณฑ์กำหนดคุณสมบัติไว้อย่างชัดเจน
“โดยกฎหมายประกันสังคมกำหนดให้กรรมการในส่วนที่เกี่ยวข้องต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงเงื่อนไขเรื่องสัญชาติไทย ดังนั้น แรงงานข้ามชาติจึงไม่สามารถเข้ามาเป็นกรรมการประกันสังคมได้ตามหลักเกณฑ์ปัจจุบัน แม้จะมีสิทธิรวมตัวหรือจัดตั้งสหภาพแรงงานก็ตาม” นายธนพงษ์ กล่าว
นายธนพงษ์ กล่าวว่า ประเด็นสิทธิในการมีส่วนร่วมของแรงงานข้ามชาติในระบบประกันสังคมเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรนำมาพิจารณา เนื่องจากแรงงานข้ามชาติที่ทำงานและจ่ายเงินสมทบในประเทศไทยก็ควรมีช่องทางในการสะท้อนปัญหาและมีส่วนร่วมกับระบบที่ตนเองเป็นผู้ส่งเงินสมทบเช่นกัน โดยไม่จำเป็นต้องหมายความว่าจะต้องมีสิทธิเป็นกรรมการบริหารกองทุน
“ความเข้าใจผิดส่วนหนึ่งอาจมาจากระบบการเลือกตั้งผู้แทนแรงงานในอดีต ซึ่งมีแนวคิดเกี่ยวกับการให้สหภาพแรงงานมีส่วนร่วมในการเลือกผู้แทน แต่ต้องแยกให้ออกระหว่างสิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงานกับสิทธิในการเลือกตั้งหรือเป็นกรรมการประกันสังคม เพราะเป็นคนละกระบวนการและอยู่ภายใต้กฎหมายคนละส่วนกัน” นายธนพงษ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงปัญหาการต่อหนังสือรับรองสถานะบุคคล (CI) และเงื่อนไขของรัฐบาลเมียนมาที่กำหนดให้แรงงานต้องส่งเงินกลับประเทศ รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง จะส่งผลให้แรงงานเมียนมาเสี่ยงหลุดออกจากระบบมากน้อยเพียงใด นายธนพงษ์ กล่าวว่า มีความเสี่ยงที่แรงงานเมียนมาจำนวนมากจะกลายเป็นแรงงานนอกระบบ หากรัฐบาลไทยยังไม่มีแนวทางแก้ไขปัญหาและไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการต่ออายุใบอนุญาตทำงานภายในประเทศ
ปัจจุบันแรงงานเมียนมาที่อยู่ในระบบของประเทศไทยมีจำนวนมากกว่าหนึ่งล้านคน และมีจำนวนมากกว่าแรงงานจากกัมพูชา ลาว และเวียดนาม หากแรงงานที่อยู่ในระบบเดิมไม่สามารถต่อเอกสารได้ ก็อาจต้องออกจากระบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งที่ยังต้องการทำงานในประเทศไทยต่อไป
“ผลกระทบที่ตามมาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการควบคุมจำนวนแรงงานเท่านั้น แต่ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาการทุจริต การเรียกรับผลประโยชน์หรือส่วยจากแรงงาน การค้ามนุษย์ และการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานที่ไม่มีเอกสารถูกต้อง เนื่องจากเมื่อแรงงานไม่สามารถดำเนินการผ่านช่องทางปกติได้ ก็อาจต้องพึ่งพานายหน้าและช่องทางที่ไม่เป็นทางการมากขึ้น” นายธนพงษ์ กล่าว
นายธนพงษ์ กล่าวว่า หากแรงงานที่เคยอยู่ในระบบถูกผลักออกไปอยู่นอกระบบมากขึ้น รัฐบาลก็จะยิ่งไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจนว่าแรงงานเมียนมาในประเทศไทยมีจำนวนเท่าใด ทำงานอยู่ในพื้นที่ใด และมีสถานะการจ้างงานอย่างไร ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติทำได้ยากขึ้น
เมื่อถามว่าอยากเสนอให้รัฐบาลหรือกระทรวงแรงงานดำเนินการอย่างไร นายธนพงษ์ กล่าวว่า ปัญหานี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลไทยด้วย เพราะแรงงานแต่ละสัญชาติมีเงื่อนไขการต่ออายุเอกสารแตกต่างกัน โดยแรงงานเมียนมาและลาวมีขั้นตอนบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการผ่านประเทศต้นทาง ขณะที่แรงงานบางสัญชาติ เช่น กัมพูชาและเวียดนาม สามารถดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตภายในประเทศไทยได้
“อยากเสนอให้กระทรวงแรงงานเร่งกำหนดแนวทางที่ชัดเจน โดยเฉพาะการพิจารณาเปิดช่องทางให้แรงงานเมียนมาที่อยู่ในประเทศไทยและมีเอกสารถูกต้องอยู่แล้ว สามารถต่ออายุใบอนุญาตทำงานภายในประเทศได้ โดยไม่ต้องเดินทางกลับไปยังเมียนมา” นายธนพงษ์ กล่าว
นายธนพงษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงแรงงานยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานเมียนมา ทำให้ทั้งแรงงานและนายจ้างไม่สามารถวางแผนการจ้างงานได้อย่างแน่นอน โดยหากแรงงานต้องเดินทางกลับประเทศแล้วไม่สามารถกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ ก็จะส่งผลกระทบต่อสถานประกอบการที่ต้องสูญเสียแรงงานซึ่งมีประสบการณ์และทำงานต่อเนื่องมาแล้ว 2-4 ปี
“นายจ้างอาจต้องสรรหาแรงงานใหม่และใช้เวลาในการฝึกอบรมอีกครั้ง ส่งผลต่อต้นทุนและกระบวนการผลิตของสถานประกอบการ ขณะเดียวกันประเทศไทยก็อาจเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานในภาคการผลิตและงานที่มีความต้องการแรงงานจำนวนมาก เช่น โรงงานแปรรูปอาหารทะเล โรงงานปลากระป๋อง และภาคการก่อสร้าง ซึ่งเป็นงานที่ปัจจุบันมีแรงงานเมียนมาทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก จึงเห็นว่ารัฐบาลไทยควรเร่งหาทางออกให้แรงงานที่อยู่ในระบบสามารถทำงานต่อได้อย่างถูกต้อง โดยไม่ผลักให้แรงงานต้องกลายเป็นแรงงานนอกระบบ และต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อทั้งแรงงาน นายจ้าง และเศรษฐกิจของประเทศควบคู่กันไป” นายธนพงษ์ กล่าว
นายธนพงษ์ กล่าวว่า การนำเชื้อชาติมาเป็นตัวกำหนดหรือสร้างความแตกแยกระหว่างคนทำงาน โดยไม่พิจารณาถึงหลักสิทธิมนุษยชนและข้อเท็จจริงของปัญหา อาจทำให้แรงงานถูกแบ่งแยกตามสัญชาติ ทั้งที่แรงงานข้ามชาติไม่ได้มีเฉพาะชาวเมียนมา แต่ยังรวมถึงแรงงานจากประเทศอื่นๆ เช่น จีน สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ เวียดนาม และลาว ซึ่งล้วนเป็นแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยเช่นกัน
ดังนั้น ไม่ควรมองแรงงานเมียนมาด้วยอคติหรือเหมารวมว่าเข้ามาแย่งงานหรือจะเข้ามายึดครองประเทศไทย แต่ควรพิจารณาว่าแรงงานเหล่านี้เข้ามาทำงานภายใต้ระบบการจ้างงานแบบใด มีสถานะถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และได้รับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเหมาะสมหรือไม่
“อยากให้มองเรื่องนี้ในฐานะคนทำงานเหมือนกัน ไม่ควรนำเชื้อชาติมาแบ่งแยก เพราะสุดท้ายทั้งแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติต่างก็เป็นคนทำงานที่ควรได้รับความเป็นธรรม การแก้ปัญหาจึงควรมุ่งไปที่ระบบการจ้างงาน การบังคับใช้กฎหมาย และการคุ้มครองสิทธิแรงงาน มากกว่าการสร้างความเกลียดชังระหว่างคนทำงานด้วยกัน” นายธนพงษ์ กล่าว

