เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่โรงแรมโซฟิเทล กระบี่ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ร่วมกับคณะพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, มูลนิธิวีระภุชงค์ , จังหวัดกระบี่, องค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ และสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกระบี่ จัดเสวนาธรรม ‘ธรรมวิชัยสู่ศตวรรษแห่งธรรม’
โดยในช่วงบ่าย มีการเสวนาหัวข้อ ‘กระบี่ ประตูอารยธรรมศักดิ์สิทธิ์ พญาภุชงค์นาคราช เชิดชูมหาราชแห่งธรรม’ โดย พระเมธีวรญาณ (สายเพขร วชิรเวที) รองเจ้าคณะภาค 10 คณบดีคณะพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ประธานคณะกรรมการบริหาร สถาบันโพธิคยาฯ ,ดร. สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาฯ, นายสมชาย หาญภักดีปฏิมา ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่, นายสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ ดำเนินรายการโดย นางสาวอันนา สุขสุกรี ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในตอนท้าย ผู้ดำเนินรายการได้กล่าวเชิญ พระวิเทศวัชราจารย์ ผู้ช่วยเลขานุการพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล เจ้าของเพจ ‘พระครูอินเดีย’ ซึ่งมีผู้ติดตามในเฟซบุ๊กกว่า 1.4 แสนบัญชี ร่วมแสดงความคิดเห็น
พระวิเทศวัชราจารย์ กล่าวว่า ผลงานของสถาบันโพธิคยา 980 เมีคุณภาพ เข้าถึงบุคคลได้ดีในระดับปัญญาชน ต่อไปควรช่วยกันส่งเสริมให้เข้าถึงคนระดับชั้นกลาง และคนรุ่นใหม่ ตลอดจนคนรากหญ้าเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากคนยุคใหม่จะกลายเป็นฐานกำลัง และพลังของพุทธศาสนาในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป ด้วยความที่เคยเข้าร่วมอบรมพระธรรมทูตเชิงลึก ซึ่งเป็นโครงการที่สถาบันโพธิคยาฯ จัดขึ้นโดยนิมนต์พระจากทั่วประเทศไปอบรมที่อินเดีย ทำให้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ลุกกว่าที่เคย ดังนั้น เมื่อผ่านการอบรม 3 เดือน จึงอยู่ในอินเดียต่อตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้รวม 13 ปีแล้ว โดยใช้เวลาที่อินเดีย 9 เดือนต่อปี และเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลการอบรมในโครงการมา 6-7 รุ่น

เมื่อผ่านโครงการดังกล่าว ก็มองเห็นว่างานของสถาบันมีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนสังคมด้วยธรรมะของพระพุทธเจ้า จึงเริ่มสร้างทีมงานของตัวเองด้วยการเปิดโรงเรียนเตรียมพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล เพื่อฝึกอบรมพระสงฆ์จากทั่วประเทศต่อเนื่องจากโครงการพระธรรมทูตเชิงลึก โดยรวบรวมพระสงฆ์จากทั่วประเทศ รุ่นแรกราว 30 รูป อบรมราว 6 เดือน เรียนวิชาพระพุทธศาสนาแบบเปิดตำราแล้วพาไปยังสถานที่นั้นๆ เพื่อให้เห็นกับตา เพื่อให้ความรู้เหล่านั้นเข้าสู่หัวใจ กลายเป็นเรื่องที่ฝังใจลึกลงไป ผ่านมารุ่นต่อรุ่น เริ่มมีพระภิกษุสงฆ์ที่ผ่านโครงการดังกล่าวกลับไปเป็นเจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เป็นรองเจ้าคณะจังหวัด ฯลฯ และยังมีอีกชุดหนึ่งที่ทำงานอยู่ในอินเดีย รวมกว่า 50 รูป โดยเริ่มเห็นว่ามีทีมงานที่มีประสิทธิภาพ แต่ไม่สามารถลงไปในเชิงลึก ลงไปในชุมชน ลงไปสู่ชาวบ้านได้มากเท่าที่ควร ประกอบกับเมื่อเกิดสถานการณ์โควิด 19 ทำให้คนส่วนใหญ่จมอยู่ในโลกของโซเชียลเน็ตเวิร์ก จึงมามาเริ่มสร้างแบรนด์ สร้างตัวตนในโลกออนไลน์ในชื่อพระครูอินเดีย โดยใช้เวลาประมาณ 1 ปี มีผู้ติดตามหลักแสน ทำให้เรื่องราวของแดนพุทธภูมิเริ่มเผยแพร่เป็นวงกว้างมากขึ้น
“แต่ละเทปที่ออกมา เราเข้าใจคนยุคใหม่ว่า เขาไม่ฟังยาวๆ เขาฟังสั้นๆ ดังนั้นเราจึงขมวดปม ขมวดเรื่องราวนำเสนอเพียง 1 นาที หรือ 3 นาที ไม่เกิน 5 นาที แต่เนื้อหาเป็นคอนเทนต์เชิงลึก และมีประสิทธิภาพทำให้คนได้รับประโยชน์ ภาพที่เสนอแม้เป็นภาพพุทธสถานก็จริง แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่คือหลักศีลธรรม จนนำไปสู่หลักพระไตรรัตน์ จนนำไปสู่หลักการตัดสังโยชน์
สมัยแรกๆ ไปทำแค่คนเดียว ถือโทรศัพท์เครื่องหนึ่ง อาศัยแขกยามช่วยถ่ายคลิปวีดีโอให้ ถือตรงบ้าง ไม่ตรงบ้าง ไม่เป็นไร เพราะไม่ได้ขายภาพ แต่ขายเนื้อหา ค่อยๆ มีคนรู้จักมากขึ้นตามลำดับ ด้วยพลังในการนำเสนอแบบนี้ ทำให้เรามีพลังในการทำประโยชน์เพื่อพระพุทธศาสนามากขึ้นอีกพอสมควร” พระวิเทศวัชราจารย์ กล่าว
พระวิเทศวัชราจารย์ กล่าวว่า ปัจจุบันคนรุ่นใหม่บางส่วนรู้สึกว่า พุทธศาสนามีแต่พิธีกรรม และเรื่องเงิน
“ทุกวันนี้ หลายวัดอาจนำเสนอในรูปแบบที่ไม่ชัดเจน ไม่ตรงใจวัยรุ่น ไม่ตรงวัตถุประสงค์สักเท่าไหร่ แต่ถ้าคุยกับเขานิดหนึ่ง จะรู้เลยว่าจริงๆ แล้วไม่มีใครไม่ต้องการธรรมะ ทุกคนต้องการธรรมะ เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ชีวิตดียิ่งขึ้นกว่าที่เคย” พระวิเทศวัชราจารย์ กล่าว

