การรักษาโรคจากอาการเจ็บป่วยในปัจจุบัน มีอยู่ 2 ทางเลือก คือ รักษาแพทย์แผนปัจจุบัน และแพทย์แผนโบราณหรือแพทย์แผนไทย แต่การรักษาแบบแพทย์แผนโบราณอาจจะอยู่ในวงแคบเป็นเรื่องของแพทย์ทางเลือก แม้ตัวยาสมุนไพรจะมีสรรพคุณและประสิทธิภาพในการรักษาได้ดีเช่นกัน แต่ต้องอยู่ในความดูแลของหมอแผนโบราณปรุงยาอย่างถูกหลักและถูกต้อง
น่าเสียดายที่บางครั้งความรู้จากหมอยาบางคน มิได้มีการถ่ายทอดมาถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หรือความนิยม ความสะดวก และการรักษาได้เฉพาะบางโรค ก็มีไม่เท่ากับการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน ที่มีอุปกรณ์และการคิดค้นตัวยาใหม่ที่มีงบสนับสนุนจำนวนมาก ทำให้วิธีการรักษาแพทย์แผนไทยยังเป็นเพียงแพทย์ทางเลือกอยู่
อย่างไรก็ตาม ในระบบการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันที่ทันสมัย ยังมีวิธีการรักษาแพทย์แผนโบราณควบคู่กันได้ เป็นภูมิปัญญาที่ไม่ควรให้สูญหายไป เพราะบางครั้งการใช้ยาปรุงเหล่านี้ยังทำได้ดีอยู่ พร้อมกันสนนราคาในการรักษาก็ยังถูกกว่า
ที่สำคัญถือเป็นภูมิปัญญาที่จะให้มันสูญหายไปไม่ได้

เมื่อ 5 ปีที่แล้ว โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยแห่งแรกของประเทศไทยถือกำเนิดขึ้นมาที่ อ.พังโคน จ.สกลนคร
วิวัฒน์ ศรีวิชา ผอ.รพ.การแพทย์แผนไทยสกลนครหลวงปู่แฟ๊บ สุภัทโท เปิดเผยเรื่องราวกว่าจะมาเป็น รพ.แห่งนี้ว่า เดิมเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ จ.ขอนแก่น ก่อนย้ายมาอยู่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร ต่อมาปี 2549 ได้ปรึกษากันว่าทำอย่างไรจะรักษาภูมิปัญญาของไทยนี้ไว้ จึงได้คิดหลักสูตรปริญญาตรีสาขาแพทย์แผนไทยจนสำเร็จพร้อมเปิดการสอน
“ช่วงแรกออกไปแนะแนวถึง 60 โรงเรียน ได้เด็กมาเรียนเพียง 21 คน แต่ก็ยังดีใจเพราะคนรุ่นใหม่ยังไม่รู้จักการแพทย์แผนไทยเท่าใดนัก เมื่อนักศึกษาเริ่มขึ้นปี 2 จึงเกิดคาราวานหมอพื้นบ้านสกลนคร ได้ดำเนินการตั้งแต่ปี 2550-2551 โดยการเชิญพ่อหมอแม่หมอในภาคอีสานที่มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะมาร่วมประชุมกำหนดทิศทาง รวมทั้งจำแนกความชำนาญของพ่อหมอแม่หมอในการรักษาโรค จากนั้นออกบริการประชาชนตามอำเภอต่างๆ ปรากฏว่ามีคนสนใจเข้ารับการบริการอย่างล้นหลาม วันเดียวมากถึง 600 คน จึงส่งนักศึกษาประกบเพื่อเรียนรู้วิชาทันที”
วิวัฒน์บอกต่อว่า ระหว่างนั้นส่วนตัวคิดว่าจะย้ายกลับไปยังสังกัดเดิม เนื่องจากถูกคณะแพทย์ตามตัว เพราะที่เดิมนั้นสอนทั้งแพทย์แผนไทยและแผนปัจุบัน
“คิดว่าหากกลับไปแล้วจะปล่อยให้ลูกศิษย์เป็นหมอกระดาษไม่ได้ จะต้องมีศูนย์เรียนรู้และฝึกประสบการณ์ จึงเขียนโครงการจัดตั้ง รพ.การแพทย์แผนไทยขึ้น เพื่อให้บริการระบบการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน ใช้เป็นศูนย์กลางการวิจัยฝึกอบรมและดูงาน สนับสนุนการเรียนการสอนแก่นักศึกษาสาขาการแพทย์แผนไทยของมหาวิทยาลัย ผลิตพัฒนายาสมุนไพร อนุรักษ์สืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ”
วิวัฒน์บอกว่า ได้นำโครงการไปเสนอกับผู้บริหารเพื่อขอพื้นที่ก่อสร้าง โชคดีมีที่ใช้เหลือใช้ประโยชน์ของมหาวิทยาลัย จากการบริจาคของผู้ใจบุญ รวมจำนวน 25 ไร่ อยู่ติดถนน อ.พังโคน-วาริชภูมิ พร้อมกับแนะนำว่าหลวงปู่แฟ๊บ สุภัทโท ท่านมีเมตตาลองไปปรึกษาดู

“จำได้ว่า วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 ผมและทีมงานได้มีโอกาสไปกราบหลวงปู่แฟ๊บ สุภัทโท ณ วัดป่าดงหวาย ต.ม่วง อ.บ้านม่วง จ.สกลนคร เมื่อกราบเรียนถึงโครงการจัดตั้ง รพ.การแพทย์แผนไทยเสร็จสิ้น หลวงปู่ถามจะให้ช่วยอะไรบ้าง จึงตอบไปอยากให้ลูกศิษย์มีสถานที่ไว้ฝึกงานรักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วย ใช้งบประมาณ 23 ล้านบาท หลวงปู่จึงหันไปถามลูกศิษย์ที่นั่งข้างทันที ทั้งวัดมีเงินจำนวนเท่าไร ปรากฏว่าทั้งวัดมีเงินหมื่นกว่าบาท ใช้จ่ายค่าน้ำค่าไฟภายในวัดเท่านั้น”
วิวัฒน์บอกอีกว่า หลวงปู่แฟ๊บบอกไม่เป็นไร หลวงปู่จะพาทำเอง จากนั้นหลวงปู่เริ่มจัดตั้งกองบุญผ้าป่าขึ้นเพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันทำบุญใหญ่ ไม่นานหลังกองบุญผ้าป่าถูกแพร่ขยายออกไป บรรดาพุทธศาสนิกชนต่างร่วมทำบุญเข้ามาจำนวนมาก จึงได้ดำเนินการขออนุญาตจัดตั้ง รพ.การแพทย์แผนไทย ตามรัฐธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ 2552 ต่อมาเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขได้ลงมาติดตามการดำเนินงาน เพราะถือว่าเป็นแห่งแรกของไทยที่จะมี รพ.การแพทย์แผนไทย กำหนดพิธีวางศิลาฤกษ์และถวายผ้าป่าในวันที่ 27 มีนาคม 2553
“การดำเนินการก่อสร้างดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่ญาติโยมต้องเศร้าโศกกลางคันเมื่อหลวงปู่แฟ๊บ สุภัทโท ได้ละสังขารเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 สิริอายุ 88 พรรษา ทำให้หลายคนที่จะดำเนินการก่อสร้าง รพ.รู้สึกหมดกำลังใจ ตัวผมแต่เดิมเป็นผู้อยู่เบื้องหลังมาตลอด ต้องออกมาอยู่เบื้องหน้านำพาทุกคนเดินหน้าก่อสร้างจนแล้วเสร็จเปิดทำการได้ในปี 2555 ภายใต้ชื่อว่า โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยสกลนคร หลวงปู่แฟ๊บ สุภัทโท

รพ.หลวงปู่แฟ๊บนี้ เป็น รพ.ขนาด 30 เตียง มีแพทย์แผนไทยเข้าเวรวันละ 4 คน เจ้าหน้าที่บริการ 18 คน มีระบบการจัดการคล้าย รพ.ทั่วไป มีการตรวจโรค ซักประวัติ วัดความดัน ก่อนส่งตัวเข้ารับการรักษาตามห้องตรวจแล้วส่งไปรักษาต่อ เช่น ห้องนวดรักษาอาการ ห้องนั่งถ่านหรือย่างไฟ ห้องฟื้นฟูสุขภาพ และอื่นๆ ตามวิธีแพทย์แผนไทย โดยผู้ป่วยที่อยู่ใน จ.สกลนครสามารถเบิกสิทธิรักษา 30 บาทได้ ข้าราชการก็เบิกได้ โดยร้อยละ 58 ผู้ป่วยเป็นคนสกลนคร ที่เหลือจากต่างจังหวัดและต่างประเทศ”
ผอ.รพ.การแพทย์แผนไทยกล่าวต่อว่า ความคืบหน้าของ รพ.ขณะนี้มีอาคารแห่งใหม่สร้างเพิ่มอีก 1 หลัง เชื่อมทางเดินติดกับอาคารแห่งแรก รับการรักษาผู้ป่วยที่ต้องการนอนรักษาตัว มีเพิ่มอีก 60 เตียง โดยมีห้องพิเศษและห้องรวม ปกติเปิดให้บริการจันทร์-ศุกร์ เวลาราชการ หลังจากเดือนตุลาคม 2560 จะเปิดให้บริการจันทร์-อาทิตย์ ตลอด 24 ชม.
“ปัจจุบันมีผู้เข้ารับการรักษาตัวแล้วเกือบ 4 หมื่นคน โรคที่พบมากที่สุดคือ โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ กระดูก เส้นเอ็น และทั่วไป หลายรายไปรับการรักษาที่อื่นไม่หาย แต่พอรักษาด้วยแพทย์แผนไทยปรากฏว่าดีขึ้น
ยกตัวอย่าง มีคนป่วย 1 ราย ฐานะดีมีปัญหาเดินไม่ตรงคือเดินเซ เคยไปรักษาที่ต่างประเทศไม่หาย พอมารับการรักษาที่นี่ เมื่อลุกจากเตียงคนป่วยถึงกับร้องไห้ฟูมฟายเนื่องจากเดินได้เกือบปกติ จนหมอบคลานเข้าไปกราบรูปหลวงปู่แฟ๊บ สุภัทโท หน้าโต๊ะเวชระเบียน ดีใจที่ตัวเองอาการดีขึ้น”

กล่าวได้ว่า รพ.การแพทย์แผนไทยสกลนคร หลวงปู่แฟ๊บ สุภัทโท นอกจากจะรักษาอาการป่วยแล้ว ยังเป็นสถานที่ฝึกงานนักศึกษาสาขาแพทย์แผนไทยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร ได้เรียนรู้กับการรักษาจริงภายใต้การดูแลของพ่อหมอแม่หมอ
มีการเรียนรู้สมุนไพรชนิดต่างๆ การปลูก การสกัด การผสมยา เมื่อนักศึกษาจบงานแล้วก็พร้อมจะไปสอบเพื่อขอรับใบอนุญาต เป็นไปตามเป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุขภายในปี 2555-2564 ต้องผลิตและพัฒนากำลังคนใน รพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบล ตำแหน่งแพทย์แผนไทย จำนวน 2,100 ตำแหน่ง ผลิตบัณฑิตแพทย์แผนไทยปีละ 350 คน ขณะนี้มีสถาบันการศึกษาร่วมผลิตบัณฑิตแพทย์แผนไทยทั่วประเทศจำนวน 7 แห่ง รวมถึงมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานวิทยาเขตสกลนคร
วิวัฒน์กล่าวว่า รพ.การแพทย์แผนไทยสกลนคร หลวงปู่แฟ๊บ สุภัทโท ยังส่งเสริมให้อนุรักษ์ผืนป่าเพื่อเป็นแหล่งสมุนไพร สาขาวิชาแพทย์แผนไทย มีการผลิตตัวยาให้ รพ.ร้อยละ 98 นอกจากจะได้สมุนไพรเพื่อนำมารักษาแล้วยังรักษาป่าไว้ให้เป็นที่ทำกินของชาวบ้าน ภูมิใจที่เป็นเป็นจุดเล็กๆ ที่พัฒนา รพ.แห่งนี้ นำความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นกลับเข้าสู่ระบบอย่างเป็นรูปธรรม คำว่าหมอเถื่อน หมอยา ที่โดนปรามาสก็เริ่มดีขึ้น สัมผัสได้ถึงความต้องการของประชาชนที่ยังต้องการสิ่งที่ได้มาจากธรรมชาติอยู่ ป่าชุมชนหรือป่าครอบครัวก็จะกลับมาฟื้นฟูได้ ถ้าหากทุกคนดูแลสุขภาพตัวเองได้เบื้องต้น การเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถใช้สมุนไพรรักษาได้ สร้างนิสัยของคนในประเทศ ลดการนำเข้าสารเคมีหรือใช้ยาจำนวนมาก
ที่สำคัญลดคนไข้ล้น รพ.และขาดทุนที่ประสบอยู่
ดังนั้น การแพทย์แผนไทยคือแพทย์ทางเลือกที่เข้าถึงทุกระดับชนชั้น และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งคู่ขนานกับการรักษาแพทย์แผนปัจจุบันแล้วได้ผลดีด้วย


