ตลอดปี 2568 ดราม่าวงการสงฆ์ไทย ร้อนแรง ถึงขั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้อง สังคายนา โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินวัด/เงินบริจาค และพระมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับสีกา ทั้งเปย์ด้วยเงิน รถ บ้าน ถึงขั้นมีความสัมพันธ์ทางเพศ ไล่ตั้งแต่กรณี อดีตเจ้าคุณแย้ม วัดไร่ขิง ทุจริตยักยอกเงินจากบัญชีธนาคารของวัดไร่ขิงเข้าบัญชีส่วนตัว เพื่อนำไปเล่นพนันออนไลน์ผ่านทาง สีกาเก็น จนมาถึงจักรวาล สีกากอล์ฟ ที่เข้าไปมีความสัมพันธ์กับพระชั้นผู้ใหญ่มากถึง 13 รูป
ในจำนวนนี้ มีบางรูปถูกดำเนินคดีข้อหายักยอกเงินวัดด้วย ทำให้แต่ละรูปต้องสึกออกจากการเป็นพระ
ประกอบด้วย 1.อดีตพระเทพวชิรปาโมกข์ หรือเจ้าคุณอาชว์ อดีตเจ้าอาวาสวัดตรีทศเทพ 2.อดีตพระครูปลัดสุรพล อิทธิเตโช วัดพรหมเกษร จ.พิษณุโลก 3.อดีตพระเทพวชิรธีราภรณ์ วัดพระพุทธฉาย จ.สระบุรี 4.อดีตพระเทพวชิรธีรคุณ วัดปากน้ำ 5.อดีตพระมหาบุญเลิศ อินฺทปญฺโญ วัดใหม่ยายแป้น 6.อดีตพระครูสิริวิริยธาดา วัดโสธรวราราม จ.ฉะเชิงเทรา
7.อดีตพระปริยัติธาดา วัดกัลยาณมิตร 8.อดีตพระเทพพัชราภรณ์ วัดชูจิตธรรมาราม จ.พระนครศรีอยุธยา 9.อดีตพระเทพวัชรสิทธิเมธี วัดท่าหลวง จ.พิจิตร 10.อดีตพระเทพปวรเมธี วัดประยุรวงศาวาส 11.อดีตพระราชรัตนสุธี เจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก 12.อดีตพระครูศรีรัตนวิเชียร วัดท่าบัวทอง จ.พิจิตร และ 13.อดีตพระมหาทิวากร วัดใหญ่จอมปราสาท จ.สมุทรสาคร
จักรวาลสีกากอล์ฟ เริ่มมีการตั้งข้อสังเกต จากกรณีเจ้าคุณอาชว์ อดีตเจ้าอาวาสวัดตรีทศเทพ ลาสิกขาอย่างกะทันหันโดยไม่ทราบสาเหตุ ที่ จ.หนองคาย ก่อนเดินทางออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน นำไปสู่การสอบสวนถึงความผิดปกติทั้งเรื่องเงินวัด และกรณีถูกแบล๊กเมล์โดยสีกา
จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการขยายผลการสอบสวน ทำให้พบทั้งภาพและคลิปพระสงฆ์ในโทรศัพท์ สีกากอล์ฟ กว่า 80,000 รูป จึงได้มีการเดินทางเข้าพบพระที่เกี่ยวข้องกับสีการายดังกล่าวที่วัด เพื่อเจรจาให้สึก ขณะที่พระสงฆ์บางรูปที่รู้ตัว ก็ได้ทยอยสึกเอง
ส่วนสีกากอล์ฟ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว พร้อมดำเนินคดีใน 7 ข้อหา คือ 1.สนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐยักยอกทรัพย์ 2.สนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่มิชอบ 3.ร่วมกันฟอกเงินและสมคบฟอกเงิน 4.รับของโจร 5.รีดเอาทรัพย์ 6.ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียเสรีภาพและ 7.ข้อหาฉ้อโกง
ที่น่าตกใจคือ พระสงฆ์ที่ต้องสึก เพราะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวพันกับ สีกากอล์ฟ พบว่ามีถึง 6 รูป มีสมณศักดิ์เป็นระดับ พระราชาคณะชั้นเทพ และกว่าครึ่ง เคยเป็นพระสงฆ์ที่เป็นเสาหลักในการพัฒนาการศึกษาของคณะสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็น อดีตพระเทพวชิรปาโมกข์ เคยดำรงตำแหน่งเลขานุการแม่กองธรรมสนามหลวง อดีตพระเทพวชิรธีรคุณ อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เคยดำรงตำแหน่งเลขานุการแม่กองบาลีสนามหลวง อดีตพระเทพพัชราภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดชูจิตธรรมาราม เคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา อดีตพระเทพปวรเมธี เคยดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายบริหาร อดีตพระมหาบุญเลิศ อินฺทปญฺโญ เคยดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ (ผอ.) วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี อดีตพระเทพวัชรสิทธิเมธี เคยดำรงตำแหน่ง ผอ.วิทยาลัยสงฆ์พิจิตร อดีตพระราชรัตนสุธี เคยดำรงตำแหน่ง ผอ.วิทยาลัยสงฆ์พุทธชินราช
ตามมาด้วย การตรวจสอบอดีตพระธรรมวชิรธีรคุณ วัดนครสวรรค์ กรณีการทุจริตสร้างพุทธอุทยานนครสวรรค์ และอดีตหลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ ข้อหาทุจริตยักยอกเงินวัด รวมถึง
พบการปลอมแปลงประวัติ นำเลข 13 หลักของผู้อื่นมาใช้ในการบวช เพื่อหนีการเกณฑ์ทหาร โดยในส่วนของยักยอกเงินวัดนั้น มีความเชื่อมโยงกับ หมอบี ทูตสื่อวิญญาณชื่อดัง ซึ่งมีผู้ร้องเรียนว่า หมอบีใช้ชื่อวัดและโครงการของวัดในการเปิดรับบริจาคและมีพฤติกรรมที่ส่อไปในทางทุจริต
หลวงพ่ออลงกตยอมรับว่า ตนเองไม่ค่อยได้อ่านรายละเอียดของเอกสารที่หมอบีนำมาให้เซ็น จึงไม่ทราบว่ามีเนื้อหาอะไรสอดแทรกอยู่ โดยทั้ง 2 ราย ถูกจับกุมเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 หลังจากถูกจับกุม ทั้งคู่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ส่วนการดำเนินคดีก็ยังคงเป็นไปตามกระบวนการ
ปิดท้ายที่กรณี พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง จ.ปทุมธานี ถูกกล่าวหายักยอกเงินวัด ฟอกเงิน และมีความพัวพันกับสีกา เปิดเผยโดย ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ซึ่งได้จุดชนวนให้สังคมจับตา เรื่องราวเริ่มต้นขึ้น ไล่เรียงตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม 2561 เมื่อพระอาจารย์คึกฤทธิ์มีเจตนาเผยแผ่คำสอน พุทธวจน ในประเทศเยอรมนี จึงได้รวบรวมพุทธศาสนิกชน และมอบอำนาจให้สีกาซึ่งพำนักอยู่ในเยอรมนี รวมถึงชาวต่างชาติอีกคน เป็นรองประธานก่อตั้งมูลนิธิเพื่อจัดตั้ง สมาคมพุทธวจนเยอรมัน มีการระดมเงินบริจาคจากญาติโยมในประเทศไทย และโอนเงินเข้าบัญชี สีกาคนหนึ่ง ถึง 4 ครั้ง รวมเป็นเงิน 12.2 ล้านบาท
หลังเกิดเป็นกระแส ทางวัดนาป่าพง และสีกาต่างตั้งโต๊ะแถลงตอบโต้ ส่งผลให้เรื่องนี้ยังไม่จบลงง่ายๆ และอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งคดีความในประเทศเยอรมนี รวมถึงการสืบสวนสอบสวนในประเทศไทย ที่ยังต้องติดตามกันต่อไป
เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น นำไปสู่การสังคายนาวงการสงฆ์ขนานใหญ่ แม้จำนวนพระสงฆ์ที่ทำให้เกิดข่าวเสื่อมเสียจะมีเพียงไม่กี่รูป หากเทียบกับจำนวนพระภิกษุสามเณรทั่วประเทศ ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ระบุว่า มีวัดทั่วประเทศ 44,076 วัด เป็นพระอารามหลวง 311 แห่ง วัดราษฎร์ 43,765 แห่ง วัดร้าง 5,682 แห่ง มีพระภิกษุ จำนวน 245,978 รูป สามเณร 32,273 รูป
แต่ความเสื่อมเสียนี้ ถูกกระทำให้เกิดขึ้นโดยพระชั้นผู้ใหญ่ และพระที่มีสมณศักดิ์ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือ แน่นอนว่า กระทบต่อแรงความศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ร้อนถึง มหาเถรสมาคม (มส.) ซึ่งเป็นองค์กรปกครองคณะสงฆ์สูงสุด ออกแนวทางดำเนินการกรณีพระภิกษุกระทำผิด และถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดพระธรรมวินัยประเภทครุกาบัติ ให้มีความรวดเร็วมากขึ้น
โ ดยเห็นชอบ (ร่าง) กฎมหาเถรสมาคมว่าด้วยการลงนิคหกรรม ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2568) สาระสำคัญ คือ หากพบว่ามีหลักฐานชัดเจนในเรื่องความผิดวินัยต้องอาบัติปาราชิกในข้อการเสพเมถุน จะต้องดำเนินการวินิจฉัยให้ปาราชิกภายใน 10 วัน โดยที่ไม่มีขั้นตอนอุทธรณ์ ฎีกา อีกต่อไป ทั้งยังเห็นชอบ (ร่าง) กฎมหาเถรสมาคมว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2568) หากพระสงฆ์ที่ละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ หรืออาบัติรุนแรงแต่ไม่ถึงขั้นปาราชิก เช่น ความผิดครุกาบัติ สังฆาทิเสส หากไม่สละสมณเพศจะทำให้เกิดความเสียหาย เสื่อมเสียแก่คณะสงฆ์ ให้สละสมณเพศได้
ขณะที่แนวทางจัดการทรัพย์สินของวัด มส.ก็ได้มีมติออกแนวปฏิบัติการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร การเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารของวัด และแนวทางการจัดทำบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่าย รายงานเงินคงเหลือของวัด หรือระบบบัญชีมาตรฐานของวัด โดยให้ปฏิบัติตาม กฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ.2564 ซึ่งกำหนดให้มีเงินสดอยู่ที่วัดได้ไม่เกิน 1 แสนบาท ทั้งให้ทุกวัดจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายของวัดและบันทึกบัญชีทุกครั้ง พร้อมทั้งให้สรุปเป็นรายเดือน และรวบรวมบัญชีรายรับรายจ่ายของวัดเป็นรายเดือน จำนวน 12 เดือน
ส่ง พศ. หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ภายในวันที่ 20 มกราคมของปีถัดไป โดยให้ทุกวัดพิจารณาใช้ระบบบัญชีมาตรฐานสำหรับวัดของ พศ. ในการบันทึกบัญชีของวัด และที่สำคัญ ยังให้ทุกวัดพิจารณาใช้ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) มาใช้สำหรับรองรับข้อมูลการรับบริจาคตามความเหมาะสมของวัด โดยให้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ ทางกรมสรรพากรยังได้มีประกาศอีกว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ผู้ที่บริจาคเงินให้วัดจะต้องบริจาคผ่านระบบ e-Donation เท่านั้น จึงจะสามารถนำมาใช้ในการหักลดหย่อนภาษีได้ นั่นหมายความว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ใบอนุโมทนาบัตร เดิมๆ ไม่สามารถนำมาใช้ในการหักลดหย่อนภาษีได้แล้ว ยกเว้นการบริจาคที่ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
ส่วนกรณีป้องกันการสวมชื่อคนอื่นมาบวชแบบกรณีของอดีตหลวงพ่ออลงกต ที่มีการสวมชื่อผู้อื่นมาบวชเพื่อหนีการเกณฑ์ทหารนั้น ปัจจุบันคงเกิดขึ้นได้ยากแล้ว เนื่องจากตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา มส.ได้กำหนดแนวทางสำหรับผู้มีความประสงค์ขอบรรพชาอุปสมบท ต้องผ่านการตรวจสารเสพติด ตรวจโรคติดต่อร้ายแรง และรับรองผลการตรวจจากโรงพยาบาลของรัฐ ต้องได้รับการรับรองความประพฤติจากผู้ปกครองท้องที่ (นายอำเภอ, ผู้ใหญ่บ้าน, กำนัน หรือตำแหน่งอื่นๆ ที่มีอำนาจในการรับรองบุคคล)
ผู้ขอบรรพชาอุปสมบท ต้องได้รับการรับรองประวัติบุคคลจากเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพื่อตรวจประวัติบุคคล ป้องกันผู้ที่จะหนีคดีเข้ามาบวช และเมื่อได้รับการบวชแล้ว จะมีการระบุเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ไว้ในหนังสือสุทธิด้วย
และประกาศใช้ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ.2568 โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (คพช.) มีหน้าที่และอำนาจ เช่น กำหนดมาตรการและกลไกที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองพระพุทธศาสนาให้เป็นไปตามกฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) พระธรรมวินัยกฎ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง ประกาศ มติ มส. หรือตามพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ฯลฯ
ที่สำคัญในประกาศดังกล่าว ได้กำหนดให้มี คณะวินัยธรกลาง และ คณะธรรมธรกลาง มี หน้าที่ และ อำนาจ เช่น พิจารณา วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับพระวินัย ที่มีข้อโต้แย้งการตีความพระวินัยและการบังคับใช้ระหว่างพระสังฆาธิการผู้มีอำนาจสอบสวนและวินิจฉัยอธิกรณ์ซึ่งได้ดำเนินการตามกฎ มส. และคณะพระสังฆาธิการนั้นได้ร้องขอให้พิจารณา วินิจฉัย พิจารณา และวินิจฉัยปัญหาที่ปรากฏขึ้นแก่คณะวินัยธรกลาง และคณะวินัยธรกลางเห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญอันควรมีข้อยุติที่ต้องถือปฏิบัติโดยคณะสงฆ์ โดยคำวินิจฉัยจะมีผลใช้บังคับเมื่อ มส.เห็นชอบ และได้รับพระสังฆราชานุมัติ
ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ชุดใหม่ โดยมีรายชื่อสมเด็จและรองสมเด็จวัดดังหลุดโผ คาดว่าการแต่งตั้งกรรมการ มส.ชุดใหม่ เพื่อกู้วิกฤตศรัทธาของพุทธศาสนา
โดย สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ประทานพระโอวาทเป็นพระนโยบายและแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ ตอนหนึ่งว่า ขอฝากให้ทุกท่านซึ่งล้วนเป็น ผู้ใหญ่ ดำรงฐานะอยู่ในองค์กรปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย จงยึดมั่นในพระธรรมวินัย กฎหมาย กฎ ระเบียบ และมติของ มส. ที่วางหลักไว้ดีแล้ว ให้เหนือยิ่งกว่าความรู้สึกนึกคิดส่วนตน ทั้งต้องกำชับพระสังฆาธิการในปกครองทุกระดับ รวมถึงผู้สนองงานใกล้ชิดท่าน ให้ยึดถือหลักการนี้ไว้ด้วย ขออย่าเผลอให้ผู้ที่อยู่ในบังคับบัญชา มาชักจูงผู้ใหญ่ จนปรวนแปรไปเพราะอคติ ทำให้เสียการเสียงาน และเสียผู้ใหญ่ได้…
จากนี้คงต้องจับตาดูว่า มาตรการที่ มส.ออกมาครั้งนี้ จะสามารถขจัด เหลือบไร ที่หากินกับ ผ้าเหลือง ได้จริงหรือไม่
แต่ไม่ว่าจะออกกฎเหล็กมาป้องกันเท่าใด หากตัวของ พระสงฆ์ไม่ประพฤติ ปฏิบัติตัว ให้อยู่ในพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ยังมีความว่อกแว่กกับสิ่งยั่วยุ ทั้งเงินตรา สีกาบาป ก็เป็นเรื่องยากที่จะหาทางออกให้กับวิกฤตศรัทธาในครั้งนี้ได้

