กุสินารา แน่น ศรัทธาไหว้ พระบรมสารีริกธาตุ วันที่ 2 จำลองเหตุการณ์สมัยพุทธกาล ถวายพระเพลิงพุทธสรีระ
วัดไทยจัด สวดพระอภิธรรม ถวายสมเด็จพระพันปีหลวง คนอินเดียร่วมสักการะ
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ที่เมืองกุสินารา รัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ โดยพระราชโพธิวิเทศวัชรมุนี วิ.(สมพงศ์ ญาณธีโร ดร.)เจ้าอาวาสวัด จัดงานสมโภชและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุประจำปี 2569 เป็นวันที่สองซึ่งเป็นพิธีอัญเชิญพระพุทธรูปปางปรินิพพานไปยัง “มกุฏพันธนเจดีย์” สถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของพระพุทธเจ้า หลังจากเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานได้ 7 วัน
ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมพิธีตั้งริ้วขบวนตั้งแต่เวลา 07.30 น.บริเวณด้านหน้าสาลวโนทยาน เพื่ออัญเชิญพระพุทธรูปปางปรินิพพาน พร้อมเครื่องราชสักการะไปยังมกุฏพันธนเจดีย์ ระยะทาง 2 กิโลเมตร ขบวนทั้งหมด 50 ขบวน ตกแต่งวิจิตรสวยงาม นำโดยขบวนช้าง ตามด้วยขบวนต่างๆ อาทิ ขบวนพระพุทธรูปปางปรินิพพาน ขบวนพระเถรานุเถระที่มาร่วมพิธี ขบวนนางฟ้า นางรำ ขบวนพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระพันปีหลวง ขบวนเครื่องราชสักการะพระราชทานของพระบรมวงศานุวงศ์ ขบวนพระบรมสารีริกธาตุ ปิดท้ายด้วยขบวนพานพุ่มสักการะเของพุทธศาสนิกชนชาวไทย เมื่อถึงมกุฏพันธนเจดีย์ พระเถรานุเถระเข้านั่งประจำที่ตามที่กำหนด
จากนั้นเป็นการแสดงระบำเพลงพุทธเจ้า โดยครูมนธิรา ม้าทอง และการแสดงนาฏศิลป์อินเดียของเด็กนักเรียน จากโรงเรียนในการดูแลของวัดไทย 30 โรงเรียน จบแล้ว พระพรหมวชิรโพธิวงศ์ หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา จุดเทียนสัตบรรณ นางสาวชวนาถ ทั่งสัมพันธ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 
และพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม จุดธูปเทียนหน้าตู้พระธรรม แล้วเป็นการทอดผ้าไตรบังสุกุล 4 ไตร พระสงฆ์สวดมนต์ สวดสรรเสริญพระรัตนตรัย พระพรหมวชิรโพธิวงศ์กล่าวนำถวายเครื่องราชสักการะ และสวดมนต์บูชามกุฏพันธนเจดีย์ สวดอิติปิโส จากนั้นนำเจริญจิตภาวนา ต่อมาพระพรหมวชิรโพธิวงศ์ พร้อมด้วยพระมหาเถรานุเถระ ถวายน้ำสรงพระราชทานเถราภิเษกมกุฎพันธนเจดีย์ พิธีกรเชิญแขกผู้มีเกียรติถวายน้ำสรงตามลำดับ
โอกาสพิเศษในพิธีนมัสการมกุฏพันธนเจดีย์ครั้งนี้ คือพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมทำนองหลวง และทอดผ้าไตร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระพันปีหลวง โดยคณะสงฆ์วัดอนงคาราม กรุงเทพฯ เสร็จแล้วเปิดให้พุทธศาสนิกชนทั่วไปเข้ากราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุตามอัธยาศัย

ต่อมาเวลา 14.00 น.บริเวณโรงพยาบาลพระพุทธเจ้า เป็นพิธีทิ้งกระจาดแจกทาน 1,000 ชุด ให้แก่เด็กนักเรียนที่อยู่ในความดูแลของวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ และประชาชนชาวอินเดีย ส่วนตอนค่ำเป็นพิธีเปิดไฟบูชาพระมหาธาตุเจดีย์ โดยพระพรหมวชิรโพธิวงศ์เป็นประธานเปิดไฟ จากนั้นเวียนประทักษิณรอบพระมหาธาตุเจดีย์ ปิดท้ายด้วยพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุกลับสู่พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา ทำการปิดประตูพระมหาธาตุเจดีย์ แล้วสวดอิติปิโส 108 จบ โดยคณะพระธุดงค์ธรรมยาตรา
พระราชโพธิวิเทศวัชรมุนี วิ.(สมพงศ์ ญาณธีโร ดร.)เจ้าอาวาสวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ให้สัมภาษณ์ว่างานสมโภชและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ จัดขึ้นทุกวันที่ 22-24 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นการจำลองเหตุการณ์ครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน เพื่อเป็นการระลึกถึงพระพุทธองค์ นอกจากนี้ ยังเป็นการระลึกถึง
บูรพาจารย์ที่สร้างวัด และเทิดพระเกียรติในหลวง ร.9 ที่ได้พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุ และเส้นพระเจ้าให้นำมาบูชาที่นี่ พร้อมด้วยเงินต้นทรัพย์ในการสร้างวัด 5.5 ล้านบาท
“ที่พิเศษอย่างยิ่งนอกเหนือจากจำลองให้เห็นเหตุการณ์ในสมัยพุทธกาลแล้ว คือริ้วขบวนเทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 10 และการอุทิศพระราชกุศลถวายสมเด็จพระพันปีหลวง

ซึ่งนอกจากคนไทยที่มาร่วมงานแล้ว ยังเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศด้วย โดยนำศิลปวัฒนธรรมของไทยมาแสดงให้คนอินเดียเห็นว่าเรารักพระพุทธเจ้าขนาดไหน ให้เขาได้เห็นความสำคัญของพุทธศาสนา เขาจะได้ร่วมสืบทอด ต่อยอด ที่สำคัญได้เชิดชูบทบาทพระธรรมทูตให้เห็นชัดเจน ว่าพระสงฆ์ไทยมาอยู่ต่างประเทศเป็นตัวแทนของประเทศไทย เป็นที่เชิดหน้าชูตาของเมืองไทยอย่างไร ทำให้คนมางานนมัสการพระบรมสารีริกธาตุมากขึ้นทุกปี ซึ่งก็มาจากปากต่อปากที่เขามาเห็นแล้วเกิดความศัทธา
ทำให้คนเข้าถึงพระรัตนตรัย ทำงานมา 17 ปี ผลตอบรับก็คือคนเห็นความสำคัญของการปฏิบัติบูชา ถามว่าพอใจไหม ถือว่าเราทำงานสำเร็จระดับหนึ่ง ที่สามารถเปลี่ยนคนจากเป็น “คนขอ” มาเป็น “คนให้” รู้สึกว่าทำสำเร็จระดับหนึ่ง ชื่นใจ ประทับใจ แต่ก็ยังต้องทำต่อไปอีก ทำไปจนกว่าว่าทำยังไงให้วัดอยู่ได้ แม้ว่าเจ้าอาวาสตายไปร้อยองค์พันองค์ วัดก็ยังสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้”เจ้าอาวาสวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์กล่าว
สำหรับ “มกุฏพันธนเจดีย์” ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองกุสินารา ห่างจากสาลวโนทยาน สถานที่ปรินิพพาน ประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นจุดที่มัลลกษัตริย์และประชาชนจัดพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสัมมนาสัมพุทธเจ้า หลังจากเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานได้ 7 วัน มีลักษณะเป็นซากพระสถูปขนาดใหญ่รูปทรงกระบอก ฐานกลมขนาดใหญ่ รอบฐานมีความยาวประมาณ 46.14 เมตร และมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 37.18 เมตร สถูปที่เห็นในปัจจุบันได้รับการบูรณะบางส่วน เนื่องจากของเดิมถูกทำลายจากการรุกรานในสมัยก่อน ต่อมารัฐบาลอินเดียได้บูรณะซ่อมแซมและอนุรักษ์ไว้อย่างดีจนถึงปัจจุบัน ถือเป็น 1 ใน 4 สังเวชนียสถานหลักที่พุทธศาสนิกชนนิยมไปแสวงบุญ


