หน้าแรก ในประเทศ ศาสนา กมธ.พาณิชย์ฯ ...

กมธ.พาณิชย์ฯ วุฒิสภาฯ ยกคณะจับเข่าคุย สุชาติ จัดระเบียบทรัพย์สินวัด-พระสงฆ์ เป็นระบบ

31.07.25 | 13:25 น.

“กมธ.พาณิชย์ฯ วุฒิสภาฯ”ยกคณะจับเข่าคุย “สุชาติ” จัดระเบียบทรัพย์สินวัด กับทรัพย์สินพระสงฆ์อย่างเป็นระบบ เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ชี้ปัญหาหลักที่เกิดกับพระ “สตรีและสตางค์” เสนอรวมศูนย์เงินบริจาควัด-พระ เข้าสู่ระบบธนาคารรัฐ พัฒนาแอปพลิเคชัน “ธนาคารพระพุทธศาสนา”

เมื่อวันที่ 31 ก.ค.นายเอกชัย เรืองรัตน์ รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา ตนพร้อมด้วยนายสหพันธ์ รุ่งโรจน์พณิชย์ สว. และนายปิยพัฒน์ สุภาวรรณ สว. ที่ปรึกษา กมธ.พาณิชย์ฯ เดินทางเข้าพบเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการแยกทรัพย์สินวัดกับทรัพย์สินพระสงฆ์อย่างเป็นระบบ ที่ทำเนียบรัฐบาล

ซึ่งการเข้าหารือครั้งนี้เพื่อต้องการจัดระเบียบทรัพย์สินของวัดและของพระให้แยกออกจากกัน เป็นการส่งเสริมให้วัดเป็นต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง หรือเป็นวัดเพื่อเศรษฐกิจชุมชนภายใต้การบริหารที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยจากการศึกษาของ TDRI พบว่า วัดมีบัญชีเงินฝากรวม 410,000 ล้านบาท จากวัด 44,000 แห่งทั่วประเทศ แต่มีเพียง 39,000 บัญชีวัดเท่านั้นที่อยู่ในระบบ หมายความว่ามีประมาณ 5,000 วัดที่ไม่มีบัญชี

“วัดที่มีข่าวพัวพันกับปัญหามักพบว่ามีบัญชีเป็นหลักสิบ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีหลายวัดที่ไม่มีบัญชีเป็นของวัด แต่เป็นบัญชีของพระสงฆ์ จากข้อมูลนี้สามารถประมาณการว่า เงินในระบบที่ฝากในบัญชีวัดและบัญชีพระสงฆ์รวมกันเกิน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)แจ้งว่า ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีของวัด และบัญชีส่วนบุคคลที่ชื่อขึ้นต้นด้วยคำว่า “พระ”นายเอกชัย กล่าว

Advertisement

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า สำหรับ สาเหตุหลักๆ ของปัญหา เช่น 1.ศาสนาเสียหายจาก “2 ส” คือ สตรีและสตางค์ การแก้ปัญหาที่สตางค์จะช่วยให้พระจับเงินน้อยลง และมีการบริหารอย่างโปร่งใสเป็นระบ จะทำให้ระบบน่าเชื่อถือขึ้น 2.การใช้เงินบริจาคผิดวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อการพนันหรือสตรี ซึ่งตามประมวลรัษฎากร ถือว่าไม่ใช่การบริจาคเพื่อกิจกุศล และเงินนั้นจะถือเป็นรายได้ส่วนบุคคลที่ต้องเสียภาษี โดยเฉพาะกรณีพระสงฆ์ที่ได้รับเงินบริจาคแล้วนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ 3.ความมั่งคั่งของวัดและพระสงฆ์เป็นต้นเหตุของปัญหาที่ทำให้ศาสนาเสื่อมเสีย

ทั้งเรื่องสีกาและกลุ่มมิจฉาชีพ 4.ปัญหาการซื้อตำแหน่งสมณศักดิ์ ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่สร้างวงจรการเงินที่ไม่ถูกต้องในระบบของพระสงฆ์ 5.วัดหลายแห่งมีทรัพย์สินมหาศาล เช่น ที่ดินแพงๆ ในเมืองใหญ่ แต่รายได้อาจไม่มีการตรวจสอบหรือบริหารอย่างโปร่งใส 6. พระสงฆ์ที่มีประวัติไม่ดีและอาชญากรรม มีชาวบ้านร้องเรียนจำนวนมากว่า มีผู้มีคดีติดตัวไปบวช หรือบางรูปถูกระบุว่าเป็นอาชญากรที่หนีคดีมาบวช 7. ปัญหาด้านสุขภาพของพระสงฆ์ มีรายงานว่าพระสงฆ์บางรูปมีโรคร้ายแรง 8. การขาดการตรวจสอบประวัติที่เข้มงวด และ 9.การใช้สมาร์ทโฟนของพระสงฆ์ซึ่งนำไปสู่การบริโภคสื่อโลกภายนอกมากเกินไป รวมถึงการใช้รูปปกติ ไม่ใช่รูปที่บวชพระ พูดคุยหยอกล้อในลักษณะที่ไม่เหมาะสม

นายเอกชัย กล่าวต่อว่า จากการหารือกับนายสุชาติ ซึ่งกำกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้มีการเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เช่น แนวทางการแก้ไขปัญหา 1.การรวมศูนย์เงินบริจาค โดยเสนอให้นำเงินฝากของวัดและของพระที่รวมกันกว่า 1 ล้านล้านบาท เข้าสู่ระบบธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน, ธ.ก.ส., กรุงไทย, SME Bank, EXIM Bank โดยใช้แอปพลิเคชันที่มีอยู่แล้ว เช่น เป๋าตัง, ทางรัฐ, ไทยไอดี 2.พัฒนาแอปพลิเคชัน “ธนาคารพระพุทธศาสนา” ไม่ใช่การตั้งธนาคารใหม่ แต่เป็นการเปิดหน่วยย่อยภายใต้ธนาคารของรัฐที่มีศักยภาพ เช่น ธนาคารออมสิน เพื่อบริหารจัดการเงินนี้
3.วัตถุประสงค์การใช้เงิน

เงินที่รวบรวมได้สามารถนำไปหมุนเวียนปล่อยกู้ในระบบเศรษฐกิจ โดยให้เอกชนรายเล็ก (SMEs) กู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและให้ศาสนาได้ช่วยเหลือสังคม 4.การควบคุมบัญชี เช่น 1 วัด:1 บัญชี 1 รูป:1 บัญชี บัญชีวัดควรมีการอนุมัติการใช้จ่ายจากหลายฝ่าย เช่น พระ 2 รูป และไวยาวัจกรวัด หรือผู้บริหารเงินของวัด และ 5. การตรวจสอบประวัติและสุขภาพก่อนบวช

ประธานกมธ.พาณิชย์ฯ กล่าวย้ำว่า กมธ.พาณิชย์ฯ จะได้รวบรวมความเห็นและข้อเสนอแนะดังกล่าว เสนอต่อคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา เพื่อพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ต่อไป