เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ห้อง Conference Room 3
อาคารสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ องค์กร Vivekananda International Foundation India (VIF) ร่วมกับ สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980, ศูนย์อินเดียศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, International Buddhist Confederation (BC), Japan Foundation-Japan (TBC) จัดงานประชุม SAMVAD ครั้งที่ 4 ในหัวข้อ “ศตวรรษแห่งเอเชียของธรรมะ-ธรรม” โดยเป็นการจัดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายในงาน มีผู้เดินทางเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยทยอยลงทะเบียนเข้าประชุมตั้งแต่เวลาประมาณ 08.30 น. ทั้งภิกษุสามเณร นักบวชในศาสนาพราหมณ์ ผู้นำศาสนาจากประเทศต่างๆ รวมถึงบุคคลจากหลากหลายแวดวง อาทิ ศาสตราจารย์ ดร.จิรพัฒน์ ประพันธ์วิทยา ราชบัณฑิต สาขาวิชาตันติภาษา , นางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช ภริยาอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ุ ผู้ว่าราชการกรุงทพมหานคร, ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980, ดร.อภัย จันทนะจุลกะ รองประธานสถาบันโพธิคยาฯ, นายสุรพล มณีพงษ์ รองเลขาธิการ สถาบันโพธิคยาฯ , นายเกษม มูลจันทร์ รองเลขาธิการสถาบันโพธิคยาฯ และนายสฤษดิ์ วิฑูรย์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ที่ปรึกษาคณะกรรมการขับเคลื่อนธรรมวิชัย อุบลราชธานีเมืองกรรมฐานโลก เป็นต้น

ต่อมา เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. มีการสวดมนต์ นำโดย ราชคุรุผู้ทรงเกียรติ และการสวดมนต์โดยนักบุญศาสนาฮินดู ตามลำดับ
จากนั้น พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าคณะภาค 11 กล่าวสัมโมทนียคาถา
พระธรรมโพธิวงศ์ ประธานคณะธรรมทูตไทยในอินเดียและเนปาล เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา เมืองพุทธคยา กล่าวสัมโทนียคาถา
ในตอนหนึ่ง ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ขึ้นกล่าวปาฐกถาว่า ตนรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ให้สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ได้ร่วมจัดงานการประชุม SAMVAD ครั้งนี้ ซึ่งได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากหลายฝ่าย มาร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งที่เรามีรากฐานอันดีมาตั้งแต่ในอดีต เพื่อนำหลักธรรมมาใช้หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของคนทุกชนชาติ นั่นคือ หลักมนุษยธรรม
“งานครั้งนี้มีความสำคัญอย่างต่อเราอย่างมาก จากการที่เรามีเป้าหมายเดียวกัน คือ การมีเจตนาที่ดี ไม่มีสิ่งที่แอบแฝงทางการมเมือง เพราะถ้าเราไม่มีเป้าหมายเดียวกันก็คงจะเป็นเรื่องยาก ซึ่งผมหวังว่าลึกๆแล้วผู้นำหรือนักการเมือง ควรจะมีธรรมมะที่ดี ซึ่งผมไม่ได้จะตัดสินว่า ใครเป็นคนดี หรือ คนเลว แต่เรื่องนี้มันเรื่องธรรมชาติที่วันนี้เขาเป็นคนดี แต่วันข้างหน้าก็ไม่รู้จะเป็นอย่างไร

แต่สิ่งที่สำคัญ คือ เราจะนำเอารากฐานมากกว่า 2,000 ปีกลับมาในยุคของเรา เพราะผมได้เรียนรู้ว่าอาเซียน ไม่เพียงแค่เฉพาะลุ่มแม่น้ำโขง แต่ยังรวมไปถึงประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แลเญี่ปุ่น เกาหลี จีน ซึ่งเราสามารถมองเห็นด้วยสายตาตัวเองเลยว่า โลกเราทุกวันนี้มีทั้งความละโมบเพื่อความมั่งคั่ง มีทั้งรักทั้งเกลียด ซึ่งต่อให้เราจะมั่งคั่งด้วยเงินทองมากมาย แต่เมื่อตายไปแล้ว ก็เอาเงินไปด้วยไม่ได้ มีแต่ธรรมมะเท่านั้นที่จะเอาไปด้วยได้ เรื่องนี้จึงมีความสำคัญมาในยุคปัจจุบันของเรา” ดร.สุภชัยเผย
ดร.สุภชัยกล่าวอีกว่า วันนี้มีตัวแทนจาก 22 ประเทศมาร่วมประชุมกัน เราจะแสดงให้โลกเห็นว่า ไม่ว่าคุณจะเชื้อชาติไหน ก็ไม่มีอำนาจใดเหนือทางธรรมได้ เพราะทุกวันนี้เรายังคงเชื่ออยู่ว่า การเอาชนะด้วยธรรมะนั้น จะเป็นการเอาชนะที่ยิ่งใหญ่ของเรา เมื่อผู้คนทั่วเอเชียได้มาร่วมจุดเทียนให้ส่องสว่าง นำหลักศีลธรรมไปปรับใช้ให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน

“เราต้องสร้างชีวิตที่ปกติ คือ ชีวิตที่ไม่ทำร้ายใคร และไม่ทำร้ายตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่เราสามารถทำได้เลย เพราะตามหลักสัจจะ หรือความเป็นจริงแล้วนั้น มนุษย์เราเกิดมาแล้วก็ตาย ร่างกายของเราประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 แต่พอเมื่อเราตายไปแล้ว ธาตุก็สลายไป ไม่สามารถเอารักและเกลียดชังไปด้วยได้

ผมคิดว่าศาสนา หรือ ธรรมะ จะสามารถเอาชนะทุกสิ่งได้ เพียงแต่เราต้องแลกเปลี่ยนกันอย่างเข้าใจ ซึ่งผมขอให้ตัวแทนทุกคนท่านที่มาร่วมงานครั้งนี้ที่ประเทศไทย มองว่าที่นี่เป็นเหมือนบ้านของท่าน และเราเป็นดั่งมิตรสหาย และครอบครัว ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จตามความตั้งใจของทุกท่านที่มาประชุมกันในครั้งนี้” ดร.สุภชัยกล่าว


