‘มรภ.อยุธยา’ แจงปมสร้างตึกคร่อมคลองโบราณ ยันไม่ได้ทำโดยพลการ ขอสังคมฟังความรอบด้าน

29.07.19 | 19:26 น.

มรภ.อยุธยาแจงปมสร้างตึกคร่อมคลองเทพหมี ยันไม่ได้ทำโดยพลการ ผู้แทนกรมศิลป์เคยลงมาดู เล็งแถลงด่วนเร็วๆนี้  วอนสังคมอย่าเพิ่งพิพากษา แนะฟังความรอบด้าน เผยยังไม่รื้อเพราะอยู่ในคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

สืบเนื่องกรณีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) พระนครศรีอยุธยาสร้างตึกคร่อมคลองเทพหมี ใกล้บ้านพระเพทราชา โดยกรมศิลปากรสั่งระงับและรื้อถอนตั้งแต่ พ.ศ.2560 และที่ประชุมมรดกโลกได้ติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก นักประวัติศาสตร์ชื่อดังหลายรายแสดงความเป็นห่วงถึงเส้นทางน้ำในอดีตซึ่งหลงเหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ โดยคลองดังกล่าวปรากฏในคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม และมีสะพานอิฐทีได้รับอิทธิพลเปอร์เซีย เรียกชื่อในปัจจุบันว่าสะพานเทพหมี ต่อมา ผอ.อุทยานประวัติศาสตร์นครศรีอยุธยาระบุว่ากรมศิลปากรถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากมรภ.พระนครศรีอยุธยาหลังสั่งระงับและรื้ออาคาร

ล่าสุด เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม รศ.ดร. ชูสิทธิ์ ประดับเพ็ชร์ รักษาการอธิการบดีมรภ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ทางมรภ.พระนครศรีอยุธยาได้ฟ้องร้องคดีกับทางกรมศิลปากร คดีอยู่ในศาลปกครอง ส่วนตัวรู้สึกตกใจกับข่าวที่เกิดขึ้น

ด้าน ผศ.ธาตรี มหันตรัตน์ รองอธิการบดี ฝ่ายบริหารทรัพยากร มรภ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครอง โดยการฟ้องร้องในครั้งนี้ดำเนินการตามที่ได้รับแจ้งสิทธิ กล่าวคือ หลังจากที่กรมศิลปากรสั่งระงับการก่อสร้างและรื้อถอนอาคาร ได้มีการแจ้งสิทธิให้อุทธรณ์ เมื่ออุทธรณ์แล้ว มีการยกคำอุทธรณ์โดยการสั่งระงับก่อสร้าง แต่ทางมรภ.พระนครศรีอยุธยาขอคุ้มครองชั่วคราวในแง่ของการรื้อถอน ดังนั้น ส่วนของการรื้อถอนมีคำสั่งให้การคุ้มครองอยู่ จึงยังไม่ต้องดำเนินการ ไม่ใช่การฝ่าฝืนคำสั่ง

“ในส่วนของการให้ระงับการก่อสร้าง มีการแจ้งสิทธิให้เราโต้แย้งไปยังศาลปกครองภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสืออุทธรณ์ ความหมายคือเขายกอุทธณ์ ไม่อนุญาตให้สร้างต่อ แต่ถ้าเราไม่เห็นด้วยก็ให้โต้แย้งไปที่ศาลปกครอง แต่ถ้าเห็นด้วยก็ต้องทุบเลย อย่างไรก็ตาม แม้ไม่แจ้งสิทธิมา ก็คงต้องใช้สิทธิทางศาลอยู่แล้ว เพราะผู้รับจ้างเหมามีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากทางมหาวิทยาลัยเพราะเราระงับการก่อสร้างโดยใช้ฐานอำนาจตามคำสั่งของกรมศิลปากร สำหรับงบประมาณตามสัญญาจ้างเหมาะ เป็นเงิน 149 ล้านบาท การที่เรายังไม่รื้อถอน เป็นการรอผลวินิจฉัยของศาล เป็นกระบวนการตามวิธีพิจารณาทางปกครองของกรมศิลปากร และกระบวนการยุติธรรมทางศาลปกครองกลาง” ผศ.ธาตรีกล่าว

Advertisement

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า เหตุใดจึงมีดำเนินการก่อสร้างโดยยังไม่มีหนังสืออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากอธิบดีกรมศิลปากร ผศ.ธาตรีกล่าวว่า ที่ผ่านมามีผู้แทนของกรมศิลปากรลงพื้นที่มาดูจุดที่จะดำเนินการก่อสร้าง โดยทางมรภ.พระนครศรีอยุธยาได้ทำตามคำแนะนำมาโดยตลอด ทั้งการกำหนดตำแหน่ง การถ่อยร่นอาคาร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่อยากให้รายละเอียดมากนัก เนื่องจากยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม แต่ก็พร้อมชี้แจง รวมถึงขอความเป็นธรรมจากสังคมซึ่งส่วนหนึ่งได้พิพากษาไปแล้ว เบื้องต้น ตนกำลังเรียบเรียงเอกสารเพื่อให้รักษาการอธิการบดีได้แถลงต่อสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการโดยเร็วที่สุด

“อยากขอความเป็นธรรมให้ทางมรภ.พระนครศรีอยุธยาด้วย ยืนยันว่าไม่ได้กระทำโดยพลการ จริงๆแล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ ปี 2558 ไม่ทราบว่าเหตุใดเพิ่งเป็นข่าว กล่าวคือ ในปี 2558 ทางเราทำเรื่องเพื่อขอให้กรมศิลปากรเขามาดูพื้นที่ ดูตำแหน่งการก่อสร้าง กรมศิลปากรก็ได้รับทราบตามที่ท่านผอ.อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่ามีการพูดคุยกัน ต่อมาในวันที่ 30 พ.ค. 60 เพิ่งได้รับคำสั่งระงับการก่อสร้าง ที่ผ่านมาเราทำตามคำแนะนำมาโดยตลอด ทั้งการกำหนดตำแหน่ง การถอนร่นระยะห่างตามคำแนะนำออกไปอีก 9 เมตร รวมระยะห่างเกือบ 16 เมตรจากสะพานเทพหมี ซึ่งผมเตรียมเรียบเรียงเอกสารสรุปให้มีความชัดเจนเรื่องถ้อยคำและมีความสมบูรณ์เรื่องข้อมูล เพื่อให้ท่านรักษาการอธิการบดีชี้แจงต่อสื่อมวลชนอย่างเร็วที่สุด

ทางมรภ. พระนครศรีอยุธยาเคารพในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งทางศาลได้รับเรื่องไว้ทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งกรมศิลปากรและมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ มรภ.พระนครศรีอยุธยาเปรียบเสมือนถูกยำ อยากฝากให้สังคมฟังความรอบด้าน อย่าเพิ่งพิพากษา ทางเราเป็นส่วนราชการที่ดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์ของสาธารณชนและมีความรู้สึกหวงแหนในมรดกโลกเช่นกัน” ผศ.ธาตรีกล่าว