หน้าแรก ในประเทศ ศาสนา ‘ธงทอง’ กางหล...

‘ธงทอง’ กางหลักฎีกาปมที่ดินวัดป่าอดุลยาราม ชี้อุทิศสร้างวัดเป็นของวัด ย้ำธรณีสงฆ์โอนไม่ได้

14.08.26 | 09:27 น.

‘ธงทอง’ ชี้หลักฎีกาปมที่ดินวัดป่าอดุลยาราม ที่ดินอุทิศสร้างวัดตกเป็นของแผ่นดินทันที สร้างวัดเสร็จเป็นกรรมสิทธิ์วัด ย้ำที่ธรณีสงฆ์โอนไม่ได้ เว้นแต่มีกฎหมาย

จากกรณีวัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น มีข้อพิพาทที่ดินยืดเยื้อมากว่า 30 ปี ฝ่ายวัดระบุว่าเจ้าของเดิมยกที่ดินให้สร้างวัด ขณะที่ทายาทเรียกร้องกรรมสิทธิ์คืน โดยคดียังอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย ล่าสุดเกิดเหตุฝ่ายทายาทนำท่อปูนปิดทางเข้า-ออกวัดเมื่อวันที่ 10 ส.ค.69 ตำรวจจึงออกหมายเรียก “ป้าดา” รับทราบข้อหาบุกรุก และเตรียมเรียกผู้ร่วมเหตุอีก 5–6 คน นั้น


เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โพสต์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ดินวัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น โดยระบุว่า ขอให้พิจารณาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7638/2538 ซึ่งวางหลักเกี่ยวกับการยกที่ดินเพื่อใช้สร้างวัดว่า ทันทีที่ผู้อุทิศมีเจตนาอุทิศที่ดินอย่างชัดเจน ที่ดินย่อมตกเป็นของแผ่นดินสำหรับใช้สร้างวัดตามเจตนาของผู้อุทิศ โดยไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงาน และเมื่อมีการสร้างวัดแล้วเสร็จ ที่ดินแปลงดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดโดยสมบูรณ์

Advertisement

ศ.พิเศษ ธงทอง ขยายความเพิ่มเติมว่า ที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดย่อมมีฐานะเป็นที่ธรณีสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งโดยหลักแล้ว การโอนหรือจำหน่ายที่ธรณีสงฆ์ให้ตกเป็นของบุคคลอื่นจะกระทำได้โดยพระราชบัญญัติเท่านั้น

นอกจากนี้ ศ.พิเศษ ธงทอง ยังโพสต์อธิบายถึงหลักเกี่ยวกับที่ธรณีสงฆ์ว่า ตามคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาของคนไทยที่ยึดถือกันมาแต่เดิม และมีหลักกฎหมายรองรับ ที่ดินแปลงใดที่วัดได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ หรือมีผู้มีจิตศรัทธาอุทิศถวายไว้เพื่อสร้างวัดแล้ว ที่ดินแปลงนั้นเรียกว่า “ที่ธรณีสงฆ์”

ที่ธรณีสงฆ์ไม่ใช่ทรัพย์สินที่พระภิกษุในวัดแห่งนั้นถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน และสามารถตกลงซื้อขายหรือเปลี่ยนมือไปเป็นของบุคคลอื่นได้ หากแต่เป็นของ “สงฆ์” ซึ่งปกครองร่วมกันเพื่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา เป็นเนื้อนาบุญให้พุทธศาสนิกชนได้บำเพ็ญกุศล โดยบุญกุศลที่เกิดขึ้นจะเป็นปัจจัยเกื้อกูลแก่สาธุชน โดยเฉพาะผู้ที่บริจาคที่ดินผืนนั้นไว้เป็นสมบัติของพระศาสนา ให้ได้รับอานิสงส์สืบไป

ศ.พิเศษ ธงทอง ระบุต่อว่า ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน การโอนเปลี่ยนมือที่ธรณีสงฆ์ต้องดำเนินการโดยตราเป็นพระราชบัญญัติ เว้นแต่มีเหตุพิเศษที่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย เช่น ที่ดินอยู่ในเขตเวนคืนเพื่อก่อสร้างสาธารณูปโภคเพื่อประโยชน์ของประชาชน ซึ่งกรณีดังกล่าวอาจดำเนินการโดยออกเป็นพระราชกฤษฎีกาได้

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานราชการที่รับโอนจะต้องชำระราคาที่เรียกว่า “ค่าผาติกรรม” ให้แก่วัดซึ่งเป็นเจ้าของที่ธรณีสงฆ์ตามราคาท้องตลาด เนื่องจากไม่อาจถือว่าประโยชน์ของคนหมู่มากสำคัญยิ่งกว่าบุญกุศลในพระพุทธศาสนาที่ผู้บริจาคได้มีเจตนาศรัทธาไว้แต่เดิม อีกทั้งการดำเนินการดังกล่าวยังต้องได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมด้วย

ศ.พิเศษ ธงทอง ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้ต่อมาวัดบางแห่งจะกลายเป็นวัดร้าง ไม่มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่แล้ว ที่ธรณีสงฆ์ของวัดนั้นก็ไม่ได้กลายเป็นทรัพย์สินที่ไม่มีเจ้าของหรือที่ดินรกร้าง หากยังคงมีสถานะเป็นที่ธรณีสงฆ์ที่เรียกว่า “ศาสนสมบัติกลาง” โดยมีคณะสงฆ์ผ่านมหาเถรสมาคมเป็นผู้รับผิดชอบในการปกครองดูแล และหากมีผลประโยชน์เกิดขึ้นจากศาสนสมบัติกลาง ก็จะรวบรวมไว้เป็นกองกลางเพื่อใช้จ่ายในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

ขณะเดียวกัน หากที่ดินแปลงใดมีฐานะเป็นที่ธรณีสงฆ์แล้ว จะไม่สามารถมีบุคคลใดเข้ามาแย่งกรรมสิทธิ์โดยอ้างหลักการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งเป็นหลักที่ใช้กับที่ดินของเอกชนได้

ศ.พิเศษ ธงทอง ระบุทิ้งท้ายว่า การอุทิศที่ดินให้แก่พระศาสนาจึงถือเป็นบุญกุศลยิ่งใหญ่และมีผลยั่งยืน เป็นคติความเชื่อที่ปลูกฝังอยู่ในศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวไทยมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังมีหลักกฎหมายรองรับและสนับสนุนแนวทางดังกล่าวมาโดยตลอด