สำนักเลขาธิการ มส. ออกประกาศ 6 แนวปฏิบัติส่งมอบข้อมูล-บัญชีธนาคารให้ตร. ต้องใช้วิธีละมุนละม่อม ห้ามข่มขู่ เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกเป็นภัยคุกคาม-ปริวิตกในคณะสงฆ์ พร้อมแจ้งให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและผบ.ตร. รับทราบเพื่อสั่งการให้เป็นไปตามหลักการนี้
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม นายอินทพร จั่นเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เลขาธิการมหาเถรสมาคม ได้ลงนามในประกาศสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคมเรื่อง แนวปฏิบัติในการส่งมอบข้อมูลของวัดตามข้อหารือเบื้องต้นในที่ประชุมคณะกรรมการ ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 222/2568 ความว่า
สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม รับพระบัญชา เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม โปรดให้ประกาศว่าตามที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามและเสริมสร้างความมั่นคงในพระพุทธศาสนา ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 222/2568 ลงวันที่ 22 กรกฎกฎาคม 2568 ได้มีมติขอความร่วมมือและขอรับทราบข้อมูลในด้านต่างๆ ของวัด นั้น
ต่อมาเกิดความปรากฏว่า มีแนวปฏิบัติที่ลักลั่นกันและอาจมีการกระทำที่ก่อให้เกิดความระส่ำระสาย รู้สึกเป็นภัยคุกคาม เกิดความปริวิตกในคณะสงฆ์ จึงขอให้ดำเนินการซักช้อมความเข้าใจและประสานรายละเอียดยังส่วนราชการต่างๆ เพื่อความกระจ่างร่วมกัน ดังนี้
1. ในกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติประสานขอข้อมูลรายละเอียดต่างๆ สมควรสอบถามจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด หรือบูรณาการความร่วมมือกันในการจัดทำฐานข้อมูล ทั้งนี้ หากมีปัญหา อุปสรรค หรือข้อสงสัยเป็นรายจำเพาะกรณี ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด สอบถามแนวปฏิบัติมายังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อจักได้พิจารณาตอบข้อสงสัยต่อไป
2.บรรดาข้อมูลส่วนบุคคล รวมไปถึงบัญชีธนาคารซึ่งเป็นบัญชีส่วนบุคคล อันเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีกฎหมายคุ้มครอง หน่วยราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจขอความร่วมมือในการขอข้อมูลได้ ในกรณีเจ้าของบัญชียินยอม
3.เมื่อสอบถามจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือบูรณาการร่วมกันแล้ว พบว่าจำเป็นต้องขอข้อมูลตามข้อ 1 และข้อ 2 ตลอดจนข้อมูลอื่นด้วยการเข้าไปในบริเวณศาสนสถานต้องดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายและจารีตประเพณี กล่าวคือ
3.1 ต้องประสานงาน ด้วยวิธีการอันละมุนละม่อม และเหมาะสม ในฐานที่เจ้าพนักงานไปขอความอนุเคราะห์ข้อมูลจากพระภิกษุสามเณรและประชาชนผู้ที่มิได้กระทำความผิดตามกฎหมาย มิได้เป็นอาชญากร หรือมิได้เป็นผู้ต้องสงสัย การเข้าบริเวณพื้นที่วัดเพื่อขอข้อมูลต้องมีการประสานงานล่วงหน้า ใช้กิริยาวาจาที่เหมาะสมตามมารยาทสังคมไทย ซึ่งฆราวาสพึงปฏิบัติต่อพระภิกษุสามเณร และไม่เข้ามาในบริเวณวัดในเวลาวิกาล หรือกระทำการใดๆ ให้เกิดทัศนคติเชิงลบ ก่อให้เกิดภาวะหวาดวิตกในหมู่พุทธบริษัท อันทำให้ความสามัคคีและสายสัมพันธ์ของบ้าน วัด และระบบราชการ ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมไทย ต้องถูกกระทบกระเทือน
3.2 หากมีการขอรับข้อมูลส่วนบุคคลต้องดำเนินการบนหลักการพื้นฐานเรื่องสิทธิส่วนบุคคลและกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หากเจ้าอาวาสไม่ยินยอม เจ้าหน้าที่ไม่สามารถข่มขู่หรือบังคับให้ส่งมอบข้อมูล หากมีการข่มขู่หรือบังคับ อาจเข้าข่ายกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
3.3 พึงเข้าใจร่วมกันในเชิงนโยบายว่าการขอรับข้อมูล เป็นการขอความร่วมมือ เพื่อจัดทำฐานข้อมูลร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มิใช่เป็นการตรวจสอบเพราะเกิดกรณีการกระทำความผิดตามกฎหมาย
4. ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดประสานความร่วมมือกับคณะสงฆ์ ในการเฝ้าระวังสังเกต ถวายความรู้ และป้องกันมิให้เกิดพฤติการณ์ที่อาจมีมิจฉาชีพ หรือบุคคลผู้ไม่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายอาจใช้โอกาสนี้กระทำการข่มขู่ หลอกลวง หรือบังคับพระภิกษุสามเณรหรือวัดให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคคล
หรือข้อมูลจำเพาะของวัด โดยปราศจากอำนาจตามกฎหมาย หรือยังมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายหรือมิเป็นไปตามมติมหาเถรสมาคมหรือตามคำสั่งของของผู้บังคับบัญชาสงฆ์
5.มติมหาเถรสมาคมเกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้านศาสนสมบัติ เป็นแนวทางภายในที่มหาเถรสมาคมกำหนดเป็นมาตรฐานกลาง สำหรับวัดที่มีความพร้อมและวัดที่มีศาสนสมบัติมาก สำหรับวับวัดที่ยังไม่มีความพร้อมให้อนุวัตตามความเหมาะสม การดำเนินการตามมตินี้ จึงมิได้มีเจตนารมณ์ให้เกิดภัยต่อต่อคณะสงฆ์ แต่เป็นการวางแนวทางเพื่อป้องกันมิให้เกิดการทจริตอันเนื่องด้วยศาสนสมบัติของวัด ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมามายอาญาและเป็นการปกป้องคุ้มครองวัดและพระภิกษุสามเมเณรซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยพระธรรรมวินัยและกฎหมาย
6. มีพระบัญชาโปรดให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เรียนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อสั่งการให้เป็นไปตามหลักการต่อไป กับทั้งเชิญพระบัญชาไปแจ้งมหาเถรสมาคม ในการประชุมมหาเถรสมาคม ในวันที่ 13 สิงหาคม 2568 รับทราบและให้คณะสงฆ์ถือปฏิบัติ
ทั้งนี้ เมื่อดำเนินการแล้ว ให้นำมติมหาเถรสมาคมดังกล่าว กราบทูลทราบฝ่าพระบาทด้วย
ประกาศ ณ วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568



