‘บังฟัต’หัวโจก ยิงเอง 8 ศพ-จับครบ 9 โหด ปมขัดจำนองที่ ตั้งใจฆ่ายกครัว(คลิป)

17.07.17 | 16:38 น.

ความคืบหน้าการคลี่คลายคดีฆ่า 8 ศพ ครอบครัวนายวรยุทธ สังหลัง หรือผู้ใหญ่บัติ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.บ้านกลาง อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมดแล้ว เย็นวานนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. แถลงตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าวถึงการจับกุมผู้ต้องหาคดีฆ่า 8 ศพที่กระบี่ว่า คนร้ายที่ไปที่เกิดเหตุจริงๆ 7 คน แต่ผู้เกี่ยวข้องมีอีก 2-3 คน โดยมีผู้หญิงด้วย ทำหน้าที่ซื้อเสื้อลายพรางทหาร โดยปมสังหารมาจากมีความขัดแย้งในการขายฝากที่ดิน มีการฟ้องร้องในชั้นศาล ผู้ตายกับคนร้ายมีปากเสียงกันรุนแรง เรื่องที่ผู้ใหญ่บัติขัดแย้งกับกลุ่มคนร้าย เพราะคนร้ายนำโฉนดที่ดินของผู้ใหญ่ที่จำนองไว้ ไปขายฝากต่ออีกทอดจนเกิดปัญหาขัดแย้งกันรุนแรง ถึงขั้นขู่ฆ่าล้างโคตรกันไปมา
พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าวต่อว่า บังฟัตเป็นตัวการสำคัญคดีนี้ มีอาชีพเป็นคนรับจำนำรถ เป็นผู้ต้องหาตัวหลัก และอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย แนวทางการสืบสวนพบว่าบังฟัตเป็นคนลั่นไกฆ่าทั้งหมด ส่วนคนร้ายที่เหลืออีก 6 คนนั้น บังฟัตว่าจ้างคนละ 1 พัน โดยลูกน้องบางคนเป็นลูกจ้าง เป็นลูกน้อง ทำงานรับจ้าง ทำสวนยาง ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ ไม่ใช่ทหาร ไม่ใช่ตำรวจ ผู้ต้องหารับสารภาพทุกคน โดยเฉพาะลูกน้องทั้งหมดรับสารภาพกับเมียด้วย โดยทีมสังหารถูกบังฟัตหลอกมาทำงาน เพราะบังฟัตหลอกมาว่าจะทวงเงินกู้ บังฟัตรู้อยู่คนเดียวเป็นคนวางแผนแต่แรก ตั้งใจมาฆ่า มาจัดฉาก สร้างสถานการณ์ว่าผู้ใหญ่มีปัญหาหนี้สิน จึงต้องฆ่าครอบครัวและฆ่าตัวตาย มีการทำหลักฐานการโอนรถย้อนหลัง ให้ผู้ตายโทรไปขอยืมเงินจากคนรู้จัก โดยเคยพยายามจะก่อเหตุมา 3 ครั้งแล้ว ตั้งแต่ปลายปี 59 ตอนนี้ยังไม่มีนักการเมืองมาเกี่ยวข้องกับคดีนี้ จากนี้จะเร่งรัดรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับให้ได้โดยเร็ว
“เราได้พยานหลักฐานค่อนข้างครบ บังฟัตตั้งใจยิง เขาเป็นคนค่อนข้างอำมหิตโหดเหี้ยม ยังไงกลุ่มนี้ต้องโดนประหารชีวิตอยู่แล้ว ตอนแรกผมภาวนาให้เขาสู้ ไม่อยากจับได้ตัวเป็นๆ แต่เขาดันไม่สู้” ผบ.ตร.กล่าว
จากการซักถามบังฟัตถึงชนวนการสังหารโหดครั้งนี้ บังฟัตอ้างว่าเมื่อปี 2558 มีความขัดแย้งกับนายวรยุทธ ผู้เสียชีวิต เรื่องที่ญาตินายวรยุทธนำที่ดินมาขายฝากประมาณ 10 แปลง ยอดเงิน 7-10 ล้านบาท ต่อมามีที่ดินบางแปลงครบกำหนดไถ่คืน โดยนายวรยุทธนำเงินไปไถ่จนครบ แต่บังฟัตกลับนำที่ดินไปจำนองไว้กับธนาคารมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท และไม่คืนโฉนดให้นายวรยุทธ เป็นเหตุให้นายวรยุทธบุกไปทวงเงินและขู่ฆ่ายกครัว รวมถึงมีการยื่นฟ้องเพื่อให้คืนที่ดินด้วย

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า บังฟัตยังตอบข้อซักถามเจ้าหน้าที่กรณีเหตุขัดแย้งผ่านมา 2 ปีแล้ว แต่ทำไมถึงมาก่อเหตุฆ่ายกครัวนายวรยุทธในช่วงเวลานี้ โดยบังฟัตอ้างว่า หลังเกิดเหตุดังกล่าว ไม่สามารถกลับเข้าพื้นที่ได้ ต้องไปอาศัยอยู่ที่ จ.ภูเก็ตตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา โดยประกอบอาชีพรับจำนำทรัพย์สิน และมีเครือข่ายประกอบอาชีพเกี่ยวกับต้อนรับนักท่องเที่ยวใน จ.ภูเก็ต

นอกจากนี้ บังฟัตให้การด้วยว่า ก่อนหน้านี้เคยลงมืออุ้มฆ่านายวรยุทธมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรก ซื้ออุปกรณ์ชุดลายพรางมาก่อเหตุอุ้มปลายปี 2559 แต่ไม่สำเร็จเนื่องจากนายวรยุทธไม่ลงจากรถ และครั้งที่ 2 วางแผนอุ้มนายวรยุทธเมื่อ 3-4 เดือนก่อน แต่ไม่สำเร็จเช่นกัน เนื่องจากนายวรยุทธ ไม่ยอมลงจากรถเหมือนเดิม กระทั่งวางแผนฆ่ายกครัวดังกล่าว

โดยในการวางแผนฆ่ายกครัว บังฟัตรับว่าต้องการจัดฉากให้เหมือนกับว่านายวรยุทธเครียดเรื่องหนี้สิน จนก่อเหตุฆ่าลูก เมีย และญาติ ก่อนฆ่าตัวตายตาม อย่างไรก็ดีจุดนี้เจ้าหน้าที่พบจุดผิดสังเกต เนื่องจากหากนายวรยุทธฆ่าภรรยา ลูก และญาติ ก่อนฆ่าตัวตายตามจริง คงไม่จำเป็นต้องทุบกล้องวงจรปิดในบ้าน รวมทั้งถอดซีพียูกล้องวงจรปิดไปด้วย เพราะถ้านายวรยุทธฆ่าคนในบ้านและฆ่าตัวตายตามจริง ก็ไม่จำเป็นต้องติดตามหาคนร้าย เนื่องจากคนยิงฆ่าตัวตายตามไปแล้ว ดังนั้น กรณีมีการทำลายกล้องวงจรปิดและซีพียูเพื่อไม่ให้หลงเหลือหลักฐานและเห็นหน้าคนร้าย เจ้าหน้าที่จึงเชื่อว่ามือปืนไม่ใช่นายวรยุทธแน่นอน

ขณะที่การสอบสวนทีมฆ่าให้การตรงกันว่า ก่อนเกิดเหตุ บังฟัตเรียกกลุ่มทวงหนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวสวนยาง แต่ก็รับงานทวงหนี้เป็นอาชีพเสริมให้มาร่วมงานในครั้งนี้ โดยบอกว่าหลังจากงานเสร็จจะให้เงินไปดาวน์รถ และให้ค่าจ้างคนละ 1,000 บาท ให้มาทวงหนี้ โดยทุกคนไม่รู้มาก่อนว่าบังฟัตจะก่อเหตุฆ่ายกครัว ทำให้กลุ่มคนร้ายเชื่อยอมมาร่วมงานด้วย โดยบังฟัตวางแผนฆ่าทั้งครอบครัวนายวรยุทธ พร้อมกับเบี่ยงประเด็นเป็นนายวรยุทธลงมือฆ่าทั้งครอบครัวเพราะเครียดเรื่องหนี้สิน แต่เมื่อถึงเวลาลงมือกลุ่มที่รับงานมาไม่กล้าทำ พร้อมกับห้ามปรามบังฟัต แต่เจ้าตัวไม่ยอมใช้ปืนนายวรยุทธยิงหัวเหยื่อทั้งหมด จากนั้นได้นำปืน .38 ยัดใส่มือนายวรวุทธ ก่อนจะเอารถเก๋งยาริสของนายวรยุทธขับหลบหนีไป โดยส่วนใหญ่ยังไม่มีใครได้รับเงินค่าจ้าง มีเพียงรายเดียวที่บังฟัตโอนเงินให้หนึ่งพันบาทเท่านั้น

Advertisement