ก้าวใหญ่! ดร.สุภชัย ขึ้นเวทียูเอ็น อ่านแถลงการณ์กรุงเทพฯ หวังผู้นำยึดหลักเมตตา เบรกสงคราม – เจ้าคุณอนิลมาน ท้วงยูเอ็น คณะอนุกรรมการฯ ไม่ให้พื้นที่ให้ความเชื่อพุทธ-ชาวเอเชีย หวังดันธรรมะเข้าลิสต์สากล
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ (UNCC) กรุงเทพฯ สํานักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ร่วมกับ สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 (BGVI) โดยการสนับสนุนจากมูลนิธิวีระภุชงค์ และ Dharma Alliance (เจนีวา) จัดการเสวนา “Faith for Rights” ประจําปีครั้งที่ 6 ภายใต้หัวข้อ “สิทธิมนุษยชน ศรัทธา และธรรมะ : ผสานความ เชื่อมั่นภายในสู่การปฏิบัติที่เป็นธรรม” ซึ่งเป็นครั้งแรกของการเจรจาระดับโลกของสหประชาชาติ เกี่ยวกับศรัทธาและสิทธิมนุษยชนให้เกิดขึ้นในบริบทธรรมะ
บรรยากาศเวลา 09.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะผู้นำองค์กรสิทธิฯ และผู้แทนศาสนาจากทั่วโลก เดินทางเข้าร่วมการประชุมอย่างหนาแน่น อาทิ Ms. Cynthia Veliko ผู้แทนระดับภูมิภาคของ UN-OHCHR ประจําเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, Dr. Prashant Sharma ประธาน Dharma Alliance, นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รองประธานและรองเลขาธิการ สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 (BGVI), ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ รองประธานและเลขาธิการ สถาบันโพธิคยาฯ, Mr. Juan Diaz รองประธาน Dharma Alliance, พระพรหมศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร เป็นต้น

จากนั้น เข้าสู่การประชุมอภิปรายเรื่องการหล่อหลอมสิทธิเข้ากับความรับผิดชอบ และการปรับสมดุลเข็มทิศทางศีลธรรม รวมถึงอภิปรายการแสวงหาความจริงข้ามขนบธรรมเนียม เส้นทางธรรมะที่แบ่งปัน และการนำเสนอข้อคิดเห็นจากเยาวชนในฐานะผู้นําในอนาคตเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ศรัทธา และธรรมะ
ต่อมาเวลา 13.00 น. ดร.สุภชัย รองประธาน และเลขาธิการ สถาบันโพธิคยาฯ กล่าวแถลงการณ์กรุงเทพฯ ว่าด้วยศรัทธา ธรรมมะ และสิทธิมนุษยชนบนเวทีประชุม เนื้อหาความว่า ตนเชื่อว่าสิ่งที่เรากำลังทำจะเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบได้ ซึ่งเป็นโลกที่จะเต็มไปด้วยจิตวิญญาณอันดี และเปี่ยมไปด้วยความเมตตาของทุกคน ซึ่งตนหวังว่า Faith for Rights จะเกิดขึ้นทั้งกับกัมพูชาและไทย ที่จะดำเนินกันไปด้วยศีลและปัญญา (Wisdom) ในการบรรลุเป้าหมายที่เรากำลังตกลงร่วมกัน

หลังจากนั้น ดร.สุภชัย เผยต่อสื่อมวลชนว่า เนื่องจากวันนี้เป็นการประชุมประจำปี คณะกรรมการฯทุกชาติและศาสนา ก็ได้มีการร่างแถลงการณ์กรุงเทพฯ ว่าด้วยศรัทธา ธรรมมะ และสิทธิมนุษยชน ซึ่งสถาบันสถาบันโพธิคยาฯ เป็นตัวแทนที่ได้อ่านแถลงการณ์ฉบับนี้
“เรารู้สึกว่า อยากให้คนไทยหรือชาวพุทธได้ภูมิใจว่า มันได้มีการระบุคำว่า ‘ธรรมมะ’ เข้าไปอยู่ในแถลงการณ์กรุงเทพฯครั้งนี้แล้ว ซึ่งก็คงจะมีการส่งเรื่องเข้าไปที่สำนักงานองค์การสหประชาชาติ เจนีวา ถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่คำว่า ธรรมมะ (Dhamma) จะเป็นคำที่ใช้แบบสากล (Universal) ให้เป็นที่ยอมรับของทุกชาติและศาสนา
กล่าวคือ ไม่ใช่คำแค่ของพวกเราชาวพุทธ แต่มีนัยยะของทุกคนและทุกชาติ ให้เป็นคำพื้นฐาน จึงเป็นอีกมิติหนึ่งของความภูมิใจเราชาวสยาม รวมถึงชาวลุ่มแม่น้ำโขง ก็ขอให้นำเอาความภาคภูมิใจกลับมาสู่บรรพบุรุษของเรา” ดร.สุภชัย เผย

ดร.สุภชัยกล่าวอีกด้วยว่า แถลงการณ์นี้เป็นการสรุปการประชุม “Faith for Rights” ประจําปีครั้งที่ 6 และครั้งนี้ก็ได้พูดถึงธรรมมะ และการที่จะทำให้ธรรมมะเกิดผลขึ้นมาได้ ก็ต่อเมื่อคุณศึกษาแล้ว ก็ต้องปฏิบัติด้วย
“วันนี้สังคมของเรามีปัญหา คือ มีผู้รู้ธรรมมะเยอะแต่ไม่ปฏิบัติ ซึ่งก็จะไม่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้ตัวเอง แล้วก็จะเปลี่ยนแปลงผู้อื่นไม่ได้ จึงเป็นสิ่งที่เราหารือกันว่า คนที่รู้ธรรมก็จะต้องปฏิบัติด้วย เพราะถ้าทำแล้วเกิดผล มันก็จะทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ให้มีศรัทธาอยากจะปฏิบัติมากขึ้น แล้วจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่เพื่อนรอบข้าง ญาติพี่น้อง และทุกคนที่อยู่ใกล้ อันนี้จึงเป็นความสุขที่แท้จริง ไม่ใช่ความร่ำรวย หรือ การมีอำนาจ เพราะเราตายไปแล้วก็เอาไปไม่ได้” ดร.สุภชัย ชี้
ดร.สุภชัยกล่าวอีกว่า ทุกวันนี้คนทั้งโลก 80-90 เปอร์เซ็นต์ ใช้ชีวิตไม่ปกติกัน เพราะใช้ชีวิตกันอยู่บนพื้นฐานของการเอารัดเอาเปรียบ คนมีเงินมีอำนาจ ก็จะเอาเปรียบคนที่ไม่มีเงินไม่มีอำนาจ ประเทศใหญ่ก็จะเอาเปรียบประเทศเล็ก สร้างกองกำลังข่มขู่คนอื่น มันไม่ใช่แนวทางหรอก มันคือบาปกรรม

“ถ้าเราเข้าใจและดำรงชีวิตอย่างปกติ ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้นำทุกบริบทของสังคมและทั้งโลก โดยเฉพาะผู้นำทางการเมือง เพราะถ้าทุกวันนี้เรามีผู้นำทางการเมืองที่เข้าใจในสิ่งที่เราพูด เราจะได้ผู้นำที่มีความคิดที่เป็นสัมมาทิฏฐิ แยกออกว่าอะไรขาว อะไรดำ อะไรถูกอะไรผิด ซึ่งถ้าเขาคิดผิดก็อาจจะนำเราสู่สงคราม นั่นหมายความว่า ลูกหลานของเราก็จะเดือดร้อน ฉะนั้นขอให้ยึดไว้เลยว่า เมตตาธรรมค้ำจุนโลก” ดร.สุภชัย ระบุ
ต่อมา นายมาริษ รองประธานและรองเลขาธิการ สถาบันโพธิคยาฯ กล่าวเสริมว่า หากผู้คนเข้าใจแก่นธรรมแล้ว ก็จะร่วมกันผลักดันให้ไปสู่ภาคของการปฏิบัติให้เกิดผล แถลงการณ์กรุงเทพฯ จึงมีความสำคัญอย่างมาก
“ครั้งนี้นับว่าเป็นชัยชนะสำคัญยิ่งของประเทศไทย โดยสถาบันโพธิคยาฯ พยายามจะเอาคำว่า ‘ธรรมมะ’ ซึ่งไม่ใช่แค่เฉพาะของพุทธศาสนา แต่เป็นธรรมมะของทุกคนที่อยู่บนโลกนี้เข้ามารวมกัน ฉะนั้นในเมื่อเราเข้าใจเขา เขาก็จะเข้าใจเรา สิ่งนี้คือ ‘สัมมาวาทะ’ คือ การพูดกันด้วยเหตุและผลกันอย่างสันติ จะทำให้เกิดการบูรณาการร่วมกันได้” นายมาริษ ระบุ

นายมาริษกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า วันนี้เกิดความร่วมมือของหลายหน่วยงานและผู้นำศาสนาต่างๆ ซึ่งเราคิดว่าจะขยายความร่วมมือตรงนี้ต่อไปให้หลากหลายมิติ ทั้งในกรอบขององค์การเอกชน ยูเอ็น หรือ กรอบผู้แทนประเทศมาเข้าร่วมด้วย
ด้าน พระพรหมศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดบวรนิเวศฯ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นคณะกรรมการศาสนาเพื่อสิทธิ Faith for Rights ซึ่งเป็นคณะอนุกรรมการ ภายใต้ยูเอ็นใหญ่ ซึ่งในบ้านเราอาจจะไม่เคยรู้จักคณะกรรมการ ที่สร้างนโยบายให้โลกในด้านของศาสนาชุดนี้เลย
“สิ่งที่น่าสนใจ คือ ผู้ที่ทำหน้าที่ในนามของศาสนาแล้วนั้น ปรากฏว่าถูกกำหนดด้วยศาสนาหลักอยู่แค่ 2-3 ศาสนา จากทางยุโรป ไม่มีศาสนาฝั่งทางเอเชีย เช่น พุทธ ก็ไม่ได้อยู่ในลิสต์เลย จึงมีโอกาสที่ได้ไปพูดและประท้วงกลายๆ ว่า มันจะมีสิทธิยุติธรรมได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่มีตัวตนอยู่ในนั้น

ทั้งที่คนที่นับถือศาสนาทางเอเชีย มีจำนวนมากในโลกเหมือนกัน ก็เลยทำให้เขาได้มานั่งฟังแล้วเราก็เสนอว่า ถ้าคุณอยากจะรู้ว่าศาสนามีความสำคัญขนาดไหน ก็ให้มาที่ประเทศไทย จึงเป็นครั้งแรกตั้งแต่ก่อตั้งองค์กรนี้มา (6 ครั้ง) มาสำรวจที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก” พระพรหมศากยวงศ์วิสุทธิ์ ระบุ
พระพรหมศากยวงศ์วิสุทธิ์ กล่าวอีกว่า ประเด็นที่เราอยากจะให้เขาเข้าใจว่า ศาสนาเพื่อสิทธิ อะไรก็ตาม มันควรที่จะใจกว้าง แต่เวลาเราพูดถึงศาสนามันกลับปรากฏในลักษณะ Absolutism หรือ ถูกกำหนดด้วยกฎหมาย
พระพรหมศากยวงศ์วิสุทธิ์ กล่าวต่อไปอีกว่า พอปี 1948 เรื่องสิทธิมนุษยชนถูกสร้างขึ้นมา 77 ปีที่แล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี แต่พอผ่านมากลับถูกนิยามด้วยตัวกฎหมาย ซึ่งเราก็รู้ว่า ‘นิติสงคราม’ มันมีมากขนาดไหน กลายเป็นว่าคนที่รู้กฎหมาย ถึงจะมีสิทธิ เหมือนกับในทางกฎหมายก็มีนิติปรัชญา ที่พยายามถกเถียงนิติศาสตร์ ทำให้เขาเห็นความเป็นคนมากขึ้น แต่หลายครั้งเรากลับมองแค่ตัวกฎหมาย
“ถามง่ายๆ เลยว่า ระหว่าง ‘คน’ กับ ‘กฎหมาย’ อะไรเกิดก่อน ทุกคนก็จะตอบว่า คนเกิดก่อน แต่ถามว่าจริงไหม? หากเราไม่ได้ไปลงทะเบียน หรือ ไปแจ้งเกิด เราจะเป็นคนไหม เราจะเป็นคนไทย เกิดในประเทศไทย มีสิทธิแบบคนไทยไหม?
มันกลายเป็นว่า กฎหมายคือทุกสิ่งทุกอย่างตามที่เขาจะให้ ซึ่งถ้ากฎหมายตัวนี้มีคนลำเอียงแล้วล่ะ ฉะนั้นเวลาที่เราจะตัดสินอะไรก็แล้วแต่ มันไม่ใช่แค่ตัดสินบนข้อเท็จจริงอย่างเดียว ต้องมีความรัก มีความกรุณา บางครั้งตัวอักษรมันไม่มีชีวิตจิตใจ แต่เรากำลังพูดถึงคนที่กำลังมีชีวิตจิตใจอยู่ มันจึงเป็นสิ่งที่เราต้องสร้างความสมดุล” พระพรหมศากยวงศ์วิสุทธิ์ เผย
พระพรหมศากยวงศ์วิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่เรากำลังเรียกร้องเรื่อง ‘ศาสนาเพื่อสิทธิ’ คือ คุณต้องมองในความเป็นธรรมชาติและความเป็นคนในโลกนี้ให้มีความหลากหลาย
“มันเหมือนกับการจัดดอกไม้ในแจกันสักอันหนึ่ง ถ้ามันมีหลายสี มันก็จะสวยงาม เหมือนกับที่เราจะบอกว่า คุณไม่สามารถมีแค่อันใดอันหนึ่งได้ แต่ต้องเปิดใจให้กว้าง ยอมรับ และแก้ไขสิ่งพวกนี้ เราพยายามจะบอกให้เห็น ว่ามันมีความแตกต่างหลากหลายอยู่นะ เหมือนกับที่เราเคารพคุณ คุณก็ต้องเคารพฉันสิ” พระพรหมศากยวงศ์วิสุทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย


