สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย แถลงการณ์เรียกร้อง รัฐสภาเห็นชอบ พ.ร.บ.อากาศสะอาด พร้อมแสดงจุดยืนหนุนร่าง พ.ร.บ. ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของปชช. ชี้ ‘อากาศ’ เป็นทรัพย์สินส่วนรวม
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย ออกคำแถลงการณ์สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย ที่ สสท. 049/2026
เรื่อง เรียกร้องให้รัฐสภาเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. ตามที่คณะรัฐมนตรีร้องขอ ตามมาตรา 147 วรรคสอง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
เรียน ท่านประธานรัฐสภา
พระศาสนจักรคาทอลิกมีพันธกิจในการเป็นครูสอนศีลธรรมแก่มนุษยชาติ มีหน้าที่ประกาศหลักการด้านศีลธรรมและระเบียบสังคมในทุกเวลาและทุกสถานที่ ผ่านการสั่งสอนและอบรม เพื่อประโยชน์แห่งการดำรงชีวิตอันดีงามของสังคม อันมุ่งสู่การพัฒนามนุษย์อย่างครบถ้วน ทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพิทักษ์รักษาชีวิตมนุษย์ให้สามารถดำรงอยู่ได้ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี
พระศาสนจักรคาทอลิกยืนยันอยู่เสมอว่า “อากาศ” เป็น ทรัพย์สินส่วนรวม และเป็น มรดกร่วมกันของมนุษยชาติ “ของทุกคน และเพื่อทุกคน” (อ้าง พระสมณสาส์น ขอสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า ข้อ 23 และ 95) อีกทั้ง “อากาศสะอาด” มิใช่เป็นเพียงประเด็นทางนิเวศวิทยาเท่านั้น หากยังเป็นประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะ “การเอาใจใส่กันและกัน และการดูแลรักษาโลกของเรา มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดกับกับการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่เราหายใจอยู่ทุกวัน” (อ้าง สมณสาส์นเตือนใจ ขอสรรเสริญพระเจ้า ข้อ 3)
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มนุษยชาติได้เผชิญกับวิกฤตมลพิษทางอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้คนจำนวนมากเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากโรคระบบทางเดินหายใจ รวมถึงโรคต่าง ๆ ที่มีสาเหตุมาจากฝุ่น PM 2.5 โดยที่มนุษย์จำนวนไม่น้อยอาจไม่ตระหนักว่ากำลังเผชิญภัยคุกคามทางสุขภาพที่คืบคลานอย่างเงียบงัน และยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์เองยังเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการก่อให้เกิดวิกฤตดังกล่าว ดังที่พระศาสนจักรได้ยืนยันว่า “มลพิษทางอากาศที่ร้ายแรงและรวดเร็ว มาจากการที่มนุษย์แทรกแซงธรรมชาติอย่างไม่หยุดยั้ง” (อ้าง สมณสาส์นเตือนใจ ขอสรรเสริญพระเจ้า ข้อ 11–14)
สำหรับบริบทของประเทศไทยในปัจจุบัน ปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและขยายตัวเป็นวงกว้าง นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งต่อสังคมไทย ระดับมลพิษที่รุนแรงส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชนที่ต้องหายใจเอาอากาศปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายในทุกวัน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร จังหวัดที่เป็นพื้นที่อุตสาหกรรม รวมถึงหลายพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งค่าฝุ่นพิษ PM 2.5 เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าวิตก สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของวิกฤตนี้ ขณะเดียวกัน ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดกลับเป็นประชาชนผู้ยากไร้และกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ชุมชนท้องถิ่น เกษตรกร แรงงาน เด็กและเยาวชน ผู้หญิง และผู้สูงอายุ ซึ่งล้วนต้องดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางมลพิษทางอากาศโดยปราศจากทางเลือก ทั้งที่คนกลุ่มเหล่านี้เป็นผู้ก่อมลพิษน้อยที่สุด แต่กลับต้องแบกรับผลกระทบที่รุนแรงที่สุด อันเป็นความไม่เป็นธรรมที่สังคมไม่อาจเพิกเฉยได้
พระศาสนจักรคาทอลิกจึงขอยืนยันเจตนารมณ์แห่งความห่วงใยอย่างลึกซึ้งต่อสภาวะที่ประชาชนต้องเผชิญกับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และความเจ็บป่วยเรื้อรังอันเกิดจากมลพิษทางอากาศ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อสิทธิในการมีชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การปล่อยให้ปัญหานี้ยืดเยื้อต่อไปโดยปราศจากมาตรการทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพและเข้มแข็ง ย่อมถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่พื้นฐานในการพิทักษ์รักษาชีวิตเพื่อนมนุษย์
พระศาสนจักรคาทอลิกยังสนับสนุน “การเมืองที่ดี” ซึ่งมีความสามารถในการปฏิรูปสถาบันต่าง ๆ และประสานความร่วมมือเพื่อสร้างแนวทางปฏิบัติที่ดีแก่สังคม (อ้าง พระสมณสาส์น ขอสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า ข้อ 177) ดังนั้น สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย ในนามของพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทย จึงขอแสดงจุดยืนสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. ซึ่งเกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชน และยึดถือคุณค่าของชีวิตมนุษย์เหนือการแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม กล่าวคือ
กฎหมายดังกล่าวจำเป็นต้องเป็นกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของประชาชนและชุมชนในการเข้าถึงอากาศสะอาด โดยตั้งอยู่บนหลักความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม หลักกฎหมายสิ่งแวดล้อม และหลักสิทธิมนุษยชนสากล ซึ่งยอมรับร่วมกันว่า สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี รวมถึงสิทธิในอากาศสะอาด เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของทุกคน และกฎหมายอากาศสะอาดที่มีประสิทธิภาพย่อมเอื้อประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ซึ่งรัฐมีหน้าที่โดยตรงในการดูแลและคุ้มครองอย่างจริงจัง
กฎหมายดังกล่าวยังต้องไม่เพิกเฉยต่อความไม่เป็นธรรมที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน กล่าวคือ หากผู้ก่อมลพิษไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่ตนก่อขึ้น แต่กลับผลักภาระทางสุขภาพและค่าใช้จ่ายไปสู่ประชาชน โดยเฉพาะผู้เปราะบาง ย่อมถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ และเป็นความไม่ยุติธรรมอย่างร้ายแรง การแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยแลกมาด้วยลมหายใจ สุขภาพ และชีวิตของผู้อื่น เป็นสิ่งที่ขัดต่อมโนธรรมและหลักคำสอนทางศาสนาอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ กฎหมายอากาศสะอาดจำเป็นต้องสามารถแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศได้อย่างลึกซึ้ง ครอบคลุมทั้งมิติที่ “ซับซ้อน” และ “เชิงโครงสร้าง” โดยอาศัยการบูรณาการความร่วมมือในทุกระดับ ทั้งด้านองค์ความรู้ กลไกการบริหารจัดการ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดการปฏิรูปเชิงโครงสร้างด้านสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง รวมถึงการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ ต่อเนื่อง และทันการณ์ ผ่านกลไกกองทุนเฉพาะที่สามารถรองรับการแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ดังนั้น การมีกฎหมายอากาศสะอาดที่สอดคล้องกับหลักการดังกล่าว จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมสุขภาวะของประชาชน และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ทั้งเป้าหมายที่ 3 ว่าด้วยการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Good Health and Well-being) ซึ่งมุ่งลดการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตจากสารเคมีอันตราย รวมถึงมลพิษทางอากาศ น้ำ และดิน ตลอดจนเป้าหมายที่ 11 ว่าด้วยเมืองและชุมชนที่ยั่งยืน (Sustainable Cities and Communities) ที่มุ่งลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อประชากรในเขตเมือง โดยเฉพาะด้านคุณภาพอากาศและการจัดการของเสีย
กฎหมายอากาศสะอาดจึงมิได้เป็นเพียงเครื่องมือทางกฎหมายเพื่อจัดการปัญหาฝุ่น PM 2.5 และสารพิษต่าง ๆ เท่านั้น หากยังเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสังคมที่ปลอดภัย เมืองที่น่าอยู่ และการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน อันจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนไทยทั้งประเทศ
อย่างไรก็ตาม เราทุกคนพึงตระหนักอยู่เสมอว่า กฎหมายและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพียงอย่างเดียว ไม่อาจเพียงพอในการยับยั้งพฤติกรรมที่ผิดพลาดได้อย่างยั่งยืน แม้จะมีมาตรการควบคุมและการบังคับใช้ก็ตาม เพราะสังคมจะดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง ก็ต่อเมื่อสมาชิกส่วนใหญ่ของสังคมร่วมกันยอมรับคุณค่าร่วม และปลูกฝังคุณธรรมแห่งความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและต่อเพื่อนมนุษย์ ดังที่พระศาสนจักรได้สอนไว้ว่า “การอุทิศตนเพื่อสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องตั้งอยู่บนคุณธรรมอันมั่นคงของมนุษย์” (อ้าง พระสมณสาส์น ขอสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า ข้อ 211)
ให้ไว้ ณ วันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 2026
(อาร์ชบิชอป ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์)
ประธานสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย




