เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 31 ส.ค.60 หน่วยกู้ภัยนทีธรรม ได้รับแจ้งว่ามีงูเลื้อยเข้าไปในรถยนต์ ที่มาจอดซื้อสินค้าอยู่บริเวณหน้าร้านโอฬาร ถนนข้าวเม่าริมโขง ต.วิศิษฐ์ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้พบกับนางชลกาญน์ สรีสุนทร อายุ 43 ปี อาจารย์ประจำวิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ เจ้าของรถยนต์และเจ้าหน้าที่ของร้านกำลังมุงดูรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ ฮ้อนด้า รุ่น ซิตี้ สีขาว ทะเบียน กก 2637 บึงกาฬ ที่จอดอยู่หน้าร้านมีงูเลื้อยเข้าไปอยู่ใต้ท้องรถด้านหลังล้อทางด้านขวาเจ้าหน้าที่กู้ภัยใช้เวลาประมาณ 15 นาที ก็สามารถจับงูตัวดังกล่าวออกมาได้ซึ่งก็พบว่าเป็นงูทางมะพร้าว มียาวประมาณ 2 เมตร
นางชลกาญน์ เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า วันนี้ได้มีกิจกรรมที่วิทยาลัย พอออกจากบ้านจะไปทำงานก็เลยแวะซื้ออุปกรณ์ที่ใช้ในสำนักงานและใช้ในกิจกรรม พอมาถึงก็จอดรถที่หน้าร้านแล้วลงจากรถเดินขึ้นไปกำลังจะเข้าในร้านพนักงานที่อยู่หน้าร้านบอกพี่ๆ เห็นงูออกมาจากท่อระบายน้ำเลื้อยเข้าไปใต้ท้องรถ จึงลงมาดูกับพนักงานของร้าน เห็นงูตัวดังกล่าวเข้าไปขดอยู่บริเวณโช๊คอัพด้านหลังล้อขวา จึงได้โทรเรียกกู้ภัยให้มาช่วยจับดังกล่าว ซึ่งก็คิดว่างูคงจะมาให้โชคเพราะใกล้วันหวยจะออกแล้วซึ่งเลข 37 ก็เป็นเลขที่ตัวเองชื่นชอบอยู่แล้ว หลังจากนั้นก็ภัยก็นำงูตัวดังกล่าวไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติในที่ปลอดภัยต่อไป
ส่วนที่จังหวัดสระบุรี วันที่ 30 สิงหาคม 60 เวลา 17.00 น.นายภาคภูมิ คัมภีระ อายุ 34 ปี เจ้าของโรงงานรับทำโรงศพ ม.9 ต.สวนดอก อ.เสาไห้ จ.สระบุรี ขณะที่กำลังให้คนงานช่วยกันเก็บเศษสิ่งของที่เหลือใช้บริเวณข้างโรงงาน ต้องตกใจเมื่อพบกับกองไข่งูจำนวน 10 ฟอง และพ่องู-แม่งูเลื้อยไปมา จำนวน 2 ตัว เกรงว่าจะเกิดอันตรายกับคนงานและตนเอง จึงได้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิกู้ภัยสว่างรัตนตรัยธรรมสถานสระบุรี ให้ช่วยจับงู
จากนั้นเมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยฯเข้ามาถึง พบกองไข่งู กองอยู่ข้างโรงงาน แต่ไม่พบตัวงู ที่วางไข่ไว้ จึงได้ช่วยกันรื้อค้นหา ตามเศษกองวัสดุ จึงพบคราบงูที่ลอกคราบทิ้งไว้ที่ใต้เครื่องซักผ้า จึงช่วยกันรื้อค้นหาต่อจึงได้พบงูเห่า เลื้อยอยู่ พร้อมแผ่แม่เบี้ยบนหัวจะมีลายดอกจัน รูปตัวยู ความยาวประมาณ 1 เมตรกว่าๆ เจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญในเรื่องงู จึงได้ใช้มือเปล่าในการจับงูตัวดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้กล่าวว่างูตัวนี้เป็น งูเห่าพ่นพิษสยาม ฟอร์มสีน้ำตาล(เพศเมีย) พ่นพิษได้ไกล 2-3 เมตร แม่นยำในระดับสายตาคน และเป็นอันตรายมาก
จากนั้นเจ้าหน้าที่กู้ภัยฯได้ช่วยกันรื้อค้นหางู ที่คาดว่าน่าจะมีอยู่อีก 1 ตัวตามคำบอกเล่าของนายภาคภูมิ แต่ก็ไม่พบ คาดว่างูน่าจะเลื้อยหลบหนีไปแล้วหรือเข้าโพรงไป จึงได้เก็บกองไข่งูเห่า พร้อมด้วยแม่งูที่พบเพื่อนำไปทำการอนุบาล(ฟักตัว) และนำปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติต่อไป

