สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ปาฐกถาต่อที่ประชุมสันติภาพนานาชาติ ประจำปี 2567 ณ สำนักงานใหญ่ UNESCO องค์การยูเนสโก ฝรั่งเศส
เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ประธานกรรมการอบรมประชาชนกลาง (อ.ป.ก.) เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร ในฐานะที่ปรึกษาสูงสุดองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) ปาฐกถาธรรมสังคมแห่งสันติภาพที่ยั่งยืนอย่างต่อเนื่องผ่านการศึกษา เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 (The Celebrations on the Auspicious Occasion of His Majesty the King’s 6th Cycle Birthday Anniversary, July 28th, 2024) ในการประชุมภาคีสมาชิกกว่า 50 ประเทศ 200 ศูนย์ภาคี ในวันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พุทธศักราช 2567 ณ สำนักงานใหญ่องค์การยูเนสโก UNESCO กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส (ตามเวลาฝรั่งเศส)

โดยมีเนื้อหาแห่งปาฐกถาครั้งสำคัญนี้ ดังนี้…
พระพุทธศาสนา เปรียบเสมือนต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่แผ่กิ่งก้านสาขา ดอกใบ ไปในที่ต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาคนิกายต่างๆ ในพระพุทธศาสนา เปรียบเสมือน กิ่งก้านสาขา ดอกใบ ให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ได้พึ่งพาอาศัยเมตตาธรรม รวมไม้หลายต้นจึงเป็นป่า รวมหลากหลายภูมิปัญญา จึงเป็นพุทธศาสนาที่มั่นคง ไม้ต้นหนึ่ง มีทั้งสะเก็ด เปลือก กระพี้ และแก่น ฉันใด พระพุทธศาสนาก็ฉันนั้น
พระพุทธองค์ ทรงเปรียบเทียบ พระพุทธศาสนาเหมือนต้นไม้ว่า
• ลาภ สักการะ เปรียบเสมือน กิ่งไม้ ใบไม้
• ความสมบูรณ์ด้วยศีล เปรียบเสมือน สะเก็ดไม้
• ความสมบูรณ์ด้วยสมาธิ เปรียบเสมือน เปลือกไม้
• ญาณทัศนะหรือปัญญา เปรียบเสมือน กระพี้ไม้
ความหลุดพ้นแห่งใจไม่กลับกำเริบ หรือ อกุปปา เจโตวิมุตติ เปรียบเสมือน แก่นไม้ แก่นไม้ไม่อาจอยู่ได้เพียงลำพัง ถ้าไม่มีสะเก็ด เปลือก กระพี้ ห่อหุ้มเอาไว้ แก่นพระพุทธศาสนาก็เช่นกัน ความพ้นทุกข์ทางใจ คือแก่นของพระพุทธศาสนา ส่วนศิลปะวัฒนธรรม ประเพณีวิถีชีวิต คือสะเก็ด เปลือกกระพี้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่ทำให้พระพุทธศาสนาสนาอยู่ได้ พระพุทธเจ้า เปรียบเสมือนหมอบำบัดโรค ธรรมะเหมือนยา กิเลสเหมือนไวรัส เชื้อโรค นายแพทย์ที่ชาญฉลาด จึงต้องปรุงยาให้เข้ากับโรคภัยชนิดนั้นๆ ผลที่นายแพทย์ทุกคนปรารถนาคือ บำบัดโรคภัยไข้เจ็บให้หายขาด รักษาคนไข้ให้มีสุขภาพแข็งแรงโดยเร็ว แม้จะมีวิธีรักษาต่างกัน แต่ขอให้ได้ผลเหมือนกัน

เมื่อข้าพเจ้าได้มีโอกาสพบปะสนทนากับท่านมาครอง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2566 ท่านถามว่า พระพุทธศาสนา มีหลักธรรมคำสอนอย่างไร ข้าพเจ้าได้อธิบายว่า พระพุทธศาสนา เป็นหนึ่งใน ศาสนาสำคัญของโลก มุ่งสอนให้คนมีเมตตาต่อกัน ลดความสดโต่ง อันเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้ง สอนให้ไม่แก่งแย่งเบียดเบียนกัน แต่ให้แบ่งปัน เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน
พระพุทธศาสนาเน้นเรื่อง ทาน ศีล ภาวนา ทานคือการให้ ตั้งแต่วัตถุสิ่งของ ข้าวปลาอาหาร ยารักษาโรค เครื่องอำนวยความสะดวก ให้ชีวิตเป็นทานให้สติปัญญาวิชาความรู้ สอนเรื่อง อภัยทาน ให้อภัยต่อกัน ยกตัวอย่างเช่น แม้ในอดีตบางประเทศจะเคยขัดแย้งก่อสงครามกันรุนแรงเพียงใด แต่เมื่อมองเห็นโทษแล้วก็ให้อภัยกัน สันติสุขก็เกิดขึ้น ใจที่ยอมให้อภัยกัน จะลดความขัดแย้งทุกอย่าง ตั้งแต่ระดับครอบครัว ถึงระดับโลก ศีล คือเคารพระเบียบวินัย กฎหมาย กติกาที่ตกลงกันไว้แล้ว ไม่ละเมิดเอาเปรียบกันเพราะคิดว่าตนมีอำนาจมากกว่า ภาวนา คือการฝึกใจให้รู้จักรักคนอื่น สงสารคนอื่น ชื่นชมคนอื่น ให้มีสติยับยั้งชั่งใจ ดับไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะให้ทัน ปัจจุบัน มนุษยชาติกำลังเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างรุนแรง ไม่ต่างจากสงคราม เป็นสงครามโรค สงครามโลภ สงครามอารมณ์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความรุนแรงต่างๆ ตามมาได้
ศาสตราวุธ ไม่เคยสร้างสันติภาพ มีอาวุธอยู่ใกล้มือ ถ้าขาดสติยับยั้งก็อาจพลั้งพลาดได้ง่าย. ศาสตราวุธ สร้างความรุนแรง แต่ธรรมาวุธ สร้างสันติสุข พระพุทธศาสนา ส่งเสริมธรรมาวุธ คือเมตตา อภัย สันติ. ธรรมาวุธที่
สำคัญในการสร้างสันติสุข คือ เมตตาธรรม เมตตาธรรม คือน้ำดับไฟ เมตตาคือมีความรักที่บริสุทธิ์ต่อกัน ไว้วางใจกัน เห็นใจกัน ภูมิใจต่อกัน เชื่อใจกันซึ่งจะเป็นวัคซีน
การจัดประชุมของพวกเราชาวพุทธ และผู้นำศาสนา องค์กรต่างๆ ที่ให้เกียรติเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง ที่จะได้ระดมความคิด หลักธรรม หลักปฏิบัติในทางศาสนา ที่สามารถนำมาใช้กับโลกที่เป็นจริงในปัจจุบัน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และจิตใจ เพื่อช่วยบรรเทาโลกที่ร้อนระอุให้เย็นลง ตามแบบอย่างที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงบำเพ็ญมา เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ในมงคลสมัยเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ
ขออนุโมทนาบุญ ในกุศลเจตนาและการเสียสละของทุกๆ ท่านในครั้งนี้
ขออำนวยพร

