มองทะลุ ‘โลงไม้’ นักโบราณฯใช้วิทย์พิสูจน์ คนไทยมาจากไหน

12.11.24 | 17:32 น.

นักโบราณฯมองทะลุ ‘โลงไม้’ ชี้ ความเชื่อเรื่องโลกหลังความตาย – ใช้วิทย์พิสูจน์ ‘คนไทย’ อาจไม่ได้มาจากเทือกเขาอัลไต ‘จีน-อินเดีย’ ย้ายมาก่อนยุคประวัติศาสตร์

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร (วังท่าพระ) เขตพระนคร กรุงเทพฯ เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดเวทีแถลงข่าว ‘ค้นความหลากหลาย ไท-ไทย’ เพื่อสร้างความเข้าใจถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ซึ่งก่อร่างมาเป็นประเทศไทย ตลอดจนลดอคติทางวัฒนธรรม อันเป็นสาเหตุของปัญหาความขัดแย้งหลายประการในสังคมไทย

บรรยากาศเวลา 10.00 น. มีการเสวนา ‘ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภาษา และชาติพันธุ์ของผู้คนในดินแดนไทย’ ซึ่งเป็นการเปิดผลการวิจัยล่าสุด ได้แก่ การค้นพบหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพันธุกรรมศาสตร์ทางโบราณคดี สอดคล้องสัมพันธ์กับการศึกษาวิจัยอื่นๆ ที่ดำเนินการโดยสาขาวิชาต่างๆ ของคณะฯ


ซึ่งช่วยตอบคำถามทางประวัติศาสตร์ความเป็นมาของผู้คนบนดินแดนไทย สะท้อนว่า ไทยเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และ วัฒนธรรมเป็นอย่างมาก มีการอยู่ร่วมกันของผู้คนที่แตกต่าง ซึ่งหลอมรวมทางวิถีชีวิตมาร่วมกันอย่างยาวนาน

โดยนำเสนอมุมมองทั้ง 4 ด้านดังนี้ ด้านโบราณคดีโดย ศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช และอาจารย์ ดร.นฤพล หวังธงชัยเจริญ จากภาควิชาโบราณคดี, ด้านภาษาและจารึก โดย ผศ.ดร.กังวล คัชชิมา ภาควิชาภาษาตะวันออก, ด้านมานุษยวิทยา โดย ผศ.ดร.ดำรงพล อินทร์จันทร์ ภาควิชามานุษยวิทยา, ด้าน ประวัติศาสตร์ศิลปะ โดย รศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ดำเนินรายการโดย น.ส.วรรณศิริ ศิริวรรณ ผู้ประกาศข่าวสำนักข่าวไทย (อสมท.) อดีตศิษย์เก่า

Advertisement

เมื่อถามว่า ในปัจจุบันคำตอบว่าคนไทยมาจากไหน ต่างออกไปจากเดิมบ้างหรือไม่?

อาจารย์ ดร.นฤพล จากภาควิชาโบราณคดี กล่าวว่า เปลี่ยนไปจากเมื่อ 60 ปีก่อน จากที่มีกรอบคิดแบบหนึ่งคือเรื่อง วัฒนธรรมในการค้นหาต้นกำเนิดต่างๆ เช่น ต้นกำเนิดการกสิกรรม ต้นกำเนิดการโลหกรรม เช่นเดียวกันกับ ‘ต้นกำเนิดความเป็นไทย’ ที่ผูกพันกับความเป็นชาติ สร้างความรู้สึกภูมิใจในความเป็นไทย จากเขตแดนที่ขีดขึ้นในภายหลัง

แต่ในเรื่องความหลากหลายของผู้คน ที่อาศัยในขอบเขตแดน ทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ความจริงแล้วมีคนเข้ามาไม่ต่ำกว่า 50,000 ปีมาแล้ว มีการเปลี่ยนถ่าย ผสมข้ามกลุ่ม ทั้งกลุ่มที่เคยอยู่มาก่อนและเข้ามาใหม่ เกิดการผสมทางวัฒนธรรม และชาติพันธุ์ ดังนั้นถ้าเราเข้าใจถึงที่มา เราจะยอมรับความหลากหลาย และเคารพคนในชาติได้

จากการศึกษาของ ศ.ดร.รัศมี ที่ อ.บางปะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของไทย เราศึกษาลักษณะทางกายภาพของคน หรือสัณฐานของรูปทรงกะโหลก ความกว้างของรูจมูก, รูปแบบของฟัน ที่ใช้ในการบอกว่า เป็นกลุ่มประชากรในกลุ่ม ‘มองโกลอยด์’ ในแอฟริกา หรือ ‘คอเคซอยด์’ ในทวีปยุโรป แต่ปัจจุบันมีความก้าวหน้าในการศึกษาพันธุกรรม (DNA) จากเดิมต้องเจอกระดูกหรือฟันเท่านั้น จึงจะบอกได้ว่ามีความคล้ายคลึงกันระหว่างกลุ่มประชากร A และ B

“ปัจจุบัน เราสามารถสกัดดีเอ็นเอ จากโครงกระดูกเหล่านี้ได้ และนำไปเชื่อมโยงความสัมพันธ์ งานของอาจารย์รัศมี เป็นงานที่บอกว่า มันมีวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ที่ช่วยให้เราคลี่คลายในมุมมองที่ชัดเจนมากขึ้น”


อาจารย์ ดร.นฤพลกล่าวเพิ่มเติมว่า แรกเริ่ม ความเชื่อเรื่องเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายของผู้คนลงมาในดินแดนที่เรียกว่าไทย ตั้งแต่ในช่วงที่เป็น ‘วัฒนธรรมโลงไม้’ ประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว หรือช่วงสมัยพุทธกาล, ราชวงศ์ฉิน หรือ โจว ของจีน ตอนนั้นเราเชื่อว่าประชากรที่อพยพเคลื่อนย้ายมาจะเป็นกลุ่มตระกูลภาษา ‘ออสโตรเอเชียติค’ ที่มาผ่านทาง 5 ลำน้ำสาขาหลัก ได้แก่ แม่น้ำโขง เจ้าพระยา สาละวิน แม่น้ำดำ แม่น้ำแดง และอิรวดี

“เราพบว่าจริงๆ แล้ว จากที่เราเชื่อว่า กลุ่ม ไท-กะได เคลื่อนย้ายมาตอนสมัยประวัติศาสตร์ แต่เราพบแล้วว่า น่าจะมาตั้งแต่ก่อนช่วงเวลานั้นแล้ว ทำให้เห็นความสัมพันธ์ของดินแดนเอเชีย ได้ชัดเจนขึ้น”

ในมุมการศึกษาวิจัยที่ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน สามารถฟันธงได้เลยหรือไม่ ว่าเป็นคนชาติพันธุ์กลุ่มไหน ที่เจอที่นี่บ้าง?

อาจารย์ ดร.นฤพลกล่าวว่า ปัจจุบันศึกษา DNA จะเทียบกับกลุ่มประชากรที่มีการใช้ภาษาในปัจจุบัน คือกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ แต่ตามประวัติศาสตร์ไม่ฟันธง ว่าเขาคือกลุ่มชาติพันธุ์อะไร

“อย่างผมเอง ถ้าตรวจดีเอ็นเอ จะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนจีน เพราะอพยพมาจากไหหลำ ไม่เกิน 3 รุ่น แต่ผมพูดจีนไม่ได้เลย สิ่งที่เราทำคือพยายามจับจิ๊กซอว์ที่ลอยอยู่บนอากาศ มาลิงก์กัน

ถ้าจะมองจากรูปแบบ ‘วัฒนธรรมโลงไม้’ ทางมาเลเซีย หรือพวกโปรโตมาเลย์ อาจจะผิวคล้ำผมเหยียด หรือถ้าจีนตอนใต้ ก็จะผิวเหลือง-ดำ ผมเหยียดเหมือนกัน ค่อนข้างชัดว่าเป็น มองโกลอยด์ ทั้งหมด แต่ซอยย่อยออกไป

ถ้าเป็นในเวียดนาม เขตทุ่งกุลา หรือตามหมู่เกาะ ต่างๆ ในฟิลิปปินส์ จะเป็นกลุ่มออสโตรนีเซียน ซึ่งมักจะชอบฝังศพครั้งที่ 2 อย่างมาก ใส่ตลับและเอาไปฝังไว้ตามถ้ำ ซึ่งช่วงหนึ่งมีการสั่งสังคโลกของเราและฟิลิปปินส์ ไปฝังร่วมด้วย”

อาจารย์ ดร.นฤพลกล่าวว่า อย่างไรก็ดี ถ้าเราบอกว่า รูปแบบการฝังศพแบบนี้ ต้องเป็นคนกลุ่มนี้ จะเป็นการยึดติดว่าวัฒนธรรมนี้ต้องเป็นแบบนี้ เพราะวัฒนธรรมมีความลื่นไหล ทั้งรับมาหรือปล่อยไป ซึ่งเรามักเลือกรับสิ่งที่เข้ากับตัวเอง

“เพราะไม่อย่างนั้น ถ้าเราบอกว่ากลุ่มอย่างนี้ เรามีวัฒนธรรมนับถือพราหมณ์ พระศิวะ แต่ตรวจ DNA มาแล้ว เราไปลิงค์กับเอเชียตะวันออก มากกว่าเอเชียใต้ มันคือความหลากหลาย”

สิ่งที่ทำตอนนี้ คือเรากำลังตั้งคำถาม หาจิ๊กซ
อว์ต่อไป แต่มันไม่มีหรอก คนบริสุทธิ์ที่อยู่ในดินแดนนี้ มันมีการผสมมาตลอด เราพยายามสร้างข้อพิสูจน์ใหม่ๆ เพื่อให้แม่นยำในการศึกษามากขึ้น แต่อาจจะยังฟันธงไม่ได้” อาจารย์ ดร.นฤพลเผย

เมื่อถามถึงในประเทศเพื่อนบ้าน มีที่ไหนหรือไม่ที่เคยมีการสำรวจแล้วพบความหลากหลายเหมือนกับที่เรากำลังศึกษากันอยู่ ?

อาจารย์ ดร.นฤพลระบุว่า จริงๆ แล้ว ก็มีงานวิจัยที่ชี้ค่อนข้างขัดว่า กลุ่มประชากรแรกที่เข้ามาเป็น กลุ่มเนกริโต (Negrito) กลุ่มที่ 2 เป็น มองโกลอยด์ (Southern Mongolia) แต่ก็กว้างมาก

“จีนเองก็จะมี 2 กลุ่ม ที่เป็นจีนฮั่น ตาตี่ๆ เหมือนเราดูเจงกิสข่าน นั่นคือ มองโกลอยด์แท้ๆ แต่จีนที่มาในบ้านเรา คือผสม

ทำไมเราหน้าตาเหมือนคนฟิลิปปินส์ เพราะถูกผสมมาเรื่อยๆ ข้อมูลทางพันธุกรรม ค่อนข้างยืนยันว่า ในช่วง 2,500 ปี ในเขตคาบสมุทรภาคใต้ มีการเข้ามาของอินเดีย สมัยก่อนเราพูดถึงวัฒนธรรม (รูปเคารพ, ปฏิมากรรม) แต่ปัจจุบันข้อมูลเรื่องพันธุกรรมก็เริ่มยืนยัน ไม่ว่าจะทั้งของคนหรือสัตว์ แม้กระทั่งการเข้ามาของข้าวสายพันธุ์อินเดีย, วัว ที่มีหน่อแบบอินเดีย ร้อยเรียงให้เห็นภาพการเคลื่อนย้าย เดินทางของผู้คน

ตอนนี้เรากำลังสร้างแบบจำลอง เพื่อให้ทุกภูมิภาค สามารถตรวจสอบกลับมาได้ อย่าง กรณีหมู่เกาะ จะมองง่ายกว่า บนภาคพื้นดิน ที่มีการเดินทางถึงกัน ผสมกันค่อนข้างมาก” อาจารย์ ดร.นฤพลกล่าว และว่า

“ถ้าตราบใดที่เรามีอคติ มันจะไม่ไปทางเดียวกันแน่ๆ เราควรยอมรับซึ่งกันและกัน แบ่งปันข้อมูลเพื่อศึกษาร่วมกัน จะทำให้เราไปกันเป็นกลุ่มก้อน และตอบได้ทุกเรื่อง” อาจารย์ ดร.นฤพลกล่าวทิ้งท้าย

เมื่อถามว่า ความหมายของไทย กับ ไท ต่างกันอย่างไร ?

ด้าน ผศ.ดร.ดำรงพล จากภาควิชามานุษยวิทยากล่าวว่า ไทย เป็นชื่อที่เปลี่ยนประเทศ และเป็นชื่อที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ผนวกกับความเป็นหลักสาขา ด้านหนึ่งมองว่าถ้า ‘ไท’ ไม่มี ‘ย’ ก็เหมือนกับผู้หญิงไม่แต่งหน้าเสริมสวย แต่เมื่อใส่ ‘ย’ เข้าไปจะดูโมเดิร์นขึ้น ดังนั้นการจะเปลี่ยนจากสยามเป็นไทยจึงใส่ ‘ย’ เข้าไปเพราะมีไทกลุ่มอื่น ที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกันตั้งแต่จีนตอนใต้จนถึงตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย หรือเกินกว่า 100 ล้านคนทั่วโลกที่อยู่ในภูมิภาคนี้

ส่วน ‘ไท’ พูดถึงกลุ่มตระกูลภาษาไท-กะได หรือข้า-ไท กระจายตัวอยู่และค่อนข้างอยู่มาก่อนที่เราจะมีรัฐชาติเกิดขึ้น ดังนั้น เรียกได้ว่าคณะโบราณคดี เราศึกษาความเป็นไท ก่อนที่จะมีไทย (สยาม) ด้วยซ้ำ

จากการค้นพบครั้งนี้ เราต้องหาคำตอบต่อไป ซึ่งการค้นคว้าจีโนม จะย้อนไปบอกได้ถึง โครโมโซมของแม่ สืบไปถึงความเป็น mother hood

เพราะ XY คือผู้ชาย ส่วน XX เป็นเพศแม่ มันย้อนกลับไปได้ว่าเรามีบรรพบุรุษเป็นใคร ‘ทฤษฎีเกลียวเชือก’ บอกให้เห็นว่า ที่ไหนมีความหลากหลายทางภาษามาก อาจจะเป็นแหล่งต้นกำเนิดของตระกูลภาษานั้น อย่างจีนตอนใต้ และเวียดนาม ตอนเหนือ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของต้นกำเนิดกลุ่มภาษาตระกูลไท แต่ก็มีงานศึกษาที่ย้อนไปถึงก่อนหน้านั้น เกาะไหหลำ จีนตอนใต้ จนถึงแม่น้ำเหลือง อยู่ที่ว่าจะอาศัยหลักฐานเข้าไปศึกษาและค้นพบอะไรบ้าง”

“สิ่งที่ผมมองว่าตลกร้ายอย่างหนึ่ง เราคิดว่าคนไทยน่าจะมาจากที่อื่น แต่มีงานศึกษาของนักวิชาการ ในกลุ่มอินเดียจะได้ตีพิมพ์ในวารสารระดับโลก ของ oxford บอกว่า การอพยพทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในอินเดีย (ตะวันออกเฉียงเหนือ) มากจากประเทศไทย ไปอินเดีย ทำให้เกิดคำถามว่าจริงๆ แล้วการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ กับการค้นคว้าทาง สังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ จะไปด้วยกันได้หรือไม่ เราคิดว่าเรามาจากที่อื่น แต่กลับมีคนอ้างอิงว่าเขามาจากเรา”

“น่าศึกษาต่อเหมือนกันว่า ทำไมถึงเกิดความคิดแบบนี้ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มันทำให้เกิดการตั้งสมมติฐานและพยายามหาคำตอบ ถ้าเราเชื่อตามทฤษฎีที่เรียน เรามาจากเทือกเขาอัลไต เพราะชื่อพ้อง กับไทย แต่เมื่อมีข้อค้นพบอื่นๆ ที่ตามมา หรือความจริงแล้ว แถวที่ราบสูงมองโกเลียนั้นไม่เหมาะกับที่วัฒนธรรมคนไทยอยู่ เพราะเป็นทุ่งหญ้า ไม่ตอบโจทย์วัฒนธรรมปลูกข้าวแบบที่เราเป็น ถ้าเราอยู่ที่แบบนั้นไม่น่ารอด น่าจะเป็นกลุ่มจีน ทิเบต มากกว่า เป็นจุดที่ค้นพบทำให้เห็นความเชื่องโยงว่า เราอยู่ที่นี่มีส่วนหนึ่ง แล้วมีที่อื่นมาผสมด้วย” ผศ.ดร.ดำรงพลชี้

ผศ.ดร.ดำรงพลกล่าวว่า จาก ‘วัฒนธรรมโลงไม้ ‘ ได้สะท้อน ‘ความเชื่อเรื่องโลกหลังความตาย’ ที่เราไม่ได้ปล่อยไปตามธรรมชาติ เมื่อหมดอายุขัยฝังหรือเผา แล้วจบไป แต่สะท้อนว่ามีวิธีจัดการอย่างไรต่อกับศพ

เพราะในโลงไม่ได้พบแค่ศพ แค่ร่าง แต่พบของเซ่นไหว้ เสื้อผ้า เราพบเส้นใยของผ้า แสดงว่าเขาไม่ได้ปล่อยคนที่เสียชีวิตไปตามธรรมชาติ มีความเชื่อว่าโลกหน้าจะต้องไปเจอกับอะไร พบกระดูกสัตว์ แสดงว่า มันจำลองชีวิตของคนเป็น แค่ให้ไปอยู่ชีวิตหน้า เหมือนอยู่ในโลกคนเป็น สะท้อนความคิดความเชื่อ ศาสนา และการใช้ชีวิต ของคนเป็นและคนตาย ที่มีที่อยู่เฉพาะ รวมถึงจารึกและศิลปะ

“ศิลปะที่เขาสร้าง เช่น โลงไม้ ถ้ามีสถานภาพทางสังคมไม่เหมือนกัน ก็อาจจะมีการประดับไม่เหมือนกัน ผู้หญิง, ชาย เป็นอย่างไร สถานภาพที่ต่างกันจากการใส่ของอุทิศ และที่ทางการฝังต่างกัน มันมีความต่าง จากแค่โลงศพ การศึกษาความตายเป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้เห็นเลยว่า มันแตะกับหลายอย่างมาก ทั้งภาษา วัฒนธรรม ศิลปะ โบราณคดี ก็เกี่ยวข้อง เป็นต้น

อะไรที่รายล้อม มันจะสะท้อนว่าเป็นคนยุคไหน มีวัฒนธรรมแบบไหน เช่น บ้านเชียง พบหม้อลายเชือก ส่วนโลงไม้ก็เช่นกัน ต้องอาศัยวิทยาศาสตร์มาช่วยวิเคราะห์” ผศ.ดร.ดำรงพลเผย

นอกจากนี้ ผศ.ดร.ดำรงพล ยังเสนอแนะถึงการนำเอาองค์ความรู้เหล่านี้ไปต่อยอด ประยุกต์ใช้ สร้างเสริมให้ชุมชนจัดการท่องเที่ยว เป็นมัคคุเทศก์ได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจคณะโบราณคดี ที่ไม่เป็นเพียงนักขุดค้น อยู่ในหลุม ดูของเก่าเป็น แต่สามารถสร้างอาชีพที่หลากหลาย สร้างงานด้านซอฟต์พาวเวอร์ การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ให้เกิดความหลากหลายทางตลาดแรงงานได้ด้วย