หน้าแรก ในประเทศ ศาสนา อาลัย หลวงตาช...

อาลัย หลวงตาชี สิริอายุ 102 ปี เผยเป็นพระธรรมทูตที่ปฏิบัติศาสนกิจในสหรัฐยาวนานสุด 51 ปี 

14.01.26 | 07:57 น.

อาลัย หลวงตาชี พระมหาเถระวงการพระธรรมทูตไทย มรณภาพสงบ สิริอายุ 102 ปี เผยเป็นพระธรรมทูตที่ปฏิบัติศาสนกิจในสหรัฐอเมริกา ยาวนานที่สุดกว่า 51 ปี

เมื่อวันที่ 14 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก Wat Thai Washington, D.C. (วัดไทยดีซี) ได้แจ้งข่าวการมรณภาพของ พระเทพมงคลวชิรรังษี (หลวงตาชี) ที่ปรึกษาสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา เจ้าอาวาสวัดไทยกรุงวอชิงตันดี.ซี. ได้มรณภาพอย่างสงบ เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 เวลา 08.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา สิริอายุ 102 ปี พรรษา 81 นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวัดไทยกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

“หลวงตาชี” นับเป็นพระมหาเถระแห่งวงการพระธรรมทูตไทย โดยท่านเป็นพระธรรมทูตที่ปฏิบัติศาสนกิจในสหรัฐอเมริกา ยาวนานที่สุดกว่า 51 ปี

สำหรับลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2533 เป็น เปรียญธรรม 4 ประโยค พ.ศ.2542 เป็น พระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระวิเทศธรรมรังษี พ.ศ.2557 เป็น พระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชมงคลรังษี พ.ศ.2567 เป็น พระราชาคณะชั้นเทพ ที่ พระเทพมงคลวชิรรังษี

Advertisement

ส่วนประวัติ พระเทพมงคลวชิรรังษี (สุรศักดิ์ ชีวานนฺโท) เดิมชื่อว่า สุรศักดิ์ ธรรมรัตน์ (สกุลเดิม สุขรี่) เกิดเมื่อวันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2468 ภูมิลำเนาเดิม บ้านโพนงาม ตำบลบ้านค้อ อำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม ปัจจุบันแบ่งเขตการปกครองท้องที่เป็นอำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร โยมบิดาชื่อนายจันทร์ โยมมารดาชื่อนางมุน นามสกุล สุขรี่ มีพี่น้อง 9 คน ท่านเป็นบุตรคนที่ 4

บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2482 ณ วัดโพธิ์ไทร บ้านโพนงาม อำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม ปัจจุบันแบ่งเขตการปกครองท้องที่ให้อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร โดยมีพระอธิการหงษ์ สิทฺธโร เป็นพระอุปัชฌาย์

อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ อุโบสถวัดโพธิ์ศรีแก้ว บ้านคำชะอี กิ่งอำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ปัจจุบันแบ่งเขตการปกครองท้องที่ให้อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2488 โดยมีเจ้าอธิการลุน เขมิโย เจ้าคณะตำบลคำชะอี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระลำแก้ว ญาณวโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และมีพระเพ็ง สุรกฺขิโต เป็นพระอนุสาวนาจารย์ พระอุปัชฌาย์มีเมตตาตั้งนามฉายาทางธรรมให้ว่า ชีวานนฺโท

ช่วงที่เป็นสามเณร 6 ปีนั้น ท่านเล่าเรียนหนังสือตามแบบและวิธีการแบบโบราณ ที่เรียกว่าต่อหนังสือ ถ้าหัวดี จำไวก็ไปเร็ว ซึ่งคุณสมบัติข้อนี้เป็นของสามเณรน้อยรูปนี้อยู่แล้ว ประมาณ 56 เดือน ก็สามารถอ่านหนังสือธรรมได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว มีความรู้ความเข้าใจในหนังสือธรรมเป็นอย่างดี นอกจากจะอ่านได้ดีแล้ว ยังเขียนได้อย่างถูกต้องอีกด้วย

ตามประวัตินั้น นอกจากเก่งด้านการอ่านหนังสือแล้ว ยังต่อสวดมนต์ได้ทั้งหมด จนพระอาจารย์ไม่มีอะไรจะต่อให้ ข้อพิเศษที่สุดก็คือ สามเณรสุรศักดิ์เรียนต่อสวดพระปาติโมกข์จบภายใน 17 วัน เป็นที่อัศจรรย์แก่บรรดาพระเณรทั้งหลาย เพราะไม่เคยมีพระเณรรูปไหนทำได้มาก่อนเช่นนี้

ในปี พ.ศ. 2486 ไปเรียนนักธรรมที่สำนักวัดโพธิ์ศรีแก้ว สอบนักธรรมชั้นตรีได้และได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งของนักเรียนทั้งหมด และในปีการศึกษา 2487 สอบนักธรรมชั้นโทได้ ไม่ได้เรียนนักธรรมชั้นเอกต่อ เพราะไม่มีครูสอน แต่ต้องเป็นครูสอนนักธรรมตรีช่วยสำนักเรียน

หลังจากอุปสมบท เมื่อปี พ.ศ. 2488 ได้เดินทางมาอยู่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร เพื่อศึกษาต่อ ใช้เวลา 45 ปี สอบได้นักธรรมชั้นเอกและเปรียญธรรม 4 ประโยค

วัดมหาธาตุ คือ สำนักตักสิลา แต่ท่านก็ไม่มีโอกาสตักตวงมากกว่านี้ ทั้งๆ ที่มีความปรารถนา เพราะพระอุปัชฌาย์ขอร้องให้กลับสำนักเดิม เพื่อช่วยงานคณะสงฆ์ใน กิ่งอำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ที่ขาดผู้มีความรู้ช่วยงาน ในตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอที่ท่านดำรงอยู่

ดังนั้น ในกลางปี พ.ศ. 2494 พระมหาสุรศักดิ์จึงกลับสำนักเดิม วัดโพธิ์ศรีแก้ว พระมหาสุรศักดิ์กลายเป็นพระมหาเปรียญรูปแรกในเขตอำเภอนี้ เพราะไม่เคยมีมาก่อน

ต่อมา ในปี พ.ศ. 2517 พระมหาโสบิน โสปาโก หัวหน้าคณะสงฆ์วัดไทยลอสแองเจลิส ได้ทำหนังสือนิมนต์พระมหาสุรศักดิ์มาจัดตั้งวัดไทยที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตามคำนิมนต์ของทางคณะข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนทั่วไป ในเขต ดี.ซี. แมรี่แลนด์ เวอร์จิเนีย แต่พระครูวชิรธรรมโสภณ เจ้าอาวาสวัดวชิรธรรมสาธิต ไม่อนุมัติ พระมหาโสบินพยายามขอตัวอีกครั้ง คราวนี้พระครูวชิรธรรมโสภณอนุมัติให้พระมหาสุรศักดิ์เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจ ประจำวัดไทยกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้

ดังนั้น ในต้นปี พ.ศ. 2518 ปลายเดือน มกราคม พระมหาสุรศักดิ์ก็ได้ออกเดินทางจากวัดทุ่งสาธิตสู่สหรัฐ แวะลงที่วัดไทยลอสแองเจลิส พักอยู่ที่นั้นเป็นเวลาเกือบ 2 อาทิตย์ ในกลางเดือนกุมภาพันธ์ ได้เดินทางต่อมาที่วัดไทยกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้อยู่ประจำปฏิบัติศาสนกิจตั้งแต่บัดนั้นถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 51 ปี ที่ยั่งยืนและเสถียรยิ่ง จึงเป็นปูชนียบุคคลของพระสงฆ์และชาวพุทธทั่วไปทั้งไทยและชาติอื่น

ที่มา : ข่าวสด