พระราชศรัทธาพระพุทธศาสนา
ครั้งแรกเสด็จฯถวายผ้าพระกฐินวัดพระพุทธบาท
หมายเหตุ – รศ.ดร.ชัชพล ไชยพร รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ให้ข้อมูลประวัติความเป็นมาของวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ในโอกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปในการพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ในวันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม 2567 เวลา 17.00 น. ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรัชกาลปัจจุบัน

ประเทศไทยนับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทโดยวงศ์จากลังกา ที่เรียกว่าลังกาวงศ์ คนไทยจึงถือว่าการอ้างอิงหลักการจากคัมภีร์ก็ดี วิถีปฏิบัติก็ดี ของลังกาทวีปนั้นย่อมเป็นทางที่ถูกต้อง บริสุทธิ์ ไม่ปลอมปน ลัทธิลังกาวงศ์นั้นมีคตินิยมบูชารอยพระพุทธบาท ซึ่งปรากฏตำนานว่าพระพุทธเจ้าได้ประทับรอยไว้ตามที่ต่างๆ 5 แห่ง ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมแห่งกรุงศรีอยุธยา จึงมีพระภิกษุไทยคณะหนึ่งเดินทางไปสักการะรอยพระพุทธบาทที่เขาสุมนกูฏ ณ เกาะลังกา พระชาวลังกาก็บอกแก่พระชาวไทยว่า ในสยามประเทศเองก็มีรอยพระพุทธบาทอยู่บนภูเขาชื่อสุวรรณบรรพต หรือที่เรียกว่าสัจจพันธคีรี
ครั้นพระไทยกลับกรุงศรีอยุธยาจึงมาถวายพระพรให้พระเจ้าทรงธรรมทรงทราบ พระองค์โปรดฯ ให้ค้นหาจนพบ มีตำนานอภินิหารเรื่องพรานบุญล่าเนื้อทราย เป็นที่เล่าลือกัน ครั้นเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรก็เกิดพระราชศรัทธาอย่างแรงกล้า
นับแต่นั้นพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรี จึงเป็นปูชนียสถานสำคัญสูงยิ่งของพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยา สืบมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ มีการสถาปนาบุษบกและมณฑปสวมรอยพระพุทธบาท สร้างวัด และอุทิศที่ดิน ตั้งพนักงานรักษา ตลอดจนทรงยกผู้คนถวายเป็นข้ารับใช้ดูแลพระพุทธบาท เป็นราชประเพณีตลอดมา
พระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาและรัตนโกสินทร์แทบทุกพระองค์นับจากพระเจ้าทรงธรรมเป็นต้นมา จึงทรงถือเป็นราชประเพณีที่จะต้องเสด็จฯ มาทรงบูชาสมโภชพระพุทธบาท บางพระองค์ถึงกับเสด็จพระราชดำเนินมาทุกปี เช่น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
ทีนี้ต้องคำนึงด้วยว่าหนทางมาพระพุทธบาทในอดีตก็ยังเป็นป่าเขาลำเนาไพร การไปพระพุทธบาทจึงเป็นความสนุกสนานของชาววัง ที่ได้เดินทางรอนแรมออกมานอกพระนคร พวกสตรีฝ่ายในทั้งหลายได้ออกมาชมนกชมไม้ เปิดหูเปิดตา หรือแม้ได้พบปะกับบุรุษฝ่ายหน้าบ้าง ก็ในโอกาสเช่นนี้
ทั้งยังมีราชประเพณีว่า พระราชกุมารของพระมหากษัตริย์ที่จะได้เสด็จดำรงสิริราชสมบัติต่อไปในอนาคต จะทรง “รำขอพัดชา” คือการรำง้าวบนคอพระคชาธาร ถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระพุทธบาทด้วย กล่าวกันว่ารัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 เมื่อทรงเป็นพระราชโอรส ได้เคยรำง้าวถวายเป็นพุทธบูชาที่พระพุทธบาทมาแล้วทุกพระองค์
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระพุทธบาทได้รับพระบรมราชูปถัมภ์อย่างยิ่งจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท และมารุ่งเรืองมากอีกครั้งในรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระเจดีย์ไว้เคียงพระมณฑป ชื่อมกุฏพันธนเจดีย์ มีการสานเสื่อเงินไว้ลาดปูในพระมณฑปด้วย
การเสด็จพระราชดำเนินไปสมโภชพระพุทธบาท ในอดีตไม่จำเป็นว่าต้องเกี่ยวข้องกับโอกาสหรือพระราชพิธีสำคัญ หากแต่โดยราชประเพณีแต่โบราณ เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงรับบรมราชาภิเษกแล้ว จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงสมโภชเจดียสถานสำคัญต่างๆ ในหัวเมือง เช่น พระมหาธาตุเจดีย์ต่างๆ พระพุทธบาท พระพุทธชินราช เป็นต้น ในวาระโอกาสที่เหมาะสม แล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ หรือหากว่าไม่ได้เสด็จพระราชดำเนินไป ก็จะทรงพระราชอุทิศต้นไม้ทองเงิน เทียนทองธูปเงิน เครื่องราชสักการะต่างๆ ไปถวายพุทธบูชาเป็นส่วนต่อท้ายพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยในรัชกาลปัจจุบันก็ทรงพระราชอุทิศเครื่องราชสักการะเหล่านั้นไปถวายพระพุทธบาทแล้ว ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อปี 2562 ยิ่งไปกว่านั้น ยังทรงพระราชอุทิศเครื่องราชสักการะตามโบราณราชประเพณีไปถวายพระพุทธบาท เป็นพุทธบูชา ในพระราชพิธีสงกรานต์เป็นประจำทุกปี เช่น น้ำหอม ธูปเทียน ผ้าแดง และต้นไม้ทองเงิน
ซึ่งเราจะได้เห็นเป็นประจำทุกปีๆ ตามข่าวในพระราชสำนัก แต่ผู้คนอาจไม่ทันสังเกต ว่าจะมีขั้นตอนที่ผู้อำนวยการกองพระราชพิธี จะเฝ้าฯ กราบบังคมทูลพระกรุณารายงานเครื่องราชสักการะในพระราชพิธีสงกรานต์ เพื่อทรงพระราชอุทิศไปบูชาพุทธเจดีย์สำคัญต่างๆ ในวันที่ 15 เมษายนของทุกปี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน เสด็จพระราชดำเนินไปทรงนมัสการพระพุทธบาทเป็นประจำตั้งแต่ยังทรงดำรงพระราชอิสริยยศที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทั้งในการพระราชพิธีที่แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทั้งด้วยพระราชศรัทธาส่วนพระองค์ ขอให้ไปสืบค้นดูในบันทึกข่าวพระราชกรณียกิจได้ เพราะพระองค์มีพระราชหฤทัยศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา และทรงสืบสานราชประเพณีอันมีมาแต่โบราณ ซึ่งเป็นเครื่องเชิดชูความเป็นชาติไทยอย่างชัดเจน
ปกติแล้วพระอารามหลวงทั้งหลาย จะได้รับพระราชทานผ้าพระกฐินไปทอดถวายในกฐินกาล โดยพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พระราชวงศ์ หน่วยราชการ ตลอดจนประชาชน ขอรับพระราชทานไปทอดได้ แบบนั้นเรียกว่า “กฐินพระราชทาน” ซึ่งเป็นคนละความหมายกับพระกฐินหลวง เพราะ “พระกฐินหลวง” นั้น พระมหากษัตริย์ทรงเป็นเจ้าภาพเอง เสด็จพระราชดำเนินไปเอง หรือโปรดเกล้าฯ ให้มีผู้แทนพระองค์ไป มีบัญชีวัดที่ทรงสงวนไว้สำหรับพระกฐินหลวง กำหนดไว้ตั้งแต่รัชกาลที่ 7 เป็นพระอารามหลวงสำคัญยิ่งอยู่ 16 วัด
ครั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับบรมราชาภิเษกแล้ว ได้ทรงพระราชศรัทธากำหนดราชประเพณีเพิ่มใหม่ในรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งนับว่าพิเศษมาก คือทรงเพิ่มเติมพระอารามสำคัญยิ่งอีก 2 วัดเข้าไว้ในบัญชีพระกฐินหลวง รวมเป็น 18 วัด กล่าวคือวัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพมหานคร และวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรีนี้เอง
กล่าวตรงๆ ก็คือ วัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี นั้นเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ซึ่งนับเป็นพระอารามที่มีเกียรติยศสูงสุดเพียงวัดเดียว ที่ยังตกจากบัญชีพระกฐินหลวงมาโดยตลอดนับแต่รัชกาลที่ 7 เป็นต้นมา พอถึงรัชกาลที่ 10 พระองค์ได้ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดราชประเพณีพระกฐินหลวง จากโบราณมาให้ครบถ้วนสมบูรณ์ในรัชกาลปัจจุบัน
การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ในครั้งนี้ จึงนับเป็นประวัติศาสตร์ “พระกฐินหลวง” ที่ในหลวงรัชกาลปัจจุบัน เสด็จพระราชดำเนินไปด้วยพระองค์เองเป็นครั้งแรก และยังเป็นการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพิเศษเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบด้วย ทราบมาว่าจะทรงพระราชอุทิศถวายต้นไม้ทองต้นไม้เงินเป็นราชสักการะพิเศษ ส่วนรายละเอียดขั้นตอนขอให้ติดตามได้จากหมายกำหนดการพระกฐินหลวงซึ่งจะเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเป็นประจำทุกปี
ถ้าศึกษาใคร่ครวญถึงความเป็นมา รายละเอียดขั้นตอน เหตุผล ตลอดจนความผูกพันของสถาบันพระมหากษัตริย์กับสถาบันพระพุทธศาสนาอันมีมาอย่างยาวนาน ก็จะเห็นได้ว่า สถาบันชาติไทยของเรานั้นจะขาดสถาบันหลักสถาบันใดสถาบันหนึ่งไปไม่ได้เลย เกียรติภูมิของการเป็นคนไทยที่ดำรงอยู่ให้เราภาคภูมิใจ เป็นที่เชิดหน้าชูตาอยู่ได้ทุกวันนี้ ก็เกิดมีขึ้นมาได้จากเอกลักษณ์ของชาติเหล่านี้เอง พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดพระพุทธบาท ที่จะเกิดปรากฏขึ้นในปีมหามงคล จึงเป็นประวัติศาสตร์ของชาติ และประวัติศาสตร์ของชีวิตพวกเราชาวไทยทุกคนที่จะได้ร่วมเป็นประจักษ์พยาน

