หน้าแรก ในประเทศ ศาสนา อดีตพระพรหมเม...

อดีตพระพรหมเมธี พ้นมลทิน เงินทอนวัด คดีถึงที่สุด ไม่มีคู่ความยื่นอุทธรณ์

7.11.26 | 14:58 น.

‘อดีตพระพรหมเมธี’ พ้นมลทิน เงินทอนวัด คดีถึงที่สุด ไม่มีคู่ความยื่นอุทธรณ์

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักอำนวยการประจำศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ส่วนบริหารจัดการคดี ได้มีหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด ระบุว่า หนังสือฉบับนี้ออกให้ไว้เพื่อแสดงว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ อท 162/2568 หมายเลขแดงที่ อท 44/2569

ระหว่าง พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 2 โจทก์ พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมมจารี หรือ เอี่ยมอินทรา) จำเลย


เรื่อง ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้อ่านคำพิพากษา เมื่อวันที่ 2 เม.ย.2569 ไม่มีคู่ความฝ่ายใด ยื่นอุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุด ออกให้ไว้ ณ วันที่ 2 พ.ย.2569

สำหรับหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดดังกล่าว สืบเนื่องมาจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดยื่นอุทธรณ์ หลังจากที่เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้มีคำพิพากษาคดี อดีตพระพรหมเมธี หรือ พระจำนงค์ ธมฺมจารี อายุ 85 ปี อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม และอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีทุจริตเงินทอนวัด ในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กระทำความผิดต่องบประมาณโครงการพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาและฟอกเงิน

โดยศาลมีคำพิพากษายกฟ้องข้อหาฐานความผิดเป็นผู้สนับสนุน ส่วนข้อหาฟอกเงิน ศาลวินิจฉัยว่าอดีตพระพรหมเมธี ไม่รู้ว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินงบฯโครงการพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา สอดคล้องกับข้อต่อสู้ของจำเลย ที่เปิดบัญชีเงินฝากที่ใช้ในการรับโอนเงินงบฯต่อท้ายวงเล็บว่า “ทุนสร้างศาลา” และสร้างศาลา

Advertisement

แสดงให้เห็นว่า อดีตพระพรหมเมธี เข้าใจว่าเงินจำนวนดังกล่าวที่ให้มา 5 ล้านบาท เป็นเงินที่จะนำมาใช้สร้างศาลาอเนกประสงค์ อย่างไรก็ตามศาลเห็นควรให้คืนเงินจำนวน 5 ล้านบาท แก่พศ. ตามที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงิน เนื่องจากว่าเป็นการใช้ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์

ทั้งนี้ อดีตพระพรหมเมธี ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีเงินทอนวัด ทุจริตเงินอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา เมื่อปี 2561 และได้ลี้ภัยไปอยู่ที่ประเทศเยอรมนี นานถึง 7 ปี ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2568 เพื่อเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย และต่อสู้คดี จนศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้อง เมื่อวันที่ 2 เม.ย.2569 กระทั่งได้มีหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด เนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใด ยื่นอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 2 พ.ย.2569