หน้าแรก ในประเทศ ศาสนา อาจารย์เบียร์...

อาจารย์เบียร์ ไขข้อข้องใจ ตายแล้วไปไหน? ชี้ทางพ้นทุกข์ เผยจิตสุดท้ายควรวางไว้ที่ไหน

12.02.25 | 14:36 น.

วันมาฆบูชา ปี 2568 ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 โดยปีนี้ตรงกับวันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ เป็นวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ 4 อย่าง เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต โดยความสำคัญของวันมาฆบูชา คือ เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง “โอวาทปาติโมกข์” แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้มาแล้ว 9 เดือน ซึ่งหลักคำสอนสรุปได้ว่า “ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์”


พูดถึงการทำความดี ละเว้นความชั่ว การกระทเหล่านี้ล้วนหวังผลให้เกิดหลังความตาย ทำดีขึ้นสวรรค์ ทำชั่วตกนรก ในยุคสมัยนี้หลายคนอาจไม่สามารถเชื่อได้แล้วว่านรกมีจริง หรือเชื่อแต่ไม่ได้ตระหนักอยู่ทุกชั่วหายใจเท่าไหร่นัก

ทั้งนี้ การเกิดแก่เจ็บตาย หรือคำถามที่หลายคนยังไม่อาจหาคำตอบได้คือ ตายแล้วไปไหน หากเข้าสู่สังสารวัฏ ละทิ้งกายหยาบ เรายังจะเหลืออะไรอยู่ในสังสารวัฏ รายการ WOODY FM ดำเนินรายการโดย “วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา” พิธีกรชื่อดัง โดยตอนดังกล่าวได้เชิญ “อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม” มาไขข้องข้อใจเกี่ยวกับการหลุดพ้นจากความทุกข์ ตอบคำถามถ้าตายเลยตอนนี้เพื่อดับทุกข์ได้ไหม? พระพุทธเจ้าบอกว่าเลวที่สุดในความผิดทั้งหมด การทำลายชีวิตตัวเองมีแต่หนีเสือปะจระเข้ ตกนรกนะ รับไหวหรือเปล่า

Advertisement

เวลาเราเดินหน้าใช้ชีวิต มักจะได้ยินว่าจัดสรรมาแล้ว เป็นเวรและกรรม แล้วจุดตัดอยู่ตรงไหน ถ้าอยากตัดเวรและกรรมของเรา ณ เดี๋ยวนี้ อาจารย์เบียร์เผยว่า แบ่งเป็น 2 ชุดความคิด คือลิขิตมาแล้ว แต่อีกชุดคือ อนาคตจะเป็นยังไงก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของเราในวั้นนี้

ต้องเข้าใจก่อนว่า กรรมคือผลของการกระทำ การกระทำทางกาย คำพูดวาจา ความรู้สึกนึกคิดทางใจ เราทุกคนไม่สามารถพ้นจาก 3 อย่างนี้ได้เลย พระพุทธเจ้าบอกว่ากรรมหรือเหตุปัจจัยต่างๆ เกิดขึ้นได้จากผัสสะ คือ ตามองเห็น หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่นลิ้นเข้าไปลิ้มรส กายเข้าไปสัมผัส ใจเข้าไปรู้สึก สิ่งเหล่านี้เรียกว่า กรรม

กรรมเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยเจตนาเป็นตัววัดกรรม ไม่มีเจตนา ไม่ก่อกรรม

เราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองยังไง จะแก้ไขตัวเองยังไง คนในโลกมักจะเข้าใจว่าชีวิตเราถูกพรมลิขิต ถูกกรรมลิขิต ถูกสิ่งศักดิ์สิทธิลิขิต ดลบันดาลหรือกำหนดกฎเกณฑ์ไว้แล้ว แต่พระพุทธเจ้าเห็นเหตุปัจจัยทุกอย่างจบหมดแล้ว ว่ามันจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากนี้แล้ว เพราะเห็นความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างจบหมดแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าเราถูกลิขิต ทุกอย่างเรายังเดินตามเหตุตามปัจจัยของเรา

แต่เราไปตีความเหล่านี้ว่า เราถูกรรมลิขิต ทำให้เราถูกกำหนดกฎเกณฑ์ ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ พระพุทธเจ้าบอกว่า คนที่คิดว่ามีอะไรลิขิต คนที่มีความเห็นผิดแบบนี้ พระพุทธเจ้าบอกว่าเลวที่สุด ในบรรดาความเห็นผิดทั้งหมด เพราะเขาจะไม่คิดจะขนขวนขวายการพัฒนาตัวเองให้เปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ได้ เพราะเขาจะเชื่อว่ากรรมลิขิตแล้ว ปล่อยไปตามกรรม ก็จะไม่คิดสร้างเหตุปัจจัยที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดียิ่งขึ้นไปได้ พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า ตัวนี้เลวที่สุด

  • เวลาเราออกจากสังสารวัฏ พลังงานมันยังอยู่ไหม เพราะบางทีเราเข้าใจว่ามันเป็นการเปลี่ยนถ่าย จากน้ำไปเป็นเมฆ เมฆเป็นฝน ฝนเป็นลำธาร ลำธารไปเป็นอากาศ อากาศไปเป็นเมฆ วนแบบนี้ อยากรู้ว่าเวลาหลุดพ้นไปแล้ว ยังมีพลังงานเหลือในโลกนี้ไหม หรือว่ามันคือพึ่บไปแล้ว

อาจารย์เบียร์เผยว่า ต้องเรียกว่านิพพาน ไม่เรียกก็ไม่ได้ นิพพานเป็นสภาวะ 3 อย่าง 1.การเกิดไม่ปรากฏ 2.การเสื่อมไม่ปรากฏ และ 3.เมื่อตั้งอยู่แล้วไม่มีสภาวะอื่นใดปรากฏเลย ลองจินตนาการ ถ้าไม่มีการเกิดเลย จะมีอะไรมาให้เราเห็น นั่นแหละที่เรียกว่าหลุดไปแล้ว หรือพ้นไปแล้วอีกอย่างมีคนตั้งคำถาม เวลาไปนิพพานไปยังไง หรือพ้นจากสังสารวัฏ มันเดินทางไปทางไหน

พระพุทธเจ้าบอกว่า นิพพานไม่สามารถไปด้วยการมาหรือการไป การเกิดและตาย ก็ไม่สามารถไปนิพพานได้ เลยอุปมาอุปไมว่า ลองมองกองฟืนที่ไหม้ไฟอยู่ ไฟลุกไหม้ได้เพราะอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย สาวกก็ตอบว่า เพราะมีฟืนอยู่ มีใบไม้แห้ง เป็นเชื้อเพลิง พระพุทธเจ้าถามต่อไปว่า แล้วถ้าไฟจะดับ จะดับไปได้เพราะอะไร พระพุทธเจ้าเลยบอกว่า ไฟจะดับไปได้เพราะใบไม้แห้งและกองฟืนมอดไปจนหมดแล้ว ไฟก็จะดับลงไป แล้วตอนที่ไฟดับเห็นไหมว่าไฟวิ่งไปทิศทางใด สาวกตอบว่าไม่ได้มีวิ่งไปทิศทางใดเลย เพาะใบไม้ กิ่งไม้แห้งดับไปแล้ว ไฟก็ดับไปด้วย นั่นแหละคือการพ้นจากสังสารวัฏ

“นั่นก็คือว่างเปล่า แต่เป็นสภาวะธรรมที่เรียกว่า สุญตา หรือความว่า ‘ดับเย็น’ สภาวะธรรมยังอยู่ สุญตาคือว่างจากสิ่งๆ หนึ่ง ไปอยู่กับสิ่งๆ หนึ่ง นิยามของ สุญตา หรือ นิพพาน คือการหลุดพ้นจากตันหา หลุดจากสิ่งนี้ไปอยู่กับสภาวะธรรมที่เรียกว่า ดับเย็น”

โดยมากในโลกเรา ถ้ายังติดในเรื่องของการเสพกาม ไม่ใช่ในเรื่องเพศสัมพันธ์ แต่คือความอยากได้ อยากมี และอยากเกิด และรู้สึกว่าการมีชีวิตในฐานะของการเป็นคนมันมีความสุข แต่การเกิดต่อๆ ไปไม่ได้ยุติแค่การเกิดเป็นคน โดย 5 คติที่ไปเป็น สัตว์นรก เดรัจฉาน เปรต มนุษย์ เทวดา คนที่ยังอยากเกิดอยู่จะยึดอยู่แค่อยากเกิดเป็นมนุษย์ อย่าลืมเราอาจจะเกิดไปเป็นเดรัจฉานก็ได้ อาจจะเกิดเป็นสัตว์ให้เขาฆ่ากิน หรือจะเกิดเป็นเปรตที่ทรมานมีเปลวไฟเทลงมา มีขนเป็นหอกทิ่มแทงตัวเองอยู่ตลอดเวลา

หรือจะเกิดเป็นสัตว์นรก ที่พระพุทธเจ้าบอกว่า จะเป็นสถานที่แห่งการทุรนทุรายจองจำ เจ็บปวดแสนสาหัส พระพุทธเจ้าไม่เคยเจอการจองจำที่ไหนหนักหนาสาหัสเท่านรก เปรียบเหมือนมีหอกมาแทงเราวันละ 300 เล่ม ตลอดวันตลอดปีไม่เคยจบเลย นั่นคือสภาวะของนรก ถ้าเราได้ยินแบบนี้ และสามารถเชื่อตามได้ เห็นโทษตรงนี้จะไม่อยากเกิดอีกแล้ว เพราะการเกิดโดยมากจะไปอยู่ 3 คติด้านล่าง เศษดินปลายเล็บเทานั้นที่จะไปเกิดเป็น เทวดา กับมนุษย์

  • วิธีปลดทุกข์ในช่วงขณะนี้ง่ายๆ

วิธีเดียวคือการยอมรับความจริง อยู่กับปัจจุบันขณะ ตั้งสติหยุดคิดเรื่องที่กำลังทุกข์ใจอยู่ขณะนี้ เปลี่ยนวิธีการคิดใหม่ ลองคิดว่าความผิดพลาดนี้จะนำไปสู่ความเจริญของเราในอนาคต การผิดพลาดนี้จะทำให้เราไม่กลับมาผิดพลาดซ้ำในจุดนี้อีก ความผิดนี้จะทำให้เราเข้มแข็งในการเรียนรู้ตามความเป็นจริง และยอมรับตามความเป็นจริงในปัจจุบันได้ เราจะได้ไม่กลับมาทุกข์อีก

  • ตายเลยตอนนี้ เพื่อจะดับทุข์ทุกอย่าง ให้มันจบสิ้น

แน่ใจนะว่าจบสิ้น จะบอกว่าการตายตอนนี้ จะหนีเสือปะจรเข้ รู้ไหมว่าการตายจากการทำลายชีวิตตัวเองมันจะนำไปหนักหนาสาหัสขนาดไหนกับโทษที่ได้รับ นรกนะ ไหวหรือเปล่า รับไหวไหม ความทุกข์ตอนนี้แค่ร้องไห้นะ ความทุกข์ในนรกหอกทิ่มร้อยวันร้อยคืน ตลอดวันตลอดคืนไม่จบไม่สิ้น

“คิดดีๆ นะ ตายขณะนี้ทำลายชีวิตตัวเองให้มันตายจบๆ ไปจากปัญหานี้ เลือกเลย นรก เดรัจฉาน เปรต เลือกเอาจะเอาอะไร ถ้าตายไม่มีใครว่า ถ้าเราตัดสินใจด้วยตัวเอง เลือกแล้วยอมรับให้ได้ ถ้ารับได้ทำลายชีวิตตัวเองเลย ถ้ารับไม่ได้ตั้งสติแล้วเราจะมีความสุขในปัจจุบันได้

  • ทำไมการฆ่าตัวตาย มันเจออะไรที่แย่กว่าการตายปกติ

อาจารย์เบียร์กล่าวว่า เพราะการฆ่าตัวตายมันเป็นการเศร้าหมอง พระพุทธเจ้าบอกว่า จิตสุดท้ายจากการตายเป็นตัวพาไปเกิด ภพเป็นเหตุให้เกิดชาติ ภพคือความคิดดี คิดชั่ว คิดอกุศล คิดเศร้าหมอง นำไปสู่เปรตนรก

  • ถ้าเราไปสวิสคิดว่าพอแล้วชีวิต ฉันโอเคแล้วขอตายไปเลย

“ขณะนั้นเราจะรู้ได้ไงว่าจิตสุดท้ายก่อนตายของเรามีความสุข เราเอาอะไรเป็นเกณฑ์ในการวัดความสุข พระพุทธเจ้าบอกว่า ความลาดเอียงเทเอียงในการใช้ชีวิตทางกาย วาจา ใจ ตัวไหนหนักกว่า ตัวนั้นส่งผลก่อน คำถามคือ ก่อนตายคิดถึงกุศลได้ดีมาก แฮปปี้อยู่ต่างประเทศ ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว แต่มั่นใจแค่ไหนว่าความลาดเอียงเทเอียงของเราอันไหนจะรอดจากนรกกำเนิดและเปรตวิสัยได้

ถ้าตลอดชีวิตทำเลวทำชั่วมากกว่าทำดี จิตสุดท้ายก่อนตายโอกาสในการคิดกุศลน้อยมากนำไปสู่นรกกำเนิด และเปรตวิสัย แต่ทำดีมาตลอดชีวิต แต่จิตสุดท้ายก่อนตายดันไปคิดเลวคิดชั่ว ตัวนี้ก็นำไปสู่ นรกกำเนิดเดรัจฉาน และเปรตวิสัย แต่มันน้อยกว่า

“ตอนตายต้องเกิดความหวาดกลัว เพราะไม่เคยฝึกทิ้งอารมณ์ ถึงจะคิดว่าฉันพอแล้ว ใช้ชีวิตมาพอแล้ว แต่ตอนจะตายไม่ใจเต้นหน่อยหรอ ยังไงก็ต้องตึกตัก เพราะฉันกำลังจะตาย ดังนั้นในใจไม่มีทางบังคับตัวเองได้เลย เป็นฐานะที่บังคับไม่ได้ เพราะไม่เคยฝึกมาเลยมันจะทิ้งอารมณ์นี้ออกจากใจได้ไง”

  • จิตสุดท้ายก่อนตายควรวางไว้ที่ไหนดี

จิตสุท้ายควรวางไว้ที่ลมหายใจ หรือวางไว้กับกาย คือมีสติรู้ตัวอยู่กับสิ่งนั้น ไม่คิดอย่างอื่น เพราะว่าการที่เราไปคิดนึกถึงสิ่งอื่น อย่างที่บอกภพคือความคิดนำไปสู่การเกิดชาติใหม่ ถ้ามัวแต่คิดอยู่กับสิ่งที่กังวลอยู่กับบ้านเรือน สามีภรรยา มันก็จะนำไปสู่ที่ต่ำ ระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ก็ได้ คิดถึงพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์เป็นอารมณ์ก็ได้ ถามว่าระลึกถึงแม่ ถึงยายที่รักเราได้ไหม ก็ต้องดูว่าระลึกแบบไหน ถ้าเรานึกถึงเป็นห่วงเขา อันนี้เศร้าหมองแล้ว

“ต้องนึกในฝ่ายของการถอนออก ถอนออกจากความยึดมั่นถือมั่นทั้งปวง เช่น การยึดอยู่กับลมหายใจ เพราะมันไม่ได้ปรุงแต่ง หรือการพิจารณาใคร่ควรตามธรรมของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนธรรมที่เป็นไปด้วยความเบื่อหน่าย คลายกรรมหนัก ดับไม่เหลือ เพื่อมรรคผลนิพพานเท่านั้น” อาจารย์เบียร์กล่าวทิ้ง