ไทย จ่อเป็นเจ้าภาพจัดฉลอง ‘75 ปี พุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก’ ชวนรวมกันคิด ใช้หลักธรรม-ปัญญาแบบชาวพุทธ อยู่รอดในยุคปัญญาประดิษฐ์
เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน เวลา 11.00 น. ที่ห้องประชุมบอร์ด ชั้น 3 สำนักงานใหญ่ องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 75 องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก แถลงข่าวเตรียมจัดงาน “การฉลองครบรอบ 75 ปี แห่งการก่อตั้งองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก” ระหว่างวันที่ 4–6 ธันวาคม 2568 ณ วชิราวุธวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร
สำหรับบรรยากาศการแถลงข่าวเป็นไปอย่างราบรื่น ท่ามกลางนักบวช พุทธศาสนิกชนที่มาร่วมเป็นสักขีพยาน โดยมีการร่วมถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ในโอกาสเดียวกัน องค์กรในสังกัด ได้แก่ องค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (ย.พ.ส.ล.) และมหาวิทยาลัยพุทธโลก (ม.พ.ล.) เตรียมจัดประชุมใหญ่ร่วมกับ พ.ส.ล. ภายใต้หัวข้อ “การบ่มเพาะปัญญาและความเป็นอยู่ที่ดีในยุคปัญญาประดิษฐ์: พุทธวิสัยทัศน์สำหรับอนาคต” โดยนักวิชาการไทยและต่างประเทศ จะมาร่วมบรรยายเชิงวิชาการ นอกจากนี้ยังมี พุทธศาสนิกชน จากนานาชาติกว่า 300 รูป/คน รวม 30 ประเทศ ที่เตรียมเดินทางมาร่วมในงานดังกล่าว
นายพัลลภ ไทยอารี ประธานองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก กล่าวว่า ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปี การก่อตั้งองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (The World Fellowship of Buddhists – The WFB) ซึ่งนับเป็นงานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาวพุทธทั่วโลก พร้อมกันนี้ยังมีการประชุมสำคัญอีกหลายรายการ ได้แก่ การประชุมใหญ่ครั้งที่ 31 ของ องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก, การประชุมใหญ่ครั้งที่ 22 ของ องค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก และการประชุมกรรมการ สภามหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก ครั้งที่ 13

นายพัลลภกล่าวต่อว่า กิจกรรมทั้งหมดจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–6 ธันวาคมนี้ โดยใช้พื้นที่หลักคือ วชิราวุธวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำหรับธีมงานในปีนี้ คือ ‘การบ่มเพาะปัญญาและความเป็นอยู่ที่ดีในยุคปัญญาประดิษฐ์: พุทธวิสัยทัศน์เพื่ออนาคต’ หรือ ‘Cultivating Wisdom and Well-being in the AI Era: A Buddhist Vision for the Future’
“ถือเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ ที่ประเทศไทยจะได้ต้อนรับชาวพุทธนานาชาติ และร่วมกันขับเคลื่อนพุทธศาสนาในเวทีโลกต่อไป” นายพัลลภกล่าวทิ้งท้าย
ด้าน นายมณเธียร ธนานาถ เลขาธิการ องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก กล่าวว่า ปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่ตามธรรมเนียมขององค์การฯ ซึ่งในการประชุมแต่ละครั้ง ศูนย์ภาคีจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ แต่ศูนย์ภาคีที่ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพการประชุมใหญ่ครั้งที่ 31 ได้ทำหนังสือแจ้งขอถอนตัวอย่างเป็นทางการ เมื่อกุมภาพันธ์ 2568 เนื่องจากประสบปัญหาเศรษฐกิจรุนแรง
“คณะกรรมการบริหารของ พ.ส.ล. จึงได้ประชุมด่วน และมีมติเป็นเอกฉันท์ ให้สำนักงานใหญ่ถาวร ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพแทนทันที เพื่อให้การจัดงานสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น” นายมณเธียรเผย

นายมณเธียรกล่าวต่ออีกว่า ปัจจุบันเป็นยุคของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์ในหลายด้าน ทั้งการทำงาน การสื่อสาร และวิถีชีวิตโดยรวม สิ่งที่เราต้องร่วมกันคิด คือด้วยปัญญาแบบชาวพุทธ เราจะปรับตัวและอยู่รอดในบริบทใหม่นี้ได้อย่างไร ใช้หลักธรรมอะไรเป็นเครื่องนำทางในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
“แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกลเพียงใด แต่ ‘กิเลสมนุษย์’ ก็ยังคงอยู่ ไม่เคยหมดไป เพราะฉะนั้น การพัฒนาปัญญาภายในควบคู่กับการรับมือเทคโนโลยีภายนอก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สังคมก้าวไปข้างหน้าอย่างสมดุล” นายมณเธียร กล่าวทิ้งท้าย
ทางด้าน นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) เป็นองค์กรพระพุทธศาสนาระหว่างประเทศ ที่จดทะเบียนและได้รับการรับรองจากกรมการศาสนาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ถือเป็นหนึ่งในองค์กรหลักด้านพระพุทธศาสนาที่กรมการศาสนาให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง และได้ร่วมจัดกิจกรรมสำคัญทั้งระดับชาติและนานาชาติมาโดยตลอด
“สำหรับการที่ประเทศไทย ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพงานสำคัญระดับโลกในครั้งนี้ กรมการศาสนาขอยืนยันว่าเป็นโอกาสที่ดีมากในการแสดงบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลไทย จะได้แสดงน้ำใจไมตรีและต้อนรับพุทธศาสนิกชนจากทั่วโลก” นายชัยพลกล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก เป็นองค์การที่มีความสำคัญทางพระพุทธศาสนา และยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนที่นับถือศาสนาพุทธทั่วโลก งานดังกล่าวถือเป็นการประชุมใหญ่ระดับนานาชาติ เปิดให้ภาคีสมาชิกไทยเข้าร่วมด้วย
โดย กรมการศาสนา ได้กราบทูลเชิญสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเป็นประธานเปิดประชุมและประทานสัมโมทนียกถา ในวันที่ 6 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30 น. นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมจะได้ร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวทางน้ำ ชมทิวทัศน์สองฝั่งเจ้าพระยาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยอีกด้วย



