OHCHR จับมือสถาบันโพธิคยาฯ จัดประชุมนานาชาติที่กระบี่ ชู ‘เจริญสติ’ หนุนสิทธิมนุษยชน แก้ขัดแย้ง

14.10.26 | 10:58 น.

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา ที่โรงแรมโซฟิเทล กระบี่ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท จังหวัดกระบี่ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ร่วมกับสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 และองค์กรพันธมิตรธรรมะ (Dharma Alliance) จัดการประชุมระดับนานาชาติ United and Present ครั้งที่ 2 (Second United and Present International Gathering) ภายใต้หัวข้อ “การเจริญสติ ความเมตตากรุณา และสุขภาวะร่วมกันของส่วนรวม” (Contemplative Practices, Compassion and Collective Well-Being) ระหว่างวันที่ 12-14 ตุลาคม


การประชุมครั้งนี้สืบเนื่องจากความสำเร็จของการประชุมเสวนา “United and Present” ครั้งที่ 1 ซึ่ง OHCHR ริเริ่มและจัดขึ้นที่ศาลาสหประชาชาติ นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 9-10 ธันวาคม 2568 ในช่วงวันสิทธิมนุษยชนสากล ภายใต้ชื่อ “Global Solutions from Within – A Mindful Approach to Diplomacy, UN Work, and Beyond” โดยนำการเจริญสติ (Mindfulness) มาประยุกต์ใช้ในงานด้านสิทธิมนุษยชนและการทูต เพื่อสร้างสังคมที่ยั่งยืนจากภายในสู่ภายนอก

การประชุมครั้งที่ 2 ซึ่งสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 เป็นเจ้าภาพร่วมจัดขึ้นที่จังหวัดกระบี่ ประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อต่อยอดจากการประชุมครั้งแรกที่นครเจนีวา ให้เป็นเวทีระดับนานาชาติสำหรับแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับการเจริญสติและความเมตตากรุณา เพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการแก้ไขความขัดแย้ง ผลักดันนโยบายที่สนับสนุนสุขภาวะส่วนรวม (Collective Well-Being) ทั้งในระดับองค์กร สังคม และสากล รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเรียนรู้และปฏิบัติสมาธิร่วมกันในมุมมองของหลากหลายประเพณี

Advertisement

การประชุมได้รับแรงบันดาลใจจากสหประชาชาติ (UN) ซึ่งใช้เวทีพูดคุยรวมพลังผู้นำและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและแนวปฏิบัติ โดยนำการเจริญสติและการรับฟังอย่างลึกซึ้งมาเป็นรากฐานในการเสริมสร้างความเข้มแข็งและสุขภาวะที่ดีให้แก่สังคมอย่างยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 กล่าวเปิดการประชุม พร้อมต้อนรับ Mara Arizaga ผู้แทนจาก OHCHR, Myriam Oehri อดีตผู้แทนถาวรรองของลิกเตนสไตน์ประจำสหประชาชาติ และผู้เข้าร่วมประชุม

ในครั้งนี้ ประเทศไทยโดยสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 และภาคีเครือข่าย Dharma Alliance ได้ร่วมยกระดับขึ้นเป็นเจ้าภาพร่วม (Co-conveners) กับ OHCHR โดยมีวาระสำคัญ 2 ประการ ได้แก่

1.ขับเคลื่อนข้อมติสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (A/RES/79/137) ว่าด้วย “วันสมาธิโลก” (World Meditation Day) เพื่อส่งเสริมการนำหลักธรรมและการทำสมาธิของทุกศาสนามาใช้เป็นเครื่องมือสากลในการเยียวยาความขัดแย้งและสร้างความสมานฉันท์ในสังคม โดยยึดหลักความเป็นสากลที่เปิดรับทุกศาสนา
2.ยกระดับ “กระบี่-อุบลราชธานี” สู่ศูนย์กลางภูมิปัญญาและการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณระดับโลก โดยการที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นสถานที่จัดงานครั้งที่ 2 เป็นโอกาสในการผลักดันอารยธรรมและภาพลักษณ์ของประเทศใน 3 มิติ คือ

•ด้านการทูตและภาพลักษณ์ประเทศ ชูจุดขายด้าน “Contemplative Tourism” หรือการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณและสุขภาวะ พร้อมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางเชื่อมโยงความรู้ตะวันออก (พุทธศาสนาและความเชื่อต่าง ๆ) เข้ากับหลักการสากลทางตะวันตก (สิทธิมนุษยชนของ UN)
•ด้านประวัติศาสตร์ของกระบี่ สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 มุ่งผลักดันให้กระบี่กลับมาเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาอีกครั้ง ย้อนรอยเกือบ 2,000 ปีที่แล้ว เมื่อคลอดิอุส ปโตเลมี (Claudius Ptolemy) นักปราชญ์ชาวกรีกโบราณในคริสต์ศตวรรษที่ 2 บันทึกถึงพื้นที่บนคาบสมุทรมลายูแห่งนี้ว่า “ตักโกลา” (Tokola) ดินแดนแห่งการหลอมรวมอารยธรรมและศาสนา ทั้งพุทธ ฮินดู เต๋า และขงจื๊อ
•ด้านอุบลราชธานี สถาบันฯ มีเป้าหมายระยะยาวที่จะทำงานร่วมกับ UN เพื่อขับเคลื่อนอุบลราชธานีสู่ “เมืองกัมมัฏฐานโลก” เป็นศูนย์กลางถ่ายทอดองค์ความรู้และการฝึกฝนกระบวนการทางปัญญาภายใน (Meditative and Contemplative Practices) แก่ผู้สนใจทั่วโลก รวมถึงเจ้าหน้าที่และบุคลากรของ UN ในอนาคต

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะรองเลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 กล่าวถึงบรรยากาศการประชุมวันแรกว่า มีผู้เข้าร่วมจากหลากหลายองค์กร ซึ่งนำองค์ความรู้มาแลกเปลี่ยนกัน โดยนายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวต้อนรับผู้ร่วมงาน จากนั้น ดร.สุภชัย และ Mara Arizaga กล่าวเปิดการประชุม และ Myriam Oehri ได้ให้ภูมิหลังเกี่ยวกับการที่สมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) ประกาศให้วันที่ 21 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันสมาธิโลก

“แต่ละประเพณี (Tradition) มีแนวคิดและแนวปฏิบัติในการเจริญสติภาวนาที่แตกต่างกัน พุทธศาสนามีแนวคิดและการปฏิบัติแบบหนึ่ง ลัทธิเต๋าก็มีอีกแบบหนึ่ง องค์กรทั้งหลายจึงพยายามเปิดใจเรียนรู้ว่าแต่ละประเพณีมีวิธีฝึกสมาธิและเจริญสติ (Meditative and Contemplative Practices) อย่างไร เพื่อนำไปสู่ปัญญาและความเมตตากรุณา (Compassion) ต่อผู้อื่น ให้เคารพสิทธิมนุษยชนของกันและกัน และสร้างสันติภาพให้แก่มวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง” นายมาริษ กล่าว

“แม้พระพรหมศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) จากวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ จะได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตามแนวพุทธศาสนา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกฝ่ายต้องเลือกใช้วิธีของพุทธศาสนาเป็นทางออก เพราะแต่ละประเพณีมีวิธีที่แตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายร่วมกัน คือให้ผู้ปฏิบัติเกิดปัญญา มีความเมตตากรุณา และเคารพสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ อาจนำสิ่งที่ค้นพบไปปรับใช้เพื่อให้การปฏิบัติของแต่ละประเพณีเป็นรูปธรรมมากขึ้น” นายมาริษ กล่าว

นายมาริษ ทิ้งท้ายว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ผู้เข้าร่วมเปิดใจ และร่วมกันหาแนวทางให้ทุกฝ่ายเคารพสิทธิมนุษยชน เพื่อสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้