หน้าแรก ในประเทศ ศาสนา วัดโพธิ์ผนึกม...

วัดโพธิ์ผนึกมธ. แปลงไฟล์ 1.3 หมื่นเล่ม ‘หอสมุดสันติวัน’ กูรูยกย่องคุณูปการ ‘สมเด็จป๋า’

20.07.25 | 19:04 น.

คืนชีพหนังสืองานศพ แปลงไฟล์ดิจิทัล ‘หมื่นสามพันเล่ม’ ล้อมวงกูรูปวศ. ถกพระนิพนธ์ ‘สมเด็จฯ ป๋า’ จากชาวสุพรรณฯ สู่วัดโพธิ์

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ที่ ศาลาการเปรียญ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) กรุงเทพฯ ในพิธีเปิดคอลเล็กชันหนังสืออนุสรณ์งานศพและหนังสือหายาก หอสมุดสันติวัน วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม โดยมี สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นประธานในพิธี

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเวลา 13.30 น. พิธีเปิดตัวคอลเล็กชันหนังสืออนุสรณ์งานศพและหนังสือหายาก หอสมุดสันติวัน วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ประธานฝ่ายสงฆ์ เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และ ประธานฝ่ายฆราวาส ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เวลา 15.00 น. ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณฺณสิริ) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ 17 กับการสถาปนาหอสมุดสันติวัน” โดย พระเทพวชิรโสภณ เจ้าคณะภาค 12 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

Advertisement

จากนั้นเข้าสู่ช่วงเวลา 15.30 น. กิจกรรมเสวนาวิชาการ เรื่อง “คอลเล็กชันหอสมุดสันติวัน : การสืบสานพระปณิธานแห่งสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณฺณสิริ) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ 17 ในยุคดิจิทัล”

โดย พระครูธรรมธรชัยพร ชินวโร วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม, รองศาสตราจารย์ ดร.อัญณิฐา ดิษฐานนท์ ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นายนริศ จรัสจรรยาวงศ์ นักวิชาการอิสระ นักอนุรักษ์หนังสือหายาก และนายกษิดิศ อนันทนาธร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ผู้ดำเนินรายการ นายศิวศิลป์ จุ้ยเจริญ นักวิชาการประจำพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สถาบันพระปกเกล้า

จากนั้น พระครูธรรมธรชัยพร กล่าวว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณฺณสิริ) ถือเป็นพระสงฆ์ผู้มีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาในหลายด้าน โดยเฉพาะงานในวันนี้ซึ่งเกี่ยวกับ “พระนิพนธ์” ซึ่งเป็นงานเขียนของพระองค์ท่านที่มีความสำคัญจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

ประวัติของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณฺณสิริ) ท่านเป็นชาวจังหวัดสุพรรณบุรี ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง บเนท่านใกล้กับวัดสองพี่น้อง ท่านคุ้นเคยกับชุมชนในละแวกนั้น สมัยก่อนท่านเริ่มเรียนหนังสือกับบิดา-มารดา บิดาเป็นผู้ให้การศึกษา สอนท่อง ก–ฮ จนเข้าใจดี

“เมื่อมีความรู้พื้นฐานแล้ว บิดาจึงส่งไปเรียนที่วัดสองพี่น้อง แต่ก่อนหน้านั้นก็ส่งไปเรียนโรงเรียนเอกชน ท่านได้บันทึกไว้ในหนังสือ ‘บันทึกสมเด็จฯ’ ตอนที่ดำรงตำแหน่งพระธรรมวโรดมว่า โยมพ่อ–โยมแม่สอนหนังสือตั้งแต่เด็ก ส่งไปเรียนโรงเรียนเอกชนอยู่ 1 ปี แต่โรงเรียนนั้นสอนบ้างไม่สอนบ้าง อาจารย์หลับบ้าง โยมพ่อ–โยมแม่เห็นว่าเรียนแล้วไม่ค่อยได้อะไร จึงส่งไปเรียนที่โรงเรียนวัดสองพี่น้อง

มากกว่าการเรียน คือการได้เป็นเด็กวัด ช่วยจัดสำรับอาหาร ล้างจาน เรียนหนังสือกับพระอาจารย์หอม โดยหนังสือที่ท่านโปรดปรานมากในวัยเด็ก คือ สมุดภาพพระมาลัย” พระครูธรรมธรชัยพร กล่าว

พระครูธรรมธรชัยพร กล่าวต่อว่า เมื่ออยู่วัดสองพี่น้อง อายุได้ 15 ปี โยมพ่อ–โยมแม่มีญาติบวชอยู่ที่วัดมหาธาตุ จึงส่งท่านมาอยู่กับ “หลวงอา” ชื่อว่า พระครูบริหารบรมธาตุ (พระภิกษุป่วน) ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่วัดมหาธาตุ ท่านอยู่ที่นั่นได้ประมาณ 1 ปี พระภิกษุป่วนก็ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดนางชี จึงส่งท่านมาอยู่ที่วัดโพธิ์กับหลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ

เมื่อมาอยู่กับหลวงพ่อสดที่วัดโพธิ์ ท่านก็ศึกษาธรรมเพิ่มเติม เคยกล่าวไว้ว่า ชีวิตหลังจากหลวงพ่อสดย้ายไปวัดปากน้ำฯค่อนข้างลำบาก ขาดการดูแล มีคนเคยถามว่าเหตุใดจึงไม่ย้ายตามหลวงพ่อสดหรือพระภิกษุป่วนไป

“อาตมภาพสันนิษฐานว่า วัดโพธิ์มีพระเถระผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ 2 รูป คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เข้ม) ซึ่งเดิมเป็นเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ แล้วย้ายมาวัดโพธิ์ ท่านน่าจะคุ้นเคยกับพระภิกษุป่วน อีกท่านคือ สมเด็จพระวันรัตน์ (เผื่อน) ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของหลวงพ่อสด เข้าใจว่าท่านคงให้อยู่ในสำนักของพระอาจารย์ทั้งสอง” พระครูธรรมธรชัยพร กล่าว

พระครูธรรมธรชัยพร กล่าวต่อว่า ต่อมาเมื่ออายุครบ 16 ปี ท่านกลับวัดสองพี่น้องเพื่อบวชเป็นสามเณร สมัยอยู่วัดโพธิ์ยุคนั้นลำบาก วันหยุดนอกจากเรียนหนังสือก็ต้องออกไปเทศน์โปรดญาติโยม มีการถวายสังฆทาน ซึ่งท่านก็นำมาดำเนินชีวิต บางวันโยมพ่อ–โยมแม่ก็ส่งปลาเค็มมาจากสุพรรณฯ

เมื่ออายุครบ 22 ปี ได้อุปสมบทที่วัดสองพี่น้อง ได้รับฉายาว่า “ปุณฺณสิริ” แล้วกลับมาอยู่วัดโพธิ์ ศึกษาเล่าเรียนจนได้เปรียญธรรม 6 ประโยค เจริญตามลำดับ จนในปี พ.ศ. 2490 ได้เป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดโพธิ์

“แต่ท่านไม่อยากเป็นเจ้าอาวาส เนื่องจากวัดโพธิ์เป็นวัดใหญ่ ท่านจึงไปหาสมเด็จพระสังฆราชที่วัดบวรฯ เพื่อขอลาออกจากตำแหน่ง แต่สมเด็จพระสังฆราชไม่อนุญาต ทั้งที่ในวัดก็มีพระที่มีอายุพรรษามากกว่า ทำไมไม่ให้เป็น ก็ถือเป็นเรื่องราวเบื้องต้น” พระครูธรรมธรชัยพร กล่าว

พระครูธรรมธรชัยพร กล่าวถึงเรื่องพระนิพนธ์ของว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณฺณสิริ) ว่า อาตมภาพเคยสงสัยว่า ท่านได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนจากใคร? นอกจากการสอนหนังสือแล้ว ท่านมักไปที่ “ประตูผี” เป็นประจำ ไปร้านหนังสือของชาวจีนเพื่อรับหนังสือมาจานลงในคัมภีร์ ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจในการอ่าน–เขียน

อีกด้านคือ ภาษาอังกฤษและภาษาจีนที่ท่านสนใจ ท่านเคยเรียนภาษาอังกฤษที่ตลาดนางเลิ้ง เรียนช่วงค่ำ 20.00 – 00.00 น. บางวันนั่งรถไป 10 สตางค์ หากไม่มีเงินก็เดินไป เรียนได้ประมาณ 3 เดือนจึงหยุดเพราะไม่มีเวลา

เมื่อเข้าสู่วงการนักเขียน ท่านก็มีความคิดนี้อยู่ตลอด มีพระเพื่อนร่วมรุ่นที่วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร คือ พระมหาพร มลิทอง เคยกล่าวว่า “เราเป็นมหาเปรียญ ต้องเขียนหนังสือไว้สักเล่ม เมื่อตายไปจะได้แจกในงานศพของตนเอง” ซึ่ง คำพูดนี้ฝังอยู่ในใจของท่านมหามาโดยตลอด

อีกสิ่งหนึ่งที่ท่านชอบคือการอ่านหนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะ ‘หนังสือพิมพ์จีนโนสยามวารศัพท์’ จนพระอาจารย์จับได้และจะทำโทษ แต่ภายหลังรู้ทาง เวลาบิณฑบาตรหากพบหนังสือพิมพ์ก็จะขอเก็บไปอ่าน แม้จะขาดบ้างก็ไม่เป็นไร

“และท่านเริ่มเขียนบทความลง หนังสือพิมพ์เดลิเมล์ ในนามปากกา ‘ป.ปุณฺณสิริ’ โดยช่วงแรกเขียนเนื่องในวันสำคัญทางพุทธศาสนา จากนั้นหันมาสนใจ “หนังสืองานศพ” ไปเวิ้งนครเกษม มีผู้แนะนำให้หาซื้อหนังสืองานศพมาสะสม และมีร้านหนังสือกรุงเทพบรรณาคารอีกด้วย ซึ่งท่านสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516” พระครูธรรมธรชัยพร กล่าว

ด้านนายนริศ ระบุว่า ส่วนตัวผมเรียก ‘สมเด็จฯ ป๋า’ เกร็ดชีวิตและมุมมองทางประวัติศาสตร์นั้น วัดโพธิ์มีสมเด็จพระสังฆราชฯ อยู่ถึง 2 พระองค์

องค์แรกคือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ซึ่งหากพูดในแง่มุมทางการเมืองของพระสงฆ์ ท่านถือเป็นสมเด็จพระสังฆราชในฝ่ายมหานิกายรูปสุดท้ายในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์

และอีกองค์ก็คือสมเด็จฯ ป๋า ท่านเป็นพระสังฆราชฝ่ายมหานิกาย “รูปสุดท้าย” จนถึงทุกวันนี้ กล่าวคือ หลังจากท่านสิ้นเมื่อปี 2516 ถึงตอนนี้ผ่านมากว่า 52 ปี ก็ยังไม่มีพระสังฆราชจากฝ่ายมหานิกายอีกเลย ดังนั้น จุดร่วมกันของสมเด็จพระสังฆราชฯ ทั้ง 2 พระองค์ จึงเป็นเรื่องสำคัญในประวัติศาสตร์พระสงฆ์

“ในยุค 2475 มีคนรู้น้อยมากว่า สมเด็จฯ ป๋า ท่านอยู่ใน ‘คณะปฏิสังขรณ์พระพุทธศาสนา’ พยายามผลักดันให้แก้ไข พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ และท่านก็มีมิตรธรรมจำนวนมาก” นายนริศ ระบุ

นายนริศ ระบุถึง สมเด็จฯ ป๋ากับมหาจุฬาฯ (มจร.) ท่านได้สร้างคุณูปการไว้อย่างมหาศาล ยกตัวอย่าง ปี 2507 ท่านมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งมูลนิธิและระดมทุน ซึ่งหลายคนไม่ค่อยเห็นท่านในมุมนี้

สมณศักดิ์ของสมเด็จฯ ป๋า มีสมณศักดิ์ที่น่าสนใจ พ.ศ. 2485 เป็น “พระอมรเวที”, พ.ศ. 2489–2491 ท่านได้รับสมณศักดิ์ปีละชั้น จนเป็น “พระธรรมดิลก”, พ.ศ. 2499 เป็น “พระธรรมวโรดม”, พ.ศ. 2504 เป็น “สมเด็จพระวันรัต” และพ.ศ. 2515 เป็น “สมเด็จพระสังฆราช”

นายนริศ เผยถึงหอสมุดสันติวัน สำคัญอย่างไร? ผมเห็นว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ใช้แนวทางที่ถูกต้องตั้งแต่ปี 2558 โดยเฉพาะการใช้หนังสืองานศพจากวัดบวรนิเวศวิหาร ตอนนี้สแกนไปแล้วกว่า 13,000 เล่ม

“แต่ว่าถูกจับฝุ่นมานานมาก แต่วิธีที่จะนำมาฝืนคืนชีพ ที่ดีที่สุดคือการแปลงเป็นไฟล์ดิจิทัล และโลกในอนาคตคือ AI ในอนาคตก็จะได้ประโยชน์จากฐานข้อมูล และการให้ดาวน์โหลดหนังสือฟรีเก็บอ่านภายใน 1 เดือน เป็นวิธีที่ผมชอบมาก เพราะมันเพิ่ม engagement ได้อย่างมาก

เราจะทำอะไรก็ได้เพื่อให้ห้องสมุดมีชีวิต วิธีนี้ควรขยายไปสู่วัดอื่นๆ ด้วย เพราะบรรยากาศหนังสือในวัดต่างๆ ล้วนเป็นอาหารของมด ปลวก เมื่อผมเจอหนังสือสักเล่ม ผมยังดีใจ ผมคิดว่านี่แหละคือคุณูปการ ที่ยิ่งใหญ่” นายนริศ เผย

นายนริศ เผยต่อว่า หนังสืองานศพคือมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ มันทำให้เรา “ย้อนอ่านประวัติศาสตร์” ได้อย่างมีรสชาติ มีอรรถรส หนังสือของสมเด็จฯ ป๋า ยังเป็นสำนวนของท่านมีกลิ่นอายลูกทุ่งนิดๆ แบบไม้เมืองเดิม เช่น สันติวัน, กล้วยไม้ไทย, ไกลบ้าน ซึ่งผมชอบมาก เพราะแฝงธรรมะไว้อย่างกลมกลืน

“สมเด็จฯ ป๋า ยังเป็นผู้เขียน ‘ชีวประวัติของหลวงพ่อสด’ ได้ดีที่สุด เพราะสมเด็จสดท่านเป็นอาท่าน เมื่อหลวงพ่อสดสิ้นในปี 2502 ขณะนั้นท่านดำรงสมณศักดิ์เป็นพระธรรมวโรดม จึงได้เขียนหนังสืออนุสรณ์งานศพ หากใครอยากเรียนรู้ ที่มา–ที่ไป ของวิชาต่างๆ ก็ขอแนะนำให้ไปศึกษาได้จากหนังสือของท่าน”  นายนริศ เผยทิ้งท้าย

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.อัญณิฐา กล่าวว่า วิสัยทัศน์ของหอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือ “Library of Life” (ห้องสมุดเพื่อชีวิต) ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมการเรียนรู้ การวิจัย นวัตกรรม และทักษะในอนาคตให้แก่ประชาคมธรรมศาสตร์และสังคมโดยรวม

ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใด ก็สามารถเข้ามาเรียนรู้ได้ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมภายนอก สอดคล้องกับปรัชญาของมหาวิทยาลัย โดยใช้กลยุทธ์ที่เปิดพื้นที่การเรียนรู้ให้สำรวจมิติต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย เปิดพื้นที่บริการให้ทุกคนสามารถเข้ามาห้องสมุดได้ และเป็นพื้นที่สาธารณะ

หนังสือหายากถือเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่สำคัญ เป็นช่องทางในการขยายองค์ความรู้และเผยแพร่สาระทางประวัติศาสตร์ ที่ในช่วงแรกหลายคนอาจยังไม่เห็นคุณค่า แต่แท้จริงแล้วหนังสือเหล่านี้ได้บันทึกข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับประเพณี วัฒนธรรม ภูมิปัญญาชาวบ้าน รวมถึงวิถีชีวิตในแต่ละยุคสมัยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

โดยเฉพาะหนังสืออนุสรณ์งานศพ ซึ่งมักจะมีข้อมูลความรู้เกี่ยวกับพระต่างๆ มากมาย หากสนใจไปที่หอสมุดธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะส่วนที่อยู่ชั้นใต้ดิน จะเป็นหนังสือหายาก สามารถค้นคว้าดูได้

“สำหรับหอสมุดสันติวัน ปัจจุบันมีหนังสือทั้งหมด 13,004 รายการ แบ่งเป็นหนังสือหายาก 59.1% และหนังสืออนุสรณ์งานศพ 40.9% โดยได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา และมีผู้เข้าชมกว่า 4,937 ครั้ง ซึ่งนับว่าเป็นสถิติที่สูงมากในการเปิดตัว และที่สำคัญคือ ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้” รองศาสตราจารย์ ดร.อัญณิฐา เผย

ปิดท้ายที่นายกษิดิศ ยกตัวอย่างหนังสือที่น่าสนใจว่า  “หนังสือบันทึกโอวาทสมเด็ด” เป็นงานเขียนของ สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) ซึ่งท่านสิ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผมชอบเล่มนี้เพราะท่านเล่าเรื่อง “ความไม่เที่ยงของชีวิต” ได้อย่างลึกซึ้งและแปลกตา ตัวอย่างที่ยกมาก็น่าสนใจ เช่น

“คนจนอาจจะกลายเป็นคนมั่งมี คนมั่งมีอาจจะกลายเป็นคนจน” เป็นภาพสะท้อนตัวอย่างความไม่เที่ยง ก็แปลกดี

อีกเล่มคือ “รัฐนิยม” โดย พระมหาปุ่น ปุณฺณสิริ ความน่าสนใจของเล่มนี้คือ เป็น ต้นฉบับ (Original Text) ที่มีร่องรอยการแก้ไขด้วยปากกา ซึ่งพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสฉลองสมณศักดิ์ของท่าน ในช่วงที่กระแสรัฐนิยม กำลังแผ่ขยาย เป็นช่วงที่บ้านเมืองอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรมและการปกครอง หนังสือเล่มพิมพ์ในช่วงนั้นก็มีการพิมพ์แจกรัฐนิยม 10 ฉบับ ของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม บอกว่าแต่ละฉบับทำอะไรบ้าง

ในปี พ.ศ. 2484 เป็นปีที่เราเพิ่งเปลี่ยนวิธีนับศักราช โดยก่อนหน้านั้น ประเทศไทยใช้เดือนเมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ แต่ในปี 2483 ได้มีประกาศให้วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็นวันขึ้นปีใหม่อย่างเป็นทางการ

“สิ่งที่ผมเห็นว่าน่าสนใจคือ ในต้นฉบับ “รัฐนิยม” ฉบับนี้ ลายเซ็นของผู้เขียน เขียนปีไว้ว่า1384 ท่านทันสมัยมาก เป็นปีแรกที่ท่านนับวันว่า เดือน 3 เป็นเดือนมีนาคม ซึ่งในอดีตเดือน 3 คือเดือนมิถุยายน นอกจากหนังสือเล่มนี้จะมีความสำคัญ เรายังเห็นว่าหนังสือเล่มนี้ยังเป็นใครมาก่อน” นายกษิดิศ ปิดท้าย

ทั้งนี้ สามารถเชิญชมนิทรรศการ “หอสมุดสันติวัน : มรดกแห่งสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณฺณสิริ)” ได้ในระหว่างวันที่ 20-22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 เวลา 09.00-17.00 น.ประกอบด้วย การจัดแสดงคอลเล็กชันหนังสือพระนิพนธ์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณฺณสิริ), คอลเล็กชันหนังสืออนุสรณ์งานศพ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณฺณสิริ),คอลเล็กชันสิ่งพิมพ์วัดพระเชตุพน เช่น สามเดือนในเชตวัน นักขัตฤกษ์วัดโพธิ์, คอลเล็กชันหนังสือที่จัดพิมพ์ในช่วงทศวรรษ 2420 – 2430 และวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณฺณสิริ)และหอสมุดสันติวัน เป็นต้น