ผู้นำพุทธ-ฮินดู ขึ้นเวที SAMVAD แนะเลิกคิด ‘ฉันถูก คุณผิด’ ไขปมโลกป่วน เพราะ ‘ขาดบทสนทนา’
เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา องค์กร Vivekananda International Foundation India (VIF) ร่วมกับสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980, ศูนย์อินเดียศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, International Buddhist Confederation (BC), Japan Foundation-Japan (TBC) จัดงานประชุม SAMVAD ครั้งที่ 4 ในหัวข้อ “ศตวรรษแห่งเอเชียของธรรมะ-ธรรม“ ระหว่างวันที่ 14-16 กุมภาพันธ์นี้
โดยเป็นการจัดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ แก้ปัญหาความขัดแย้งและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม กระตุ้นให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกันในระดับสากล และความยั่งยืนที่เกิดจากการพึ่งพาอาศัยกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศภายในงาน ล้นหลามไปด้วยผู้นำศาสนาจากประเทศต่างๆ ภิกษุ สามเณร นักบวชในศาสนาพราหมณ์ พร้อมด้วยผู้แทนมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อาทิ Swami Paramatmananda ผู้นำทางปรัชญาศาสนาฮินดู, Mr. S. Gurumurthy ประธาน The Vivekananda International Foundation (VIF) ประเทศอินเดีย, นายนาเกช ซิงค์ (H.E. Nagesh Singh) เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย,
H.E. Mr. Arif Mohammed Kha ผู้ว่าการรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย, พระพรหมวัชรธีราจารย์ ศ.ดร. อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พระมหาสุรศักดิ์ ปจฺจนฺตเสโน ผศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย, รศ.ดร.สุรพล สุยะพรหม รองอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป, ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 เป็นต้น


เวลา 12.00 น. พระพรหมวัชรธีราจารย์ ศ.ดร.อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) กล่าวว่า ขอต้อนรับแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่ได้มารวมตัวกันในการประชุม SAMVAD ครั้งที่ 4 ณ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยแห่งนี้ ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เมื่อ พ.ศ.2430 เป็นมหาวิทยาลัยด้านพุทธศาสนาที่ได้รับการยกย่อง ในด้านการเสริมสร้างวิชาการและจิตวิญญาณแก่ชาวพุทธมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งก่อตั้งศูนย์ศึกษาภารต (Bharat Studies Centre) ใน มจร. เพื่อส่งเสริมการศึกษาปรัชญาอินเดีย ภาษาสันสกฤต ประวัติศาสตร์อินเดีย และความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม ระหว่างไทยและอินเดีย จึงนับว่าเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาขั้นสูงสุดของคณะสงฆ์ ภิกษุณี แม่ชี ตลอดจนบุคคลทั่วไปที่มุ่งศึกษาพระพุทธศาสนา
“เป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้ต้อนรับทุกท่านอย่างอบอุ่น อาตมาหวังว่า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และคณะผู้แทน SAMVAD จะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือในอนาคต ระหว่างสองศาสนาได้เป็นอย่างยิ่ง” พระพรหมวัชรธีราจารย์กล่าว
ต่อมา 12.10 น. Mr. S. Gurumurthy ประธาน The Vivekananda International Foundation (VIF) ประเทศอินเดีย กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยมีใจความสำคัญว่า ในปัจจุบันนี้ โลกไม่มีบทสนทนาอีกต่อไป การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เคยมีนั้นหยุดชะงักลง ยุคสมัยที่ขาดพลังจึงเกิดขึ้น ซึ่งอินเดียและญี่ปุ่นตระหนักถึงปัญหานี้ จึงมีแนวคิดว่า ‘การสนทนา’ เป็นหัวใจสำคัญของศาสนาและอารยธรรมแห่งธรรมะ ที่เปิดกว้างในการพูดคุยถึงความกังวล ประเด็นปัญหา และความแตกต่าง ทว่า แนวคิดแบบนี้กลับถูกบดบังโดยความเชื่อว่ามีเพียงตนเองเท่านั้นที่ถูกต้อง ขณะที่คนอื่นล้วนผิดพลาด
อย่างไรก็ดี การสนทนาไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานความคิดที่ว่า ‘ฉันถูก คุณผิด’ แต่ตั้งอยู่บนการยอมรับว่า ‘ฉันมีมุมมองหนึ่ง และคุณก็มีมุมมองหนึ่ง’ เราสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ อาจเห็นพ้องหรือเห็นต่าง แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องยอมรับว่ามีมุมมองอื่นที่แตกต่างจากเรา

“นี่คือหัวใจของอารยธรรมเอเชีย แต่โลกในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา กลับถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิดที่ว่า ‘ฉันถูก คุณผิด’ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือความขัดแย้ง สงคราม ความแตกแยกมากมาย
นักปรัชญาท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า ตลอด 2,500 ปีที่ผ่านมา แนวคิดที่ว่า ‘ฉันถูก และคุณผิด’ ทำให้คนกว่า 1.2 พันล้านต้องล้มตาย และหากมองย้อนกลับไปในช่วงศตวรรษที่ 5 ถึงศตวรรษที่ 13 ประเทศอังกฤษแทบไม่เคยเกิดการสังหารหมู่เลย สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีการสนทนา มนุษย์ย่อมสามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่เมื่อไม่มีการสนทนา ความรุนแรงและการนองเลือดก็เกิดขึ้นตามมา” Mr. S. Gurumurthy กล่าว
Mr. S. Gurumurthy กล่าวต่อไปว่า ดังนั้น หากต้องการสร้างสันติภาพในโลก จำเป็นต้องเปลี่ยนทิศทาง เพราะทุกประเทศมีความเท่าเทียมกัน ประชาชนของแต่ละประเทศอาศัยอยู่ในประเทศอื่น ต่างพึ่งพาอาศัยกันในด้านต่างๆ หากเรายังคงยึดมั่นในแนวคิดเดิม โลกจะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง
ด้วยเหตุนี้ ศตวรรษแห่งเอเชียของธรรมะ จึงต้องนำเสนอแนวคิดใหม่ ซึ่งไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงทาง ‘ความคิด’ แต่เป็นแนวทางในการ ‘หลีกเลี่ยง’ ความขัดแย้ง ไม่ใช่เพื่อ ‘แก้ไข’ เพราะการแก้ไขหมายถึงการปล่อยให้เกิดความขัดแย้งก่อนแล้วจึงหาทางแก้ การหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง จึงเป็นแนวทางที่สูงส่งและมีประสิทธิภาพกว่า
“แล้วอะไรคือ ‘การหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง’ ? มันคือการที่เราอยู่ร่วมกับตนเองและธรรมชาติ เราไม่ควรมองธรรมชาติเป็นเพียงสิ่งที่มีไว้เพื่อรับใช้ เพราะในหลักคำสอนแห่งธรรมะ ธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่แยกออกจากเรา แต่เราเป็นส่วนหนึ่ง เราพึ่งพาธรรมชาติ และธรรมชาติก็พึ่งพาเรา ธรรมชาติคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต้นไม้คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สายน้ำ ภูเขา และสัตว์ทั้งหลายล้วนศักดิ์สิทธิ์
สิ่งนี้คือสิ่งที่พระพุทธศาสนาสอนเรา พระพุทธศาสนาเปลี่ยนแนวคิดนี้ให้กลายเป็น ‘จิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม’ และ ‘แนวทางหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง’ ซึ่งเป็นสองเสาหลักสำคัญที่โลกต้องทำความเข้าใจ นี่คือเมสเสจสำคัญที่เราต้องสื่อสารกับโลก” Mr. S. Gurumurthy กล่าว


Mr. S. Gurumurthy กล่าวอีกด้วยว่า การประชุม SAMVAD 3 ครั้งแรก จัดขึ้นที่อินเดีย เมียนมา และมองโกเลียตามลำดับ ซึ่งเรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมจัดการประชุมเป็นครั้งที่ 4 ที่ประเทศไทย เนื่องด้วยไทยมีสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับอินเดีย เกี่ยวข้องกับรัฐทมิฬนาฑู ในอดีต สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม การค้าขาย และการแลกเปลี่ยนผู้คนระหว่างอินเดียและไทย แม้จะเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามยุคสมัย แต่วันนี้เรากำลังฟื้นฟูมันขึ้นมาใหม่
“ในฐานะชาวอินเดีย และเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมแห่งธรรมะ ข้าพเจ้ารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้อยู่ที่นี่ พร้อมกับทุกท่าน และเราจะร่วมกันส่งสารสำคัญนี้ไปสู่โลก” Mr. S. Gurumurthy กล่าวทิ้งท้าย

จากนั้น Swami Paramatmananda ผู้นำทางปรัชญาศาสนาฮินดู กล่าวถึงพระคำสอนซึ่งเชื่อมโยงกับยุคสมัย มีใจความว่า มนุษย์จำเป็นต้องเรียนรู้ความรู้ 2 ประเภท เพราะมนุษย์แตกต่างจากสัตว์เดรัจฉาน สัตว์ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ อย่างเช่น ‘วัว’ เกิดมาเป็นสัตว์กินพืช และมันเติบโตเป็นสัตว์กินพืชโดยไม่ต้องเรียนรู้หรือเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมัน สัตว์กินเนื้อก็เช่นเดียวกัน มันจะไม่หันมากินพืช เพียงเพราะความหิวราวกับว่ามีโปรแกรมตั้งค่าไว้แล้ว
“แต่มนุษย์แตกต่างออกไป มนุษย์มีอิสระในการ ‘เลือก’ กระทำหรือไม่กระทำสิ่งต่างๆ เราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ความรู้สองประเภท หนึ่งคือ ‘ปัญญาแห่งการหาเลี้ยงชีพ’ ซึ่งเป็นความรู้ที่ช่วยให้เราเติบโตและสามารถดูแลครอบครัวได้ และอีกประเภทหนึ่งคือ ‘ปัญญาแห่งการดำเนินชีวิต’ ซึ่งเป็นความรู้ที่ช่วยให้เรารู้จักการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน สิ่งของ และสถานการณ์ต่างๆ อย่างเหมาะสม” Swami Paramatmananda ชี้
Swami Paramatmananda กล่าวต่อว่า ในภาษาสันสกฤต คำว่า ‘มนุษย์’ หมายถึงบุคคลที่มี ‘ขอบเขตและระเบียบวินัย’ (maryada) เพราะเรามีเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ ซึ่งในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู รวมถึงศาสนาพุทธได้สอนเรื่องนี้มาโดยตลอด เราต่างมีพระเจ้าที่เคารพ แต่ในระดับบุคคล แม้ว่ามนุษย์จะมีความสะดวกสบายและความหรูหรามากมายในชีวิต แต่ก็ยังคงเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทุกข์ที่สุด เพราะไม่สามารถจัดการกับจิตใจและอารมณ์ของตนเองได้
Swami Paramatmananda ระบุว่า ปัญหาของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่สถานการณ์ภายนอก แต่อยู่ที่จิตใจและทัศนคติของตนเอง ในปัจจุบัน สังคมกำลังเดินไปสู่ ‘ความฟุ้งเฟ้อและเห็นแก่ตัว’ มากขึ้น มีแต่ ‘ฉันและตัวฉันเอง’ ศาสนาของเราสอนให้เรามองโลกในมุมกว้างขึ้น เรามีคำอธิษฐาน ที่ภาวนาให้ทุกสรรพสิ่งบนโลก รวมถึงธรรมชาติ ได้รับความสงบสุข นี่คือสิ่งที่ทำให้เรายังคงเป็น ‘มนุษย์’
“หากโลกต้องการความสันติ ต้องการหลุดพ้นจากความเครียดและความวิตกกังวล อาตมาเชื่อว่า ศาสนาฮินดูและพุทธสามารถให้คำตอบได้ ในขณะที่โลกสมัยใหม่สอนให้เราใช้เทคโนโลยีและทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่กลับไม่ได้สอนให้เรารู้จักการจัดการกับจิตใจของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ศาสนาของเราเน้นย้ำมาโดยตลอด”

Swami Paramatmananda กล่าวว่า ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาอยู่ ณ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ที่ซึ่งพระสงฆ์ ไม่เพียงแต่สอนความรู้ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงปัญญาแห่งการดำเนินชีวิต เราควรร่วมมือกันเพื่อให้โลกเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ให้มนุษย์รู้จักใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ปราศจากความเครียด และทำให้โลกนี้เป็น ‘สถานที่ที่ดี’ ยิ่งขึ้น
“ประเทศไทย ถือเป็นดินแดนที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนและเคารพซึ่งกันและกัน สิ่งนี้ข้าพเจ้าสัมผัสได้อย่างชัดเจนและรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างมาก ขอแสดงความนับถือพระสงฆ์ที่ได้ถ่ายทอดจริยธรรมเหล่านี้ให้แก่สังคม เป็นสิ่งที่ไม่เพียงแต่ช่วยให้เศรษฐกิจเติบโต แต่ยังช่วยปลูกฝังคุณค่าทางศีลธรรมให้แก่ผู้คน ข้าพเจ้าขอขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมในงานนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะได้ร่วมมือกันต่อไปในอนาคต ขอขอบคุณอีกครั้ง นมัสเต” Swami Paramatmananda กล่าว
ด้าน รศ.ดร.สุรพล สุยะพรหม รองอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป กล่าวว่า วันนี้เรามารวมตัวกันในฐานะผู้แสวงหาสติปัญญา และธำรงจิตวิญญาณแห่งการแบ่งปัน อันเป็นหลักธรรมแห่ง ‘สันติภาพ ความปรองดอง และความยั่งยืน’ มานานนับพันปี โลกทุกวันนี้เผชิญกับความท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ความขัดแย้งที่แบ่งแยก กดดัน วิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อการดำรงอยู่ของเรา จึงจำเป็นต้องมีกรอบคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต
“หลายครั้ง คำสอนของศาสนาฮินดูและพุทธศาสนา ทำให้เรามีหนทางก้าวไปข้างหน้า ซึ่งต่างก็ล้วนมีรากฐานมาจาก ความเมตตา ความเชื่อมโยงถึงกัน และการแสวงหาชีวิตที่สมดุล และเป็นอันหนึ่งดันเดียวกัน” รศ.ดร.สุรพลกล่าว
รศ.ดร.สุรพล กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยเป็นดินแดนที่มีจิตวิญญาณสืบทอดพุทธศาสนามาอย่างยาวนาน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จึงมีความมุ่งมั่นมายาวต่อเนื่องในด้านการส่งเสริมการศึกษาพุทธศาสนา และระหว่างศาสนา โดยเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการวิปัสสนาและทำงานร่วมกันในอนาคต ซึ่งปัจจุบันแบ่งออกเป็นคณะต่างๆ อาทิ คณะพระพุทธศาสตร์ คณะครุศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัยพุทธศึกษานานาชาติ, วิทยาลัยธรรมทูต, ศูนย์ศึกษาภารต, รวมถึงด้านอาเซียนศึกษา โดยมีวิทยาเขต 11 แห่ง วิทยาลัย 28 แห่ง และสถาบันในเครือในต่างประเทศ 6 แห่ง มีนักศึกษามากกว่า 24,000 คน และอาจารย์กว่า 2,000 คน
“ขอให้การประชุมครั้งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เรารักษาคุณค่าของพระธรรม ส่งเสริมความเข้าใจ และสร้างการมีส่วนร่วมในโลก ที่สะท้อนถึงความไม่รุนแรง ความอดทน และความยั่งยืนอย่างแท้จริง ขอให้เรามีส่วนร่วมใน Samvad IV ด้วยความจริงใจ สติปัญญา และความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ต่อความสามัคคีสากล ขอพระธรรมทรงชี้ทางของเราให้ผ่องใส” รศ.ดร.สุรพลกล่าว

ด้าน พระมหาสุรศักดิ์ ปจฺจนฺตเสโน ผศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร. กล่าวแสดงความยินดีที่การงานประชุม SAMVAD ครั้งที่ 4 สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี พร้อมทั้งแสดงความขอบคุณคณะผู้แทน SAMVAD เป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมแบ่งปันความรู้ในวันนี้ โดยหวังว่าจะได้ต้อนรับการมาเยือนอีกครั้ง
จากนั้นร่วมมอบของที่ระลึกและถ่ายภาพหมู่ ก่อนเดินทางไปยังสนามบินดอนเมือง มุ่งหน้าสู่ จ.กระบี่ ปลายทางสุดท้ายโรงแรม Sofitel Krabi Phokeethra เพื่อร่วมงานเลี้ยงต้อนรับโดย BGVI ในคืนวันสุดท้ายของการมาเยือน


