จบไปหมาดๆ พร้อมความประทับใจ พร้อมกับไอเดียดีๆ ที่ทุกภาคส่วนเปิดใจในวงระดมความเห็น สำหรับกิจกรรมย่อย ‘ค่ายพัฒนาเครือข่ายเพื่อพัฒนาศักยภาพเมืองกัมมัฏฐานโลก Meditation City Network Camp’ ระหว่าง 9-10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ โรงแรมทอแสง เฮอริเทจ โขงเจียม อุบลราชธานี
ตัวแทนภาครัฐ เอกชน อินฟลูเอนเซอร์ และสื่อมวลชน พร้อมใจเช็คอินเข้าร่วมคึกคัก
กิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นโดย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี และพันธมิตร โดยเป็นส่วนหนึ่งของ ‘โครงการอุบลราชธานี เมืองแห่งธรรม เมืองกัมมัฏฐานโลก Ubon Ratchathani – World Meditation City’ ซึ่งจัดแถลงข่าวอย่างยิ่งใหญ่ไปแล้วเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2568 (ย้อนอ่าน อุบลฯ ลั่นฆ้องเปิด ‘เมืองกัมมัฏฐานโลก’ ขับเคลื่อนทัวร์ธรรมะระดับอินเตอร์ อุปทูตอินเดีย ร่วมด้วย)
เริ่มต้นวันแรกด้วยบรรยากาศสบายๆ ดร.ปิยะมาศ ทัพมงคล รองผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาอินเดียแห่งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี บอกเล่าถึงวัตถุประสงค์ของจัดกิจกรรมซึ่งมีขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning) ผ่านการปฏิบัติสมาธิในรูปแบบหลากหลาย อาทิ สมาธิกัมมัฏฐาน สมาธิผ่านศิลปะมันดาลา สมาธิผ่านโยคะ เสียงบำบัด ธรรมชาติ อาหาร และวัฒนธรรม ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และระดมความคิดเห็นร่วมกัน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจร่วม สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และวางแนวทางการพัฒนาอุบลราชธานีสู่การเป็นเมืองแห่งธรรม เมืองกัมมัฏฐานโลกอย่างเป็นระบบและยั่งยืน


จากนั้น เข้าสู่การลงมือทำจริง ในการ ‘ปฏิบัติสมาธิกัมมัฏฐาน’ Buddhist Meditation โดยมี ดร.อัจฉราวดี แมนชาติ และ ดร.พารณี เจียรเกียรติ ให้เกียรติเป็นวิทยากร ชวนผู้เข้าร่วมหลับตาผ่อนคลาย กำหนดลมหายใจเข้า-ออก รับรู้ความเป็นไปในทุกขณะ ไล่จากศีรษะ หู บ่า ท้อง ฯลฯ ทดลองเดินจงกรมอย่างมีสติในทุกย่างก้าว
ต่อมา ในภาคบ่าย ดร.พัชริดา ปรีเปรม คณะศิลปประยุกต์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่ปรึกษา UBU Cheerful Club ม.อุบลราชธานี พาเพลินใจในห้วงสมาธิผ่าน ‘ศิลปะมันดาลา’ Art Mandala Meditation ระบายใจหลากสีสันอย่างไม่ต้องคำนึงถึงหลักทฤษฎีการจับคู่สีใดๆ หากแต่ใช้ความรู้สึกในชั่วขณะนั้น นาทีนั้น วันนั้น ถ่ายทอดลงในแผ่นกระดาษสีขาวบริสุทธิ์


ครั้นเย็นย่ำ เดินเท้าไปยัง ‘หมู่บ้านฝ้ายทอแสง’ ล้อมวงทำกิจกรรม Creative Meditation โดยได้รับเกียรติจาก น้ำผึ้ง นภารี โตแสง แห่งโรงแรมทอแสง เฮอริเทจ โขงเจียม เป็นวิทยากร เริ่มต้นด้วยการชวนให้ทุกคน ‘ปิดมือถือ’ วางบทบาทในทุกหน้าที่การงาน หันมาโฟกัสยังจิตใจของตนเอง แล้วค่อยๆ เรียงร้อยถักทอใยฝ้ายทีละเส้น ทีละเส้น เป็นผืนผ้าขนาดจิ๋วด้วย ‘กี่’ เล็กๆ ในเวลาสั้นๆ เพียง 30 นาที รังสรรค์ผลงานเฉพาะตัว โดยไม่มีการ ‘ตัดสิน’ ความงามหรืออื่นใด


ช่วงค่ำ เข้าสู่ ‘เทศกาลศิลปะและวัฒนธรรมอินเดียครั้งที่ 5’ จัดโดย ศูนย์ศึกษาอินเดียแห่งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย
ดร.ศิริพร จันทนสกุลวงศ์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.อุบลฯ กล่าวรายงานท่ามกลางบรรยากาศเปี่ยมสีสันกลิ่นไอภารตะ จากนั้น พนารัตน์ คนขยัน วัฒนธรรมจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวเปิดงาน พร้อมร่วมสัมผัสวัฒนธรรมอาหารอินเดียอันเป็นเอกลักษณ์
รับชม รับฟัง และร่วมบันเทิงกายใจไปกับโชว์หลากหลาย ทั้งภารตะสไตล์ และนาฏศิลป์พื้นถิ่นแม่น้ำโขง ผู้ร่วมกิจกรรมลุกแดนซ์ บาสโลบ (Paslop) อย่างคึกครื้น



ก่อนจบค่ำคืนด้วยการนอนมองหมู่ดาวบนท้องฟ้า ทำสมาธิผ่าน ‘เสียงบำบัด’ Sound Healing and Meditation
‘ไม่มีที่ไหนต้องไป ไม่มีอะไรต้องรีบ’
คือประโยคเรียบง่ายที่ช่วยให้หัวใจปล่อยวาง พร้อมร่วมสัมผัส ดื่มด่ำ รับฟังสุ้มเสียงนุ่ม ลึก ทรงพลัง จาก ‘ขันธิเบต’ ที่ น้ำผึ้ง นภารี วิทยากร บรรจงใช้สร้างคลื่นเสียง ช่วยปรับสมดุลพลังงานกาย-ใจ ผ่อนคลายความตึงเครียดในอารมณ์ความรู้สึก


เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ดวงอาทิตย์ทอแสงริมขอบฟ้า การปฏิบัติสมาธิผ่าน ‘โยคะ’ ก็เริ่มต้น
ดร.ศิริพร จันทนวสกุลวงศ์ คณบดีรัฐศาสตร์ ม.อุบล ชวนทำกิจกรรม Meditation through Yoga ก่อนขยับร่างกายไปเหยียบย่างเท้าอันเปล่าเปลือยบนผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ในกิจกรรม ‘อาบป่า’ Meditation through Forest Bathing โดยมี นัฐพงษ์ โสภิตชา หัวหน้าโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงเฉพาะพื้นที่ป่าดงนาทาม จังหวัดอุบลราชธานี และ หัวหน้าศูนย์ประสานงานโครงการพุทธอุทยาน เป็นวิทยากร




ช่วงสาย รับฟังบรรยายพิเศษเรื่อง ‘การบูรณาการกายและจิตผ่านศาสตร์โยคะเพื่อการทำสมาธิ’ โดย ผศ.บุญทิวา พ่วงกลัด รองผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาอินเดีย ม.อุบลราชธานี

จากนั้น ลองจิบน้ำ ชิมรสสัมผัสของผักที่ ‘แตกต่าง’ กัน ในกิจกรรม Food and Meditation ‘อาหารกับการทำสมาธิ’ แล้วเลือกต้นกล้าที่ชอบไปปลูกในกระถางดินเผาใบย่อม พรวนดิน รดน้ำ นำกลับบ้านอย่างชื่นใจ


ตกบ่าย ถึงเวลาแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางปฏิบัติสมาธิ Meditation Reflection และระดมความคิดเห็นเพื่อวางแผนกิจกรรมขับเคลื่อนอุบลราชธานี เมืองกัมมัฏฐานโลก
ทุกภาคส่วนรับไมค์ ฉายภาพมุมมองส่วนตัว ฝากไอเดียไว้ให้คิดต่อ หวังผลักดันให้โปรเจ็กต์ดังกล่าวราบรื่น เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงอีเวนต์ชั่วครั้งคราว หากแต่หยั่งรากลึกในวิถีชีวิตของผู้คน ขยายสู่โลกสากลระดับนานาชาติ
ดังเช่นหลักการและเหตุผลที่ว่า ในบริบทของสังคมโลกปัจจุบัน การดูแลสุขภาวะทางกาย ใจ และปัญญา ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแนวทางการพัฒนาจิตใจผ่านการทำสมาธิ ซึ่งได้รับการยอมรับทั้งในเชิงศาสนา วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์สุขภาพว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างคุณภาพชีวิต ความสมดุลทางอารมณ์ ตลอดจนการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรม องค์การสหประชาชาติยังได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการทำสมาธิในฐานะกลไกหนึ่งของการสร้างสันติภาพและความยั่งยืนในระดับโลก


