รำลึก 10 ปี 16 พฤษภาคม ‘หลวงพ่อคูณ’ มรณภาพ ‘อีกหน่อยกูก็ได้ไปอยู่กับมึงแล้ว’

15.05.25 | 20:33 น.

รำลึก 10 ปี 16 พฤษภาคม ‘หลวงพ่อคูณ’ มรณภาพ ‘อีกหน่อยกูก็ได้ไปอยู่กับมึงแล้ว’

16 พฤษภาคม 2558 เวลา 11.45 น. พระเทพวิทยาคม หรือ หลวงพ่อคูณ มรณภาพอย่างสงบ หลวงพ่อคูณเป็นพระสงฆ์ที่ได้รับความเคารพนับถืออย่างสูง จากปฏิปทา วัตรปฏิบัติ ความเมตตา และการให้ที่ยิ่งใหญ่มหาศาล

หลวงพ่อคูณอาพาธด้วยโรคหัวใจตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 อันเป็นปีที่ท่านทำพินัยกรรมลงวันที่ 25 มิ.ย.2543 ไว้ ซึ่งในปีเดียวกันนั้นแพทย์ผ่าตัดทำบายพาสหัวใจให้หลวงพ่อคูณจนอาการดีขึ้น

25 ต.ค.2547 มีอาการอาพาธอีกครั้งด้วยอาการเลือดคั่งในสมอง ต้องนำตัวส่งร.พ.ศิริราช แพทย์ผ่าตัดสมองเพื่อนำลิ่มเลือดออกจนอาการปลอดภัย

26 เม.ย.2552 อาพาธด้วยอาการติดเชื้อในกระแสเลือด ส่งผลให้มีอาการซึมเศร้าและต้องเข้ารักษาตัวที่ร.พ.มหาราชนครราชสีมา จนกระทั่งอาการดีขึ้นและกลับวัดบ้านไร่ได้

Advertisement

1 พ.ค.2552 สุขภาพของท่านอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง

4 พ.ค.2554 อาพาธด้วยวัณโรคปอด ต้องเข้ารักษาตัวที่ร.พ.มหาราชนครราชสีมา นานถึง 4 เดือน

4 พ.ค.2556 มีอาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ และมีอาการแทรกซ้อน คือหลอดลมอักเสบ รวมทั้งเกิดภาวะเสมหะลงคอ ทำให้ปอดเกิดการอักเสบติดเชื้อ

คณะศิษย์ต้องนำตัวส่งรักษาที่ รพ.มหาราชนครราชสีมา จนอาการเริ่มดีขึ้นตามลำดับ ก่อนคณะแพทย์จะนิมนต์กลับวัดบ้านไร่ เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2556 เพื่อพักรักษาตัวอยู่ภายในห้องกระจกที่มีแพทย์และพยาบาลเฝ้าดูแลอาการอย่างใกล้ชิด โดยไม่อนุญาตให้ญาติโยมเข้าเยี่ยมเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ล่วงถึงวันที่ 15 พ.ค.2558 เวลา 05.40 น. หลวงพ่อคูณในวัย 92 ปี อาพาธหนักอีกครั้ง ถึงขั้นหัวใจหยุดเต้น พยาบาลต้องเร่งปั๊มหัวใจจนชีพจรเริ่มตอบสนอง และรีบนำส่งร.พ.มหาราชนครราชสีมา

แพทย์นิมนต์เข้าเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อสแกนสมองและให้ยากระตุ้นหัวใจ พร้อมใส่เครื่องช่วยหายใจด้วย แต่ก็ยังอยู่ในอาการโคม่าขั้นวิกฤตและไม่รู้สึกตัว

ท่ามกลางศิษยานุศิษย์ที่ทราบข่าวต่างแห่มาเฝ้าติดตามอาการอาพาธอย่างใกล้ชีวิต ร.พ.มหาราชนครราชสีมาออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เรื่องอาการอาพาธของหลวงพ่อคูณ ใจความว่า “มอบหมายให้คณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในทุกสาขาทำการรักษา จากการประเมินพบว่า พระเทพวิทยาคม มีลมรั่วในปอดด้านซ้าย และมีเสมหะอุดกั้นทางเดินหายใจ ขณะนี้พักรักษาตัวอยู่ในหอผู้ป่วยวิกฤต (ไอซียู) คณะแพทย์และพยาบาลยังเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสัญญาณชีพยังไม่คงที่ จึงขอความร่วมมือประชาชนงดเยี่ยมอาการอาพาธ”

นพ.พินิศจัย นาคพันธ์ แพทย์ประจำตัวหลวงพ่อคูณ ประเมินในเบื้องต้นว่า น่าจะเกิดจากภาวะปอดแตก เกิดขึ้นเนื่องจากมีปัญหาระบบปอดมาโดยตลอด ทั้งจากโรคถุงลมโป่งพองและวัณโรคปอด

ค่ำวันเดียวกัน รพ.มหาราชนครราชสีมาออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 2 ระบุว่า “สัญญาณชีพยังไม่คงที่ ต้องใช้ยากระตุ้นหัวใจและเครื่องช่วยหายใจ มีเลือดออกในทางเดินอาหารจำนวนมาก มีภาวะไตหยุดทำงาน ไม่มีปัสสาวะออก ซึ่งความผิดปกติทั้งหมดนี้เป็นภาวะแทรกซ้อนจากปอดและหัวใจหยุดทำงานเป็นระยะเวลานาน”

เวลา 05.40 น. วันที่ 16 พ.ค.2558 หลวงพ่อคูณหัวใจหยุดเต้นอีกครั้ง คณะแพทย์ต้องเร่งปั่มหัวใจและใช้วิธีช็อตไฟฟ้าที่หน้าอก

แถลงการณ์ ฉบับที่ 3 ระบุว่า “การเฝ้าตรวจติดตามอาการอาพาธมีภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้นจากการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ทำให้เลือดออกในช่องทรวงอก ส่งผลให้ระบบการหายใจล้มเหลว ภาวะหัวใจหยุดเต้น คณะแพทย์ได้ช่วยฟื้นคืนชีพ สำหรับภาวะไตไม่ทำงาน ได้ให้การรักษาโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ขณะนี้อาการโดยรวมทรุดลง”

แม้คณะแพทย์จะพยายามช่วยรักษาอาการอาพาธและช่วยยื้อชีวิตให้หลวงพ่อคูณ แต่ท้ายที่สุดในเวลา 11.45 น. วันที่ 16 พ.ค. หลวงพ่อคูณก็ละสังขารอย่างสงบ

“วันนี้ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2558 คณะแพทย์ผู้ทำการรักษารายงานว่า พระเทพวิทยาคมมีอาการโดยรวมทรุดลงได้มรณภาพลงแล้ว เมื่อเวลา 11.45 น. จึงประกาศมาเพื่อทราบ” เป็นแถลงการณ์ ฉบับที่ 4

นพ.พินิศจัยเปิดเผยว่า ความจริงแล้วหลวงพ่อคูณจากไปตั้งแต่อยู่ที่วัดบ้านไร่ เมื่อมีภาวะหยุดหายใจไปนานกว่า 1 ชม. แม้จะช่วยปั้มชีพจรจนกลับคืนมาได้ 2 รอบ แต่อวัยวะทุกอย่างไม่ตอบสนองใดๆ แล้ว ระบบการทำงานทุกอย่างในร่างกายล้มเหลว เมื่อสมองขาดออกซิเจนเกิน 10 นาที ทำให้ทุกอย่างหยุดทำงานทั้งหมด แต่แพทย์ก็พยายามยื้อชีวิตของหลวงพ่อให้นานที่สุด

แต่สุดท้ายต้องยอมรับสภาพ ถือว่าหลวงพ่อจากไปอย่างสงบ ท่านไม่ต้องทุกข์ทรมานใดๆ อีกต่อไป

เปิดพินัยกรรม-ให้จัดพิธีเรียบง่าย

ทันทีที่บรรดาลูกศิษย์ที่เฝ้าอยู่หน้าหอพักผู้ป่วยหนักทราบข่าว ต่างร่ำไห้ด้วยความโศกเศร้าเสียใจ ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนรายงานเนื้อหาในพินัยกรรมที่หลวงพ่อคูณเขียนไว้ ใจความว่า

“อาตมาหลวงพ่อคูณ อายุ 77 ปี ในขณะนั้น ถิ่นพำนัก วัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ลงวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2543 ขอทำพินัยกรรมกำหนดการ เผื่อถึงการมรณภาพเกี่ยวกับเรื่องการจัดงานศพของอาตมา ภายหลังที่อาตมาถึงแก่มรณภาพลง

1.ศพของอาตมา ให้มอบแก่มหาวิทยาลัยขอนแก่นภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากเพื่อให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น มอบให้กับภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำไปศึกษาค้นคว้าตามวัตถุประสงค์ของภาคต่อไป

2.พิธีกรรมศาสนา การสวดอภิธรรมศพ ให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำพิธีสวดพระอภิธรรมศพ ที่คณะแพทยศาสตร์ 7 วัน

3.การจัดทำพิธีบำเพ็ญกุศล เมื่อสิ้นสุดการศึกษาค้นคว้าของภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นแล้ว ให้จัดงานแบบเรียบง่าย ละเว้นการพิธีสมโภชใดๆ และห้ามขอพระราชทานเพลิงศพ โกศ และพระราชพิธีอื่นๆ เป็นกรณีพิเศษเป็นการเฉพาะ โดยให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กระทำพิธีเช่นเดียวกับการจัดพิธีศพของอาจารย์ใหญ่นักศึกษาแพทย์ประจำปีร่วมกับอาจารย์ใหญ่ท่านอื่น แล้วเผา ณ เมรุบนสถานวัดหนองแวง พระอารามหลวง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น หรือวัดอื่น

4.เมื่อดำเนินเสร็จสิ้นแล้ว อัฐิ เถ้าถ่าน และเศษอังคารทั้งหมด ให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำไปลอยที่แม่น้ำโขง จ.หนองคาย ตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม”

“อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์ของ มข. หลายท่านเคยเข้าไปกราบหลวงพ่อคูณ ผมก็เคยได้ไปกราบท่านและหลวงพ่อได้พูดเสมอว่า ‘อีกหน่อยกูก็ได้ไปอยู่กับมึงแล้ว’ ซึ่งแสดงถึงเจตจำนงอันแน่วแน่ของท่านที่ต้องการให้ร่างมาเป็นอาจารย์ใหญ่เพื่อประโยชน์สืบไป และท่านมักสั่งอย่างจริงจังเสมอว่าให้ทำตามพินัยกรรม ไม่อนุญาตแม้กระทั่งลูกศิษย์จะขอบางส่วนของร่างกายท่านไปไว้ที่วัดบ้านไร่ ส่วนพินัยกรรมมี 2 ฉบับ โดยฉบับแรกทำในปี 2536 และถูกยกเลิกไปโดยพินัยกรรมฉบับปี 2543” นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ของ มข.กล่าว

หลวงพ่อคูณถือว่าเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ของจังหวัดนครราชสีมา มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือใช้ภาษาพูดสมัยโบราณ โดยมีคำว่า “มึง” และ “กู” เป็นคำติดปาก และมักจะชอบนั่งยองๆ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว อีกทั้งยังเป็นพระนักเทศน์สอนประชาชนด้วยคำง่ายๆ แต่ได้เนื้อหาธรรมะอันลึกซึ้ง

ด้วยวิถีวัตรที่เรียบง่ายและเป็นกันเองท่านจึงเป็นที่เคารพศรัทธาของลูกศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ขณะเดียวกันท่านยังเป็นพระเกจิอาจารย์ที่สร้างวัตถุมงคลมากมาย ซึ่งล้วนมีพุทธคุณด้านเมตตา มหานิยม และแคล้วคลาด

จนวัตถุมงคลของท่านกลายเป็นที่นิยมของเซียนพระและนักสะสมทั่วประเทศด้วยความที่มีลูกศิษย์จำนวนมาก จึงมีผู้นำเงินมาบริจาคให้ท่านมากเช่นกัน ซึ่งเงินที่ท่านได้ก็จะนำไปสร้างสาธารณประโยชน์มากมายทั่วทั้งจังหวัดนครราชสีมา อาทิ โรงพยาบาล โรงเรียน มหาวิทยาลัย ถนน และมอบทุนการศึกษาให้ลูกหลานชาวโคราชอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมอบเงินสร้างวัดโรงเรียน และมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

หลวงพ่อคูณยังเคยได้ทูลเกล้าฯถวายเงินกว่า 100 ล้านบาท พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย

“ถ้าผมมีเงินผมจะบริจาคเงินทำบุญให่หมด ผมจะส่างกุศลให้กับพระพุทธศาสนาจะสงเคราะห์สังคมส่วนรวมที่กระทำเพื่อคนยากคน เช่น ส่างโบสถ์ ส่างศาลา ส่างโรงเรียน โรงพยาบาล เป็นต้น ผมจะไม่เก๊บเงิน ไม่ติ๊ดตัวเลย”

คำอธิษฐานของหลวงพ่อคูณ ที่กล่าวไว้ในปีพุทธศักราช 2488 คือความตั้งใจ ความมุ่งมั่น ความปรารถนาอันบริสุทธิ์และเนื่อแน่ของหลวงพ่อ ไม่เสื่อมคลาย ไม่เคยยึดทิฐิ ไม่เคยตกถอย

“เงินที่นำมาทำบุญกั๊บกู กูจะไม่เก๊บไว่ เขานำมาฝากกูกูก็นำไปทำบุญให่เขาต่อ เขาก็เอามาให่กูอิ๊กมันก็หมุนเวียนไปอย่างนี่ การทำบุญทำทานจะต้องฟึ้ก ยิ่งให่ มันก็ยิ่งมา ถ้ากูเก๊บไว่ เขาจะได้บุญอะไรเหล่า และเขาก็ไม่เอามาให่กูต่อไป”