เมื่อช่วงเย็นวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี รับแจ้งจากนางเอ (นามสมมุติ) อายุ 50 ปี พาลูกสาวซึ่งเป็นลูกครึ่งไทย-อเมริกัน วัย 13 ปี เข้าแจ้งความว่าถูกพนักงานซีวอล์กเกอร์ชาวกัมพูชาของบริษัทเรือนำเที่ยวทะเลแห่งหนึ่ง กระทำอนาจารขณะเดินชมปะการังและให้อาหารปลาใต้ท้องทะเล
โดยเด็กสาวลูกครึ่งเล่าว่า เดินทางมาท่องเที่ยวที่เมืองพัทยากับมารดาและญาติ และซื้อทัวร์ซีวอล์กเกอร์โดยลงเรือบริษัทดังกล่าว ทั้งนี้ ระหว่างอยู่ใต้น้ำทะเลเพื่อชมปะการังและให้อาหารปลา พนักงานซีวอล์กเกอร์ชาวเขมรที่แต่งชุดดำน้ำซึ่งคอยดูแลนักท่องเที่ยวขณะเดินอยู่ใต้ทะเล 2 คน พยายามเอามือล้วงผ่านเสื้อผ้าและจับหน้าอก 3-4 ครั้ง ตนพยายามปัดออกแต่ก็ถูกล้วงเข้าไปในกางเกงอีก จึงดิ้นรนขัดขืนกระทั่งขึ้นมาบนเรือได้ จึงนำเรื่องมาเล่าให้แม่ฟัง ก่อนที่แม่จะปรึกษาญาติคนไทยแล้วเดินทางมาแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ
ภายหลังรับเรื่อง พ.ต.อ.อภิชัยจึงสั่งการ ร.ต.อ.อรรคพงษ์ จตุพรม รอง สว.สส. นำกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบทันทีเพราะสร้างความเสื่อมเสียให้กับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของเมืองพัทยา ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเรือดังกล่าวที่จอดอยู่บริเวณหาดทองหลาง บ้านเกาะล้าน พบเพียงคนดูแลเรือ จึงขึ้นฝั่งเกาะล้านเพื่อติดตามตัวพนักงานซีวอล์กเกอร์ชาวเขมร กระทั่งสามารถควบคุมตัวได้ 5 คน จึงนำตัวมายังฝั่งพัทยาเพื่อสอบสวน
เบื้องต้นพนักงานทั้ง 5 คน ยังให้การปฏิเสธ แต่เจ้าหน้าที่สืบทราบว่า 3 ใน 5 คน มีพฤติกรรมชอบล่วงเกินนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะในช่วงช่วยจัดท่าทางเวลาถ่ายรูปใต้น้ำ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะสอบปากคำและหาหลักฐานมาดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดให้ได้โดยเร็ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมามีเหตุการณ์ทำนองนี้หลายครั้ง แต่ไม่มีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความ ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนที่โดนอนาจาร ทั้งนี้ บริเวณเกาะล้านมีเรือที่ให้บริการดังกล่าวจำนวนมาก เกรงจะส่งผลเสียต่อเมืองพัทยา

