นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า ตนจะเกษียณอายุราชการสิ้นเดือนกันยายนนี้เป็นที่น่ายินดีที่ มีการแต่งตั้ง อธิบดีกรมศิลปากร คนใหม่ พร้อมกับ รองอธิบดี จำนวน3 คน ครบตามอัตราที่ว่างลง ทำให้หลังจากนี้ การดำเนินงานของกรมศิลปากร น่าจะขับเคลื่อนไปได้อย่างเป็นระบบ มีความคล่องตัวมากขึ้นทุกๆด้าน ซึ่งในระหว่างที่ตนดำรงตำแหน่งอธิบดี และเป็นช่วงรอยต่อของการทำงาน ได้แบ่งส่วนงานให้ รองอธิบดี 3 คน ดังนี้ นายสถาพร เที่ยงธรรม ดูแลในส่วนกองโบราณคดี กองโบราณคดีใต้น้ำ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ สำนักศิลปากร ที่ 4 ลพบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี และ สำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย โดยให้เน้นการ ขับเคลื่อน แหล่งโบราณคดีศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ เป็นมรดกโลก นางรักชนก โคจรานนท์ ดูแลหอจดหมายเหตุแห่งชาติ สำนักการสังคีต สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี สำนักศิลปากร ที่ 2 สุพรรณบุรี และสำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา ซึ่งในส่วนนี้ มีการดูแลกองทุนจดหมายเหตุแห่งชาติ กองทุนของสำนักการสังคีตด้วย นายบพิตร วิทยาวิโรจน์ หอสมุดแห่งชาติ ดูแล กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรมเทศ สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ 8 อุบลราชธานี และสำนักศิลปากรที่9 ขอนแก่น เนื่องจาก เป็นเขตที่มีการจัดงานประเพณีวัฒนธรรมมาก จึงให้มีการส่งเสริมเครือข่าย ในพื้นที่ และประสานสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด มาร่วมกิจกรรมด้วย
นายกิตติพันธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่เหลือ คือ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา สำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา และสำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สำนักสถาปัตยกรรม สำนักช่างสิบหมู่ และบริหารกลาง ตนยังคงดูแลจนถึงเกษียณอายุราชการ และจะส่งมอบให้ นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากรคนใหม่พิจารณา เนื่องจากงานที่ตนดูแลอยู่นี้มีซับซ้อนในรายละเอียดของแต่ละส่วนมาก ทั้งนี้ ตนจะมีการพูดคุยกับนายพนมบุตร ถึงภาพรวมการทำงาน โดยเฉพาะงานที่ต้องทำต่อเนื่อง มุ่งเน้นให้ส่งเสริมการพัฒนาคนของกรมศิลปากร และสร้าง การมีส่วนร่วมกับ คน ในพื้นที่ ที่มีโบราณสถาน แหล่งมรดกทางวัฒนธรรม ซี่วต้องพยายาม สร้างความเข้าใจว่า เราทำงานคนเดียวไม่ไหว ต้องมีเครือข่าย มีพลังขับเคลื่อนงาน ทั้ง เป็นหูเป็นตา เป็นปากเป็นเสียง เป็นมือเป็นไม้ ต้องให้ประชาขน เข้าใจ และมาร่วมเป็นเครือข่าย กับกรมศิลปากร
“ผมตั้งใจที่จะให้ความสำคัญกับคนในและคนนอก กรม รวมทั้งเพิ่มพลังชุมชน ให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ ที่พยายามปรับใหม่ คือ การอนุรักษ์แบบมีส่วนร่วม นอกจากทำให้ภาพของกรมศิลปากร ในด้านการอนุรักษ์ มีความชัดเจนแล้ว จะต้องเพิ่มความเข้าใจกับชุมชนมากขึ้น มีการอบรมบุคลากรกรมศิลปากร และเครือข่าย อาสาสมัครท้องถิ่นในการดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม (อส.มศ) คณะสงฆ์ โดย พระสังฆาธิการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งในเดือน ก.ย.นี้ จะมีการอบรมร่วมกับ คณะครู อาจารย์ จาก มทร.ธัญญบุรี เพื่อให้สามารถนำความรู้ด้านงานอนุรักษ์ พัฒนางานวิจัย ไปถ่ายทอดขยายผลในวงกว้าง สู่นักเรียน นักศึกษา คนในพื้นที่ต่อไปได้ นอกจากนี้ จะหารือกับนายพนมบุตร ด้วยว่า มีแนวคิด ทำอะไรยังไง ได้บ้าง เพราะเราปูพื้นฐานไว้แล้ว โดยเฉพาะงานพัฒนาคนต้องมองไปข้างหน้า อีก 10-20 ปี ในการสร้างคน เพื่อมาทำงาน ให้เกิดพลัง ดูแลมรดกทางวัฒนธรรม ร่วมกัน ให้มีแนวทางไปในทิศทางเดียวกัน โดยจะมีการปรับเปลี่ยน เป็นรูปแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วนให้ได้ ” อธิบดีกรมศิลปากร กล่าว

