จากกรณีเทศบาลเมืองกระบี่ เปิดยื่นซองประมูลขายเศษเหล็ก รื้อถอนประติมากรรม ”โครงสร้างแห่งชีวิต“ สร้างโดยอาจารย์ศราวุธ ดวงจำปา ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ 29 พฤษภาคม 2567 โดยรอบตัวอาคารศูนย์ข้อมูล “Thailand Biennale Krabi 2018” สร้างเมื่อปี พ.ศ.2561 ที่จัดขึ้นที่จังหวัดกระบี่ มูลค่าไม่ต่ำกว่า 40,666 บาท โดยเปิดยื่นซองวันที่ 5 มิถุนายนนี้ จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากนั้น
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
-มึน เทศบาลกระบี่ ขายประติมากรรม ศิลปินแห่งชาติ เป็นเศษเหล็ก เจ้าตัวพ้อ ไม่สร้าง ไม่รักษา อย่าทำลาย
-นักวิชาการ จวก เทศบาลกระบี่ ขายประติมากรรม ศิลปินแห่งชาติ เป็นเศษเหล็ก ชี้ ศิลปะถูกด้อยค่า
เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน นายประสพ เรียงเงิน ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กล่าวว่า กรณีดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) โดยตรง โดยเกิดขึ้นตั้งแต่งานไทยแลนด์เบียนนาเล่ ที่จังหวัดกระบี่ ในปี 2018 ซึ่งพื้นที่ดังกล่าว ไม่ได้เป็นพื้นที่จัดแสดงศิลปะ โดยตรง แต่เป็นพื้นที่ตั้งศูนย์อำนวยการโครงการ ไทยแลนด์เบียนนาเล่ กระบี่ ซึ่งก่อนหน้านั้น ทางจังหวัดกระบี่ได้มีโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยใช้งบประมาณของจังหวัด ได้ประสานศิลปินจัดทำผลงานศิลปะมาจัดแสดงผลงาน คู่กับงานไทยแลนด์เบียนนาเล่ กระบี่ จนจบงาน ทางเทศบาลเมืองกระบี่ จึงทำหนังสือขอจัดแสดงผลงานต่อเรื่อยมา จนมีการเปลี่ยนทีมนายกเทศมนตรี ก็มีแนวทางปรับเปลี่ยนพื้นที่เป็นศูนย์บริหารสาธารณสุข
นายประสพ กล่าวต่อว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นทางศิลปินเจ้าของผลงาน ได้เข้าพบ ทางสศร. ก็ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการพูดคุย โดยผลงานศิลปะดังกล่าว ใช้งบพัฒนาจังหวัดกระบี่ จ้างศิลปิน คือ นายศราวุุธ ดำเนินการ สัญญาจ้างเป็นการจ้างทำของ ศิลปินทำงานในฐานะผู้รับจ้าง ซึ่งในสัญญาและทีโออาร์ ไม่ได้ระบุเรื่องกรรมสิทธิ์และลิขสิทธ์ไว้ ดังนั้น กรรมสิทธิ์และลิขสิทธิ์ จึงเป็นของผู้ว่าจ้าง คือจังหวัดกระบี่ โดย ได้ส่งมอบให้เทศบาลเมืองกระบี่ดูแลแล้ว ไม่ได้เป็นลิขสิทธิของศิลปิน ดังนั้น เรื่องนี้ตามกฎหมายแม้ทรัพย์สินจะเป็นของเทศบาล แต่กรรมสิทธิ์และลิขสิทธิ์เป็นของจังหวัด กระบี่ ในฐานะผู้ว่าจ้าง การขายทอดตลาด เทศบาล คงต้องหารือกับทางจังหวัดในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์และลิขสิทธิ์ด้วย อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานดังกล่าว อาจมีกฎหมายหรือกฎระเบียบอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย สศร จึงได้ประสานงานทางโทรศัพท์ และมีหนังสือ แจ้งขอความอนุเคราะห์ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ วัฒนธรรมจังหวัดกระบี่ นายกเทศมนตรีเมืองกระบี่ และแจ้ง นายศราวุธ ศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานทราบ เพื่อหารือทางออกในการดำเนินงานที่เหมาะสมร่วมกันต่อไป
“ส่วนตัวไม่อยากมองว่า ใครผิดใครถูก จริงๆ แล้วงานศิลปะต้องมองทั้งคุณค่าและมูลค่า ซึ่งมี 3 ด้าน สำคัญคือ คน/สังคม จัดแสดงแล้วมีคนมาดูมาเรียนรู้ ชื่นชม สร้างแรงบันดาลใจ ฯลฯ ก็คุ้มค่า เป็นมิติด้านคุณค่า ส่วนด้านเศรษฐกิจ (มูลค่า) และภาพลักษณ์ (คุณค่า) ผลงานเป็นส่วนหนึ่งของงานไทยแลนด์เบียนนาเล่ และมีส่วนให้เกิดทั้ง 2 ส่วนนี้ ชัดเจน เกิดการท่องเที่ยว เงินหมุนเวียน มีการจ้างงาน สร้างรายได้ อาชีพ คนจำนวนมากมาเที่ยวชมงาน และงานได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ ศิลปิน เด็ก เยาวชน ประชาชน ได้เรียนรู้ ชื่นชมผลงาน ศิลปิน หน่วยงาน องค์กรทางศิลปะ ได้มาทำงานร่วมกัน เกิดเครือข่าย เชื่อมโยงการทำงาน ก็มีทั้งมิติความคุ้มค่าและมูลค่า ไปด้วยกัน
ดังนั้นการจัดการงานศิลปะ จึงไม่ควรมองแค่มูลค่าราคาวัสดุ และประโยชน์ใช้สอยเท่านั้น เพราะงานศิลปะไม่ใช่สินค้าหรือสิ่งก่อสร้างทั่วๆไป แต่งานศิลปะที่มาจากความคิดสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญา ของศิลปินที่ผ่านการคิด วิเคราะห์ บ่มเพาะประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญมานาน รวมทั้งยังมีกฎระเบียบทีืเกี่ยวข้อง และเงื่อนไขอื่นๆ อีกมากมายหลายมุมมอง ตลอดจนมาตรฐานการปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการงานศิลปะในระดับสากล ซึ่งมีส่วนสำคัญมาก เรื่องนี้ควรมีการหารือเพื่อหาทางออกทึ่เหมาะสมร่วมกัน เพราะต่างคนต่างมีอำนาจหน้าที่ มีเหตุผล และมุมมองในการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเช่นกัน” ผู้อำนวยการสศร. กล่าว
ทั้งนี้ สศร เข้าใจ และเคารพในการตัดสินใจของทุกฝ่าย จึงอยากให้ทุกฝ่าย ทั้งในส่วนของจังหวัด เทศบาล ศิลปิน และตัวแทนทุกภาคส่วน รวมถึงประขาชนในพื้นที่ กระบี่ ได้มีโอกาสพูดคุย ทำความเข้าใจระหว่างกัน เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมที่สุดร่วมกัน และเชื่อว่าจะมีทางออกที่ดีและยอมรับร่วมกันได้

