รองผอ.สำนักพุทธฯ เปิดกฎมหาเถรสมาคม แจงยิบปม ครุกาบัติกับพระสังฆาธิการ
เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม นายบุญเชิด กิตติธรางกูร รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)โพสต์ข้อความผ่านเพจ “Ch Kitti Kittitharangkoon” ระบุว่า
อาบัติ แปลว่า การต้อง, การล่วงละเมิด หมายถึงโทษที่เกิดจากการล่วงละเมิดสิกขาบทหรือข้อห้ามแห่งภิกษุ ใช้เรียกความผิดทางวินัยของพระภิกษุว่า ต้องอาบัติ
อาบัติ มี 7 อย่าง แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
ครุกาบัติ หมายถึงอาบัติหนัก อาบัติที่มีโทษร้ายแรง มี 2 อย่างคือ อาบัติปาราชิก 4 และอาบัติสังฆาทิเสส 13
ลหุกาบัติ หมายถึงอาบัติเบา อาบัติที่ไม่มีโทษร้ายแรงเท่าครุกาบัติ มี 5 อย่าง คือ อาบัติถุลลัจจัย อาบัติปาจิตตีย์ อาบัติปาฏิเทสนียะ อาบัติทุกกฏ อาบัติทุพภาษิต
ปาราชิก 4 ประกอบด้วย
- เสพเมถุน
- ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน
- การฆ่าคน
- ไม่รู้เฉพาะ แต่กล่าวอวดอุตริมนุสสธรรม
สังฆาทิเสส 13 เป็นโทษร้ายแรงรองจากปาราชิก โดยเหตุแห่งการอาบัติ ประกอบไปด้วย
- ปล่อยน้ำอสุจิด้วยความจงใจ เว้นไว้แต่ฝัน
- เคล้าคลึง จับมือ จับช้องผม ลูบคลำ จับต้องอวัยวะอันใดก็ตามของสตรีเพศ
- พูดจาหยาบคาย เกาะแกะสตรีเพศ เกี้ยวพาราสี
- การกล่าวถึงคุณในการบำเรอตนด้วยกาม หรือถอยคำพาดพิงเมถุน
- ทำตัวเป็นสื่อรัก บอกความต้องการของอีกฝ่ายให้กับหญิงหรือชาย แม้สามีกับภรรยา หรือแม้แต่หญิงขายบริการ
- สร้างกุฏิด้วยการขอ
- สร้างวิหารใหญ่ โดยพระสงฆ์มิได้กำหนดที่ รุกรานคนอื่น
- แกล้งใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล
- แกล้งสมมุติแล้วใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล
- ยุยงสงฆ์ให้แตกกัน
- เป็นพวกของผู้ที่ทำสงฆ์ให้แตกกัน
- เป็นผู้ว่ายากสอนยาก และต้องโดนเตือนถึง ๓ ครั้ง
- ทำตัวเป็นเหมือนคนรับใช้ ประจบคฤหัสถ์
อาบัติสังฆาทิเสส แม้จะเป็นอาบัติที่ร้ายแรง แต่พระสงฆ์ยังสามารถแก้อาบัตินั้นได้ โดยวุฏฐานวิธีซึ่งเรียกว่า การปริวาสกรรม เป็นการปลงอาบัติด้วยการอยู่กรรม และต้องมีพระสงฆ์อื่นร่วมด้วยไม่น้อยกว่า 4 รูป เพื่อขอประพฤติวัตรที่เรียกว่า มานัต ซึ่งเป็นพิธีการที่หมู่พระสงฆ์กระทำแก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส เพื่อให้กลับเข้าสู่หมู่สงฆ์ได้เช่นเดิม การประพฤติวัตรดังกล่าวนี้ ใช้เวลา 6 คืน เมื่อพ้นแล้วจึงขอให้พระสงฆ์ 20 รูป ทำสังฆกรรมสวดอัพภาน เมื่อเสร็จสิ้นแล้วจึงถือว่า ภิกษุรูปนั้นพ้นจากอาบัติข้อนี้ไป
กรณีครุกาบัติ เฉพาะอาบัติสังฆาทิเสส หากภิกษุต้องอาบัติ จะต้องเข้าสู่กระบวนการวุฏฐานวิธี ดังกล่าวข้างต้น (ตามจำนวนวันที่ปกปิดอาบัติไว้)เพื่อให้พ้นจากอาบัติ กลับมาเป็นปกตัตตะภิกษุได้ดังเดิม
แต่หากว่าผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส เป็น พระสังฆาธิการหรือมีสมณศักดิ์ เจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ จำเป็นต้องใช้กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ มาพิจารณา โดยใช้จริยาพระสังฆาธิการ เป็นตัวตั้ง ซึ่งจริยาพระสังฆาธิการ 8 ข้อ ประกอบด้วย :-
1.พระสังฆาธิการต้องเอื้อเฟื้อต่อกฏหมาย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ กฎกระทรวง กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ ประกาศ พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช สังวรและปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยโดยเคร่งคัด
2.พระสังฆาธิการต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งโดยชอบด้วยอำนาจหน้าที่ ถ้าไม่เห็นพ้องด้วยคำสั่งนั้นให้เสนอความเห็นทัดทานเป็นลายลักษณ์อักษร ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่ง และเมื่อได้ทัดทานดังกล่าวมาแล้วนั้น แต่ผู้สั่งมิได้ถอนหรือแก้คำสั่งนั้น ถ้าคำสั่งนั้นไม่ผิดพระวินัยต้องปฏิบัติตาม แล้วรายงานจนถึงผู้สั่ง
ในกรณีที่มีการทัดทานคำสั่งดังกล่าวในวรรคแรก ให้ผู้สั่งรายงานเรื่องทั้งหมดไปยังผู้บังคับบัญชาเหนือตน เพื่อพิจารณาสั่งการ
ในการปฏิบัติหน้าที่ ห้ามมิให้ทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตพิเศษเป็นครั้งคราว
3.พระสังฆาธิการต้องตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง มิให้เกิดความเสียหายแก่การคณะสงฆ์และการพระศาสนา และห้ามมิให้ละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันสมควร
4.พระสังฆาธิการต้องปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ และห้ามมิให้ใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ไม่สมควร
5.พระสังฆาธิการต้องสุภาพเรียบร้อยต่อผู้บังคับบัญชาเหนือตนและผู้อยู่ในปกครอง
6.พระสังฆาธิการต้องรักษาส่งเสริมสามัคคีในหมู่คณะ และช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางที่ชอบ
7.พระสังฆาธิการต้องอำนวยความสะดวกในหน้าที่การคณะสงฆ์และการพระศาสนา
8.พระสังฆาธิการต้องรักษาข้อความอันเกี่ยวกับการคณะสงฆ์ที่ยังไม่ควรเปิดเผย
หากพระสังฆาธิการละเมิดจริยา จะได้รับโทษอะไรบ้าง? ซึ่งในกฎมหาเถรสมาคมดังกล่าว ระบุไว้ดังนี้
ข้อ 54 พระสังฆาธิการรูปใดประพฤติละเมิดจริยา ต้องได้รับโทษฐานละเมิดจริยาอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
- (1) ถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่
- (2) ปลดจากตำแหน่งหน้าที่
- (3) ตำหนิโทษ
- (4) ภาคทัณฑ์
ข้อ 55 การถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่นั้น จะทำได้ต่อเมื่อพระสังฆาธิการละเมิดจริยาอย่างร้ายแรง แม้ข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
- (1) ทุจริตต่อหน้าที่
- (2) ละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเกินกว่า 30 วัน
- (3) ขัดคำสั่งอันชอบด้วยการคณะสงฆ์ และการขัดคำสั่งนั้นเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่การคณะสงฆ์
- (4) ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่การคณะสงฆ์
- (5) ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
ในกรณีเช่นนี้ ให้ผู้บังคับบัญชาใกล้ชิดรายงานโดยลำดับจนถึงผู้มีอำนาจแต่งตั้ง เมื่อได้สอบสวนและได้ความจริงตามรายงานนั้นแล้ว ให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งสั่งถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่ได้
บุญเชิด กิตติธรางกูร ป.ธ.9
รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
16.07.2568


