หน้าแรก ในประเทศ ศาสนา รื่นร่มรมเยศ ...

รื่นร่มรมเยศ : ผี-เปรต (2) โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

28.04.19 | 13:00 น.

พูดเรื่อยเจื้อยไปถึงเรื่องผีเรื่องเปรต พยายามแจงให้แฟนๆ ทราบว่า “ผี” กับ “เปรต” มันคนละอย่างกัน ส่วนมากคนมักจะเหมารวมเอาว่ามันก็พวกเดียวกันนั่นแหละ แต่ทางพระพุทธศาสนาท่านแยกให้เห็นชัดๆ ว่าที่เรียกว่าผีนั้นคืออะไร เปรตคืออะไร ดังที่ผมได้เล่าไว้แล้ว

คราวนี้ขอเล่าประสบการณ์เรื่องผีที่มีครั้งเดียวในชีวิตของผม

สมัยผมยังเด็กอยู่ภาคอีสาน จำได้ว่าวันหนึ่งป้าปู้ ขณะแกนอนรับลมบนชานบ้านท่ามกลางแสงของพระจันทร์ข้างขึ้นนวลใยก็มีหัวคนโผล่กระไดขึ้นมา

พอมองออกว่าเป็นใคร แกก็ร้องลั่นด้วยความตกใจสุดขีดแล้วเป็นลมแน่นิ่งไป

ญาติพี่น้องต้องช่วยกันปฐมพยาบาลเป็นการใหญ่ ฟื้นขึ้นมายังไม่วายละล่ำละลักว่า…ผี…ผี

Advertisement

ผีที่ป้าปู้ตกใจจนเป็นลมสลบไสล คือไอ้ฮวดลูกชายแกนั่นเอง

ไอ้ฮวด ลูกชายคนเดียวของป้าปู้ได้หายสาบสูญไปจากหมู่บ้านเป็นเวลานานถึงสิบปีเต็ม

สาเหตุที่ไอ้ฮวดแกหนีไปก็ไม่มีอะไรมาก แกเกิดขัดใจกับพี่เขยในเรื่องเล็กน้อย ถูกป้าปู้แม่ของแกดุด่า แกน้อยใจที่แม่เข้าข้างลูกเขยจึงลงบ้านหนีไป

แรกๆ คนในบ้านคิดว่าไอ้ฮวดงอนไปตามประสาเด็กหนุ่มอารมณ์ร้อน ไม่นานคงกลับมา แต่ที่ไหนได้ แกหายต๋อมไปเลย ไม่ทิ้งร่องรอยให้สืบหาได้เลยว่าไปอยู่ไหน วันเวลาผ่านไปถึงสิบปีเต็มๆ ญาติพี่น้องต่างเข้าใจว่าแกสิ้นชีวิตแล้ว จึงตกลง “ทำบุญหาแก”

“การทำบุญหา” ก็คือทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้คนตาย หรืออย่างที่เรียกในภาษาศาสนาว่าทำทักษิณานุปทานนั่นแหละ

ประเพณีทางบ้านผมเวลามีคนตาย ญาติมิตรจะไม่เก็บศพไว้นานๆ นิมนต์พระมาสวดมาติกาบังสุกุล เสร็จแล้วหามศพไปป่าช้าทันที ป่าช้าที่ว่านี้มักจะอยู่นอกหมู่บ้าน เป็นสถานที่ซึ่งสงวนไว้เป็นพิเศษ พอไปถึงจะทำพิธีเสี่ยงหาที่เผา

โดยใช้ไข่ดิบโยนขึ้นฟ้าพลางกล่าวกับผีว่าชอบใจตรงไหนให้เลือกเอา ผีอยากได้ตรงไหนเป็นที่อยู่ก็จะเลือกเอาเอง โดยบันดาลให้ไข่แตกตรงนั้น

ตรงไหนผีไม่ชอบ ไข่ที่อธิษฐานโยนลงไป แม้กระแทกพื้นแรงเพียงใดก็ไม่แตก

นี่เป็นเรื่องมหัศจรรย์พันลึกอย่างหนึ่งที่ผมเห็นมาสมัยเป็นเด็ก ไม่รู้ว่าเป็นได้อย่างไร

ไข่เปลือกบางจ๋อยออกอย่างนั้น อย่าว่าแต่โยนลงพื้นเลย แค่เอาเล็บจิกเบาๆ ก็แตกแล้ว แต่ทำไมเวลาเสี่ยงทายที่เผาผี มันจึงไม่แตกง่ายๆ

อาถรรพ์ดีไหมครับ

เมื่อได้ที่เหมาะถูกใจผีแล้ว ก็จะหาฟืนมากองเป็นเชิงตะกอน ตอนนี้พระจะสวดมาติกาบังสุกุลอีกครั้ง หลังจากหามศพเวียนรอบเชิงตะกอน 3 ครั้ง (เวียนก่อนสวดหรือสวดก่อนเวียนก็จำไม่ได้แล้ว) เอาน้ำมะพร้าวล้างหน้าศพ เรียบร้อยแล้วก็ยกขึ้นสู่เชิงตะกอนทำพิธีเผา เผาเสร็จญาติมิตรกลับบ้าน วันรุ่งขึ้นมาเก็บกระดูก นิมนต์พระมาทำพิธีเช่นเคย ไม่มีขั้นตอนไหนของชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายที่พระสงฆ์องค์เจ้าไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย พูดง่ายๆ ตั้งแต่นอนแบเบาะจนกระดูกเข้าหม้อ หนีพระไม่พ้นว่างั้นเถอะ

กระดูกส่วนหนึ่งเขาจะใส่หม้อฝังไว้ตรงที่เผาศพ อีกส่วนหนึ่งนำไปใส่โกศเล็กๆ ไว้บูชาที่บ้านหรือก่อเจดีย์บรรจุไว้ที่วัด

พอเวลาล่วงไปหนึ่งปีเป็นอย่างต่ำ ญาติพี่น้องผู้ตายก็จะทำบุญหาคนตายดังกล่าวข้างต้น โคตรเหง้าเหล่ากอกระจัดกระจายอยู่ถึงไหนก็มีใบบอกให้มารวมกันทั่วหน้า ในวันงานมีมหรสพสมโภชกันครึกครื้นใหญ่โตเพื่อให้เป็นเกียรติแก่คนตาย

ใครไม่จ้างหมอลำ ลิเก เพลงลูกทุ่ง หรือหนังละครมาเฉลิมฉลองในงานวันนี้ เขาหาว่ากระจอก เป็นที่อับอายขายหน้าอย่างยิ่ง ผีในปรโลกก็จะไม่ให้อภัยว่างั้นเถอะ

ไม่มีเงินก็ต้องไปกู้เขามา จัดงานให้มันใหญ่โตสมเกียรติ งานเสร็จมานั่งกุมขมับคิดหาทางใช้หนี้ต่อไป บางรายเคราะห์ร้ายใช้หนี้ไม่ทันหมดตายเสียก่อน ปล่อยให้ญาติพี่น้องอยู่ข้างหลังต้องไปกู้เงินเขามาทำศพตนอีกต่อหนึ่ง นับเป็นมรดกหนี้สินสืบต่อๆ กันไป อย่างเจ็บแสบยิ่ง

หันมาพูดถึงไอ้ฮวดต่อ หลังจากป้าปู้แม่ของแกฟื้นขึ้นมาแล้ว แกก็ยืนยันกับแม่ว่าแกไม่ใช่ผี ยังไม่ตายเหมือนดังที่แม่และพี่น้องแกคิด แกกล่าวว่าหลังจากลงเรือนหนีไปคราวนั้น แกเดินทางไปรับจ้างทำงานเหมืองแห่งหนึ่งที่ปักษ์ใต้ ตั้งใจจะทำมาหากินอยู่ที่นั่นไปตลอดชีวิตไม่คิดกลับบ้านเดิมอีก

แต่บังเอิญคืนวันหนึ่งแกเกิดฝันประหลาด ฝันว่าแม่และญาติๆ แกจัด “พาข้าว” เล็กๆ ใส่ข้าวปลาอาหารมาวางตรงหน้าแก บอกให้แกกิน “พาข้าว” ซึ่งหมายถึงภาชนะหรือถาดใส่ถ้วยเล็กๆ บรรจุข้าวและอาหารสำหรับเซ่นผีนั่นแหละครับ พอแกลงมือกินข้าวก็สะดุ้งตื่น

ตื่นขึ้นมาก็รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นที่บ้านภาคอีสาน จึงจับรถไฟกลับบ้านทันที

เมื่อสอบถามวันเวลาที่แกฝันก็ตรงกับวันที่ญาติพี่น้อง “ทำบุญหา” พอดิบพอดี อาหารเครื่องเซ่นมีอะไรบ้าง บอกตรงกันหมด

เรื่องนี้จบเพียงเท่านี้ แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่จบและต้องการคำตอบก็คือ

การทำบุญอุทิศแก่คนตาย คนตายได้รับจริงหรือไม่?

เนื่องจากการทำบุญอุทิศแก่ผู้ตายเป็นพิธีกรรมทางพุทธศาสนาที่เชื่อถือและปฏิบัติกันมานมนาน เราลองมาดูซิว่าพิธีกรรมที่ว่านี้เป็นมายังไง มีพุทธวจนะตรัสรับรองแค่ไหน อย่างไร

อาศัยเหตุการณ์ครั้งนี้ จึงเกิดมีธรรมเนียมกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับมาตั้งแต่บัดนั้น

อุทิศให้แล้ว ผู้ตายจะได้รับหรือไม่ เคยมีคนสงสัยกราบทูลถามพระพุทธเจ้าเช่นนี้เหมือนกัน พระองค์ตรัสว่า จะได้รับหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับเงื่อนไขคือ

1.ถ้าคนตายไปเกิดแล้ว เช่น เกิดเป็นคน เป็นสัตว์นรก หรือเทวดา เขาไม่ได้รับ เพราะใครเกิดในภพไหน ภูมิไหน เขาย่อมมีวิถีชีวิตและอาหารเฉพาะภูมินั้นอยู่แล้ว

2.ถ้าไปเกิดเป็นเปรตประเภทที่เรียกว่าปรทัตตูปชีวี คือพวกที่อาศัยผลบุญที่คนอื่นอุทิศให้เท่านั้นจึงจะได้รับ

นี่คือพุทธดำรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมสรุปมาสั้นๆ รายละเอียดมีอยู่ในพระไตรปิฎก (อยู่เล่มไหนผมไม่จำเป็นต้องบอก ถึงบอกก็เชื่อว่าท่านผู้อ่านคงไม่อุตสาหะถึงขั้นตามไปค้นดูแน่ๆ) ท่านอ่านแล้วจะเชื่อหรือไม่เป็นสิทธิส่วนตัวของท่าน สำหรับผม ผมคิดว่ามีทางเป็นไปได้มาก

ดูอย่างไอ้ฮวดญาติผม ยังไม่ตายเลย ยังฝันว่าได้กินเครื่องเซ่นที่ป้าปู้แกอุทิศให้

ด้วยเหตุนี้แหละ ทุกครั้งที่ผมทำบุญ ผมจึงมักกรวดน้ำอุทิศผลบุญแก่บรรพบุรุษของผมเสมอ

เป็นการเผื่อเอาไว้

เผื่อว่าจับพลัดจับผลู คนใดคนหนึ่งไปเกิดเป็นเปรตก็จะได้รับผลบุญจากผม