หน้าแรก มติชนทีวี วิสัยทัศน์ ‘โ...

วิสัยทัศน์ ‘โป้ง’วิบูลย์ศิริ วิบูลย์มา หัวเรือใหญ่ ‘อิวา ดีไซน์’ ยักษ์ใหญ่ออกแบบ-ตกแต่งชั้นนำของไทย

24.08.17 | 19:30 น.

ถือเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ที่น่าจับตาสำหรับแวดวงรับเหมาก่อสร้างตกแต่งภายในครบวงจร “โป้ง” วิบูลย์ศิริ วิบูลย์มา กรรมการผู้บริหารบริษัท อิวา ดีไซน์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทออกแบบตกแต่งภายใน ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์ ทำหน้าที่ดูแลธุรกิจและผลักดันการเติบโตทางกลยุทธ์ของแบรนด์ในประเทศไทยผ่านการวางแผนและกลยุทธ์ทางธุรกิจ การสร้างพันธมิตรและความสัมพันธ์กับคู่ค้าภายในและระหว่างภาคธุรกิจ รวมถึงการควบคุมดูแลการปฏิบัติการและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยความต้องการที่จะผลักดัน ให้บริษัทก้าวไปข้างหน้าในแนวทางเดียวกัน พร้อมทั้งสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของ อิวา ดีไซน์ มุ่งมั่นผลักดัน อิวา ดีไซน์ (ประเทศไทย) ให้เป็นบริษัทออกแบบตกแต่งภายในชั้นนำที่นำเอานวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้เพื่อตอบโจทย์และบริการหลากหลายรูปแบบให้กับลูกค้า

ตลอดระยะเวลาในการดำเนินงาน 5 ปีในไทย ได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลที่มีทักษะความเป็นผู้นำโดดเด่น สร้างสรรค์ผลงานทั้งในและนอกประเทศ สำหรับผลงานที่โดดเด่นในไทย ได้แก่ Siwilai ที่เซ็นทรัลเอ็มบาสซี,  Zara หลายสาขาในกรุงเทพฯเป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผลงานการออกแบบและก่อสร้างร้านค้า และร้านอาหารอีกหลายแห่งในต่างประเทศ อาทิ Shilla Duty Free, DFS และ the Whiskey House ที่ท่าอากาศยานชางงี และร้านโกปิเตียม อาหารจีนชื่อดัง ในประเทศสิงคโปร์

ทำไมถึงจับตลาดกับกลุ่มลูกค้าแบรนด์เนม

Advertisement

ทุกวันนี้ลูกค้าหลักของเรายังคงเป็นแบรนด์เนมส่วนใหญ่ ซึ่งลักษณะของแบรนด์เนม หรือร้านดังๆ อย่าง LOUIS VUITTON หรือแม้แต่ UNIQLO เวลาเขาจะมาทำร้านในเมืองไทยในห้างใดห้างหนึ่งจะไม่ได้หาคนในท้องถิ่น แต่จะหาจากบริษัทที่เขารู้จักในต่างประเทศก่อน แล้วค่อยดูว่าบริษัทเหล่านั้นมีเครือข่ายในประเทศไทยหรือไม่ นี่จึงเป็นโอกาสของเราเพราะมีบริษัทแม่อยู่ที่สิงคโปร์ เป็นที่รู้จักในระดับสากล เพราะฉะนั้นจึงมีงานเข้ามาตลอด นอกจากที่ยกตัวอย่าง ยังมีแบรนด์ลักษณะนี้อีกเยอะและยังขยายสาขามากขึ้น ไม่ได้ขยายเพียงห้างสรรพสินค้ากรุงเทพฯ หรือปริมณฑล แต่ยังขยายไปหัวเมืองใหญ่ๆ ในต่างจังหวัดด้วย

สาเหตุอะไรที่ทำให้ลูกค้าไม่เลือกใช้บริษัทไทยแท้ๆ

สาเหตุบางอย่างเช่น เรื่องการควบคุมคุณภาพ แม้ว่าบริษัทไทยบ้านเราเมื่อมาดูที่งานก่อสร้างในขั้นตอนสุดท้ายดูเรียบร้อยดี แต่ระหว่างการทำงานขั้นตอนปฎิบัติต่างๆ แตกต่างจากต่างชาติ เพราะเขาให้ความสำคัญอย่างมากกับวิธีปฏิบัติ ระบบ ระเบียบทุกขั้นตอนการทำงาน แต่อย่างที่รู้ๆ กันว่า มาตรฐานการศึกษาคุณภาพชีวิตก็ค่อนข้างต่างกัน แต่ถ้าเทียบกับประเทศที่เจริญแล้วอย่างอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย หรือแม้แต่ญี่ปุ่น คนที่ทำงานด้านก่อสร้างหรือคนที่ทำงานแรงงานมีค่าจ้างที่ค่อนข้างสูง อีกทั้งลักษณะทั่วไปของการทำงานก่อสร้างในต่างประเทศใช้คนไม่เยอะ เน้นที่คุณภาพมากกว่าปริมาณ ขณะที่บริษัทไทยจำนวนคนเยอะเข้าว่า ยิ่งเยอะยิ่งดูดี ไทยต้องมีคนคุมหน้างานคอยดูงานในแต่ละวันอีกด้วย นี่คือความต่าง

“ผมไม่ได้ว่าของไทยเราไม่ดี งานออกมาไม่ได้แย่กว่าหรือดีกว่าอเมริกาหรือออสเตรเลียด้วยซ้ำเท่าที่ผมเจอ ซึ่งวัฒนธรรมการทำงานของไทยก็ยังมีกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบ ยกตัวอย่างเช่น ต่างชาติที่บางบริษัทเจ้าของธุรกิจลงมือเอง เขาก็จะชอบให้ลูกค้ามาจู้จี้จุกจิกมาก แต่ของไทยข้อดีคือลูกค้าสามารถจิ้มแก้ไปได้เรื่อยๆ เพราะฉะนั้น end process ของเราอาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ”

บริษัท อิวา ดีไซน์ มีข้อได้เปรียบอย่างไรบ้าง

อิวา ดีไซน์ สาขาประเทศไทย ใช้ระบบจากสิงคโปร์มาพัฒนา process ให้ดีขึ้นอยู่ตลอด ส่วนเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือ ถ้าเทียบกับอเมริกา หรือออสเตรเลีย เราพอสู้ได้ แต่ถ้าเทียบกับยุโรป หรือญี่ปุ่นที่มีเทคโนโลยีที่สูงกว่า อันนี้ก็ต้องยอมรับว่าตอนนี้ยังสู้ไม่ได้ แต่จะเป็นเป้าหมายในอนาคตซึ่งมาตรฐานเครื่องมือเครื่องจักรของเรา ณ ตอนนี้ใช้มาตรฐานเดียวกับสิงคโปร์ เพราะฉะนั้นเครื่องจักรในการทำงานก็ต้องใช้วิธีการนำเข้า

อีกหนึ่งข้อได้เปรียบที่สำคัญคือเรามีหัวหน้าทีมช่างที่มาจากสิงคโปร์ ผมสังเกตว่าคู่แข่งของเราบางรายที่เป็นบริษัทใหญ่ในต่างประเทศและมีสาขาในไทย เมื่อต้องรับงานกลับเกิดปัญหา ซึ่งอาจจะเจอพาร์ทเนอร์ในไทยที่ไม่เข้าขากัน ที่บางบริษัทในไทยอาจจะเล็ก เป็นแค่เอเย่นต์ หรือเซลเล็กๆ สุดท้ายพอถึงเวลาทำงานก่อสร้างก็ต้องใช้คนต่างชาติบินมาอยู่ดี แต่ของอิวา ดีไซน์ ด้วยความที่เราค่อนข้างจะสนิทกับทีมสิงคโปร์  แล้วก็ผมก็ทำงานด้านนี้มานานอยู่แล้ว ก็จะมีทีมช่างคนไทยซึ่งทำงานร่วมกับหัวหน้าทีมช่างสิงคโปร์ อันนี้ก็คือจุดเด่นอย่างหนึ่ง ที่เราเป็นทีมงานที่ทำในเมืองไทยจริงๆ โดยใช้ know how ของสิงคโปร์ ที่เน้นกันที่ระบบพร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพและความเร็วไปด้วย

ทำตลาดในไทยมา 5 ปีแล้ว แนวโน้มเป็นอย่างไร

ต้องบอกว่าในช่วงแรกเวลาเราทำงานก่อสร้างก็จะมีบางกรณี เช่น ในงานลูกค้าที่มีเฟอร์นิเจอร์ตัวใหญ่ๆ สำคัญๆ เป็น Showcase ชิ้นละเป็นแสนหรือล้านบาท ลูกค้ายังเลือกที่จะนำเข้ามา หรือเฟอร์นิเจอร์บางอย่างต้องนำเข้ามาจากจีนบ้าง จากญี่ปุ่นบ้าง หรือจากยุโรปบ้างโดยให้เราเป็นคนประกอบ ยกตัวอย่างเช่น Gucci จะมาเปิดร้านในไทย กำหนดให้เราใช้วัสดุที่มาจากเมืองนอกเท่านั้น ต้องสเปคเมืองนอกนำเข้าจากอังกฤษแล้วมาประกอบในไทย ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูง ทุกวันนี้ผมคิดว่าดีลเลอร์บริษัทที่เป็นคนเอาแบรนด์เหล่านั้นเข้ามาก็พยายามเสนอทางเลือกเพื่อลดคอร์สด้วย เราเลยมีโอกาสเสนอวัสดุไปเทียบให้ลูกค้าอนุมัติเพื่อให้ได้ทำในเมืองไทยมากขึ้น เป็นการลดคอร์สด้วยและก็นำรายได้เข้าสู่ประเทศ

แต่เมื่อเราทำงานกับเขามานานเรื่อยๆ เริ่มได้รับความน่าเชื่อถือ ลูกค้าก็เริ่มให้โอกาสเราทดลองทำเฟอร์นิเจอร์สำคัญมากขึ้น ซึ่งผมมองว่ามันก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะว่าทุกวันนี้สิ่งที่ลูกค้าเจอนั้นก็คือโลจิสติกส์ค่าขนส่งที่แพง แล้วก็ไหนจะเรื่องภาษีนำเข้าอีก

ส่วนที่หลายฝ่ายประเมินสถานการณ์ที่จีนเข้ามามีบทบาทกับไทยมากขึ้น เช่นเดียวกับงานที่เราทำ เป็นความท้าทายว่า ทำอย่างไรให้เราสู้กับจีนได้ หากพูดถึงจีนเมื่อ 10 ปีก่อน เราอาจจะมองว่าเป็นประเทศที่ทำของได้คุณภาพแย่ แต่ว่า ณ ตอนนี้ ถ้าไปดูในแหล่งผลิตเฟอร์นิเจอร์ชั้นนำในจีน คุณภาพสูงกว่าเรามาก ทั้งเทคโนโลยีและแรงงาน สิงคโปร์ก็มีปัญหาอย่างมากเรื่องการส่งออก ที่ถูกจีนเข้ามาแข่งเรื่องราคา ในขณะเดียวกันคุณภาพก็ได้เท่ากัน แต่สิงคโปร์ต้นทุนสูงกว่า ส่วนไทยยังมีข้อได้เปรียบในเรื่องต้นทุน แต่สิ่งเดียวที่เราต้องพัฒนาก็คือทำยังไงให้คุณภาพเทียบเท่ากับจีนให้ได้

อะไรที่ยังเป็นอุปสรรคที่ต้องแก้ไขมาโดยตลอด

อุปสรรคในการทำงานช่วงแรกๆผมว่าส่วนมากผมจะเจอปัญหากับทางลูกค้าที่เป็นคนไทยมากกว่า จะเน้นราคาถูกเป็นหลัก ในขณะที่ทำงานกับชาวต่างชาติเขาจะให้ความสำคัญกับ process มากกว่า ที่ยอมลงทุนกับคอร์สต่างๆ เช่น ยอมจ่ายให้เราทำประกันภัยในการก่อสร้าง ค่าทำความสะอาด ค่าอุปกรณ์การป้องกัน ในขณะที่ลูกค้าไทยบางส่วนเน้นที่ end process เป็นหลัก ไม่สนใจว่าระหว่างทำงานเราจะทำอย่างไรหรือว่าเราจะเก็บงานกี่ครั้ง สนเพียงว่าทำยังไงก็ได้ให้ส่งงานเขาได้ทันแต่ราคาต้องถูก

สิ่งที่ผมพยายามทำตลอดก็คือผมต้องคอยให้ความรู้ความเข้าใจลูกค้าว่าบางทีราคาถูกก็ไม่ดีเสมอไป โดยเฉพาะเวลาเป็นงานห้างสรรพสินค้า ที่ระยะหลังห้างไทยพยายามดันให้ภาพลักษณ์และการบริการทัดเทียมเมืองนอก เพิ่มความหรูหราของห้างให้มากขึ้น โดยสร้างกฎระเบียบและข้อตกลงในการทำงานของห้างเข้มข้นขึ้นตามลำดับ ยกตัวอย่างเช่น มีลูกค้าคนไทยมาเปิดร้านใหม่ในห้างพารากอน เกิดทำเสร็จไม่ทันในหนึ่งวันก็จะโดนปรับเป็นหลักแสนบาท ในระหว่างการทำงานก็มีการตรวจงานเป็นระยะๆ หากงานไม่ผ่านก็ต้องแก้ไข และหากไม่ทันกำหนดก็ถูกปรับ ผมก็มักจะคุยกับลูกค้าเสมอว่าคุ้มหรือไม่ที่เราจะประหยัดตรงนี้ แต่มาเสียค่าปรับในภายหลัง

มองทิศทางของธุรกิจและวางแผนการดำเนินธุรกิจอย่างไรบ้าง

เรามีแผนที่จะขยายการผลิต ตอนนี้เรามีแค่เซคชั่นของโรงงานที่ทำงานไม้เป็นหลัก ส่วนประกอบด้านอื่นๆ เราทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ ซึ่งผมมีแผนที่จะควบรวมเข้าด้วยกันเพราะทุกวันนี้มีดีมานด์ทั้งจากต่างประเทศแล้วก็ภายในประเทศมากขึ้นด้วย อีกทั้งจากการเติบโตของห้างที่ขยายไปตามจังหวัดต่างๆ

ข้อดีของงานรีเทลก็คือร้านค้าต่างๆ จะคอยปรับลุคให้ทันสมัยอยู่เสมอทุกสามปีหรือห้าปี เพราะฉะนั้นน่าจะเป็นโจทย์ให้กับผู้รับเหมาไทยว่าจะทำยังไงให้เราสามารถควบคุมคุณภาพให้ได้และสามารถตอบสนองความต้องการของต่างชาติได้ด้วย เพราะว่าสิ่งที่ผมให้ความสำคัญเสมอก็คือเวลาเราจะทำโปรเจ็คต์อะไรก็แล้วแต่ เราต้องถามว่าเราได้อะไรจากโปรเจ็คต์นี้มากกว่าเรื่องเงิน คือเราสามารถให้อะไรกับแรงงานบ้านเรา เราสามารถให้อะไรกับสังคมได้บ้าง เพราะผมคิดว่ายุคนี้เป็นยุคที่มันหมดยุคของผู้รับเหมาที่ก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างเดียวแล้ว

“ตราบใดที่เราสามารถเปรียบเทียบราคาที่เราเสนอให้ลูกค้า ตราบใดที่เราสามารถอธิบายให้เขาเข้าใจได้ว่าทำไมมันต้องเป็นราคานี้ แล้วเราไม่ถูกกดราคาจนเกินไป เพราะไม่เช่นนั้นผู้รับเหมาที่ยอมให้กดราคา คนที่ซวยก็คือช่าง”

ทั้งหมดนั้นคือวิสัยทัศน์และแผนงานที่‘วิบูลย์ศิริ วิบูลย์มา’ ในฐานะหัวเรือใหญ่ของ‘อิวา ดีไซน์’ ประเทศไทย จะก้าวไปให้ถึง