เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พร้อมด้วยนางรวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการ สผ. นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะโฆษก กฟผ. ร่วมแถลงข่าวการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรืออีเอชไอเอ โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา
นางรวีวรรณกล่าวว่า สผ. โดยคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ได้พิจารณารายงานอีเอชไอเอ ตามหลักวิชาการเพื่อเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาอนุมัติโครงการของคณะรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่ใช่การอนุมัติแต่อย่างใด โดย กฟผ.เสนอรายงานให้ สผ.พิจารณาเมื่อเดือน ต.ค. 58 ซึ่งคชก.ได้ประชุมพิจารณารวม 6 ครั้ง ซึ่งได้พิจารณาในข้อประเด็นการคัดค้านโครงการจาก 3 เครือข่ายด้วย ได้แก่ เครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ เครือข่ายคนสงขลาปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน และเครือข่ายนักวิชาการภาคใต้คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน
เลขาธิการ สผ.กล่าวต่อว่า สำหรับการพิจารณาอีเอชไอเอของ คชก.ด้านโรงไฟฟ้าพลังความร้อน เช่น มีการติดตั้งระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ การควบคุมการปลดปล่อยปรอทออกจากโครงการ สามารถควบคุมได้โดยการกำหนดคุณภาพของเชื้อเพลิงถ่านหินที่ใช้ ซึ่งโครงการได้กำหนดให้มีปรอทในถ่านหินได้ไม่เกิน 0.1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และควบคุมก่อนปล่อยออกจากปล่องโดยติดตั้งระบบดักจับปรอทโดยใช้ผงกัมมันต์ ติดตั้งอุปกรณ์ติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง บริเวณจุดตรวจสอบคุณภาพน้ำก่อนปล่อยออกสู่ทะเล พร้อมจัดทำป้ายแสดงผลการตรวจวัดเพื่อเปิดเผยข้อมูลคุณภาพสิ่งแวดล้อมแบบเรียลไทม์ทุกชั่วโมง ซึ่งคชก.ได้ลงพื้นที่และเห็นว่าโครงการดังกล่าวมีมาตรการในการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมาตรการในการติดตามตรวจสอบที่ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว
ด้านนายสหรัฐกล่าวว่า โครงการโรงไฟฟ้าเทพา เป็นโครงการที่เกิดขึ้นตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือพีดีพี 2015 เพื่อแก้ปัญหาความไม่มั่นคงระบบไฟฟ้าในภาคใต้ เพราะภาคใต้ยังไม่มีโรงไฟฟ้า แต่ต้องพึ่งพาการส่งไฟฟ้าจากภาคกลาง ซึ่งขั้นตอนการจัดทำรายงานอีเอชไอเอนั้น ตนก็ได้ร่วมลงพื้นที่เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วไปและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งจากผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งข้อวิตกกังวลทุกประเด็นได้ถูกบันทึกและรวบรวมเป็นมาตรการการแก้ไข ซึ่ง กฟผ.ได้ศึกษาและจัดทำรายงานอีเอชไปเอประมาณ 1 ปี จากนั้น คชก.ได้ใช้เวลาพิจารณารายงานอีเอชไอเอเป็นระยะเวลา 1 ปี 10 เดือน รวมเกือบ 3 ปี จึงได้พิจารณาว่ารายงานฉบับดังกล่าวมีความครบถ้วน ซึ่งจากนี้จะมีการนำรายงานฉบับสมบูรณ์เสนอต่อสผ.อีกครั้ง คาดว่าใช้เวลาอีก 1-2 เดือน ก่อนจะนำเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีตามขั้นตอนต่อไป
เมื่อถามว่า กรณีที่ชุมชน โรงเรียน วัด มัสยิด กุโบร์ อยู่ในเขตพื้นที่ของโรงไฟฟ้า กฟผ. จะดำเนินการอย่างไร นายสหรัฐกล่าวว่า สำหรับการย้ายชุมชนออกจากพื้นที่ จะดำเนินการเฉพาะกรณีจำเป็นเท่านั้น โดยมีการชดเชยค่าที่ดินและทรัพย์สินของประชาชน มีการกำหนดให้มีตัวแทนภาคประชาชนเป็นกรรมการอยู่ในคณะกรรมการกำหนดราคาที่ดินและทรัพย์สินด้วย เพื่อให้มีการจ่ายเงินทดแทนที่เหมาะสมและเป็นธรรม ส่วนวัด มัสยิด กุโบร์ ยังคงอยู่ที่เดิมโดยไม่มีการโยกย้าย ซึ่ง กฟผ.ได้มีหนังสือชี้แจงและยืนยันไปยังคณะกรรมการกลางอิสลามในพื้นที่แล้ว แต่สำหรับโรงเรียนปอเนาะหากมีความจำเป็นต้องย้าย ทาง กฟผ.ได้จัดหาสถานที่ก่อสร้างโรงเรียนแห่งใหม่ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของคณะกรรมการโรงเรียนแล้ว
เมื่อถามอีกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจะส่งผลกระทบต่อวิถีชุมชน หรืออาชีพประมงหรือไม่ โฆษก กฟผ. กล่าวว่า โรงไฟฟ้าเทพาได้มีการศึกษาประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และกำหนดมาตรการป้องกันแก้ไขสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียดรอบคอบตามหลักวิชาการและที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด ดังนั้น จึงไม่เกิดผลกระทบ และความหายนะต่อระบบนิเวศทางทะเล การประกอบอาชีพประมง อาชีพเกษตรกรรมและวิถีชุมชนตามที่กังวล ขณะที่สะพานท่าเรือขนถ่ายถ่านหินที่ยื่นไปในทะเลถึง 3 กิโลเมตรนั้น สะพานดังกล่าวมีขนาดกว้าง 16 เมตร ถูกออกแบบให้มีลักษณะโครงสร้างโปร่ง และเสาสะพานเป็นทรงกระบอกไม่ส่งผลกระทบต่อกระแสลมหรือการกีดขวางการไหลของน้ำ สะพานมีช่องที่เรือประมงสามารถลอดผ่านได้ 2 ช่อง กว้างช่องละ 30 เมตร ความสูงระดับน้ำทะเล 9 เมตร ที่สำคัญสะพานดังกล่าวมีการรับฟังความคิดเห็นของชุมชนแล้ว
โฆษก กฟผ. กล่าวเสริมอีกว่า สำหรับข้อกังวลของชาวบ้านเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นที่มองว่าไม่เป็นธรรมและปิดกั้นการมีส่วนร่วมโดยกองกำลังทหาร ตำรวจนั้น สผ. ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมตลอดทุกขั้นตอน โดยรับฟังความคิดเห็นอย่างน้อย 3 ครั้ง ครอบคลุม 7 กลุ่มหลัก ซึ่งทุกคนสามารถเข้าร่วมในเวทีรับฟังความคิดเห็นและลงชื่อแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ ส่วนที่มีตำรวจทหารนั้นก็เพื่อรักษาความปลอดภัย เนื่องจากเป็นพื้นที่จัดรับฟังความคิดเห็นเป็นพื้นที่สีแดง ซึ่งอยู่ในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะสั่งการ

