ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจชาวบ้านที่จังหวัดอ่างทองของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมคณะ ว่าวานนี้นายกรัฐมนตรีเดินทางถึง โรงเรียนวิเศษไชยชาญ มีนายวีร์รวุทธ์ ปุตระเศรณี ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง ให้การต้อนรับ และรายงานสรุปสถานการณ์ในภาพรวม ว่าปัจจุบันปริมาณน้ำเริ่มทรงและลดลงเล็กน้อยประมาณ 2-3 ซม. คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 15 วัน จะเข้าสู่ภาวะปกติ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในด้านของความช่วยเหลือตนขอย้ำให้เน้นที่ประชาชนให้มากที่สุดประชาชนถือเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยขอให้มองที่ภาพรวมทั้งหมดของประเทศและจะได้แก้ปัญหาบูรณาการแก้ปัญหาในภาพรวมร่วมกัน นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ให้ทราบถึงเหตุผลและความจำเป็น และใช้วิทยุชุมชนหรือเสียงตามสายทำความเข้าใจ ซึ่งบางครั้งจำเป็นต้องมีการระบายน้ำออกมาบ้างเป็นจังหวะเวลาเพื่อไม่ให้เกิดการอั้นของน้ำแล้วทำให้เกิดปัญหาเหมือนที่ผ่านมา และต้องขอขอบคุณประชาชนที่เดือดร้อนเสียสละให้เป็นพื้นที่เก็บกักน้ำ ซึ่งจุดนี้รัฐบาลมีแผนที่จะให้ความช่วยเหลือเยียวยาไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณ และขอให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดไปหาอาชีพเสริมในช่วงฤดูกาลน้ำท่วมให้กับประชาชนเพื่อมีรายได้ด้วย เช่นอาชีพของการประมง กำหนดเป็นโซนนิ่งโดยประสานกับกระทรวงเกษตรฯ ทั้งนี้ อย่าลืมว่าความเดือดร้อนที่เกิดจากอุทกภัยครั้งนี้ ระหว่างวันที่ 10-29 ต.ค.ไม่ใช่แค่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งทั้งหมดนี้ถึง 23 จังหวัด 78 อำเภอมีประชาชนเดือดร้อนกว่า 120,000 ครัวเรือน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สำหรับปัญหาอุทกภัยในปีนี้ปริมาณน้ำถือว่าใกล้เคียงกับปี 2554 แต่การบริหารจัดการน้ำถือว่าเป็นไปได้ด้วยดี ทำให้สถานการณ์ไม่รุนแรงเท่ากับปี 2554 ยืนยันว่ารัฐบาลได้ทำและแก้ปัญหาอย่างดีที่สุด รัฐบาลแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนไม่ได้ทำฉาบฉวย
สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา พบว่า ระดับน้ำทรงตัว โดยพบว่าที่วัดบ้านแดง ต.น้ำเต้า อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา มีพิธีเผาศพของนางปริศนา อู่บุญยา อายุ 58 ปี ที่เสียชีวิตด้วยโรคประจำตัว บริเวณวัดถูกน้ำจากแม่น้ำน้อยเข้าท่วมสูงกว่า 1 เมตร มีญาติที่ใกล้ชิดมาร่วมงานเพียงไม่กี่คนเพราะบ้านเรือนประชาชนถูกน้ำท่วมสูงไม่สะดวกในการเดินทางมาร่วมงานศพ บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า ญาติๆ ต้องช่วยกันเคลื่อนย้ายโลงศพลงจากศาลาการเปรียญ มีพระสงฆ์นำหน้านำมา ลงเรือแล้วนำไปขึ้นเมรุที่ถูกน้ำท่วม แล้วทำการเผาศพ

