เจ้าหน้าที่ตำรวจ โรงพักบ้านหันห้วยทราย อ.ประทาย จ.นครราชสีมา ได้รับแจ้งว่ามีเหตุฆ่ากันตาย อยู่ที่ ทุ่งนาบ้านหนองช่องแมว ม.2 ต.หันห้วยทราย อ.ประทาย จ.นครราชสีมา ที่เกิดเหตุพบศพผู้เสียชีวิตอยู่บริเวณข้างรั้วกลางทุ่งนา สภาพศพใบหน้าถูกตีด้วยของแข็งเป็นแผลฉกรรจ์ และที่ลำคอมีไม้เสียบคาอยู่ ทราบชื่อ นางสุจิตรา คำสาวงค์ อายุ 37 ปี บ้านเลขที่ 174 ม.9 บ้านชลประทาน ต.หันห้วยทราย อ.ประทาย จ.นครราชสีมา ใกล้กันพบลูกชายและญาติของผู้เสียชีวิตยืนร้องไห้ด้วยความเศร้าโศรก
จากการสอบถามนายไพโรจน์ ทุมวารี อายุ 46 ปี พี่เขยของผู้ตายเล่าว่า ผู้ก่อเหตุคือนายสท้าน พานนนท์ อายุ 53 ปี ซึ่งเป็นอดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหนองช่องแมว โดยก่อนหน้านี้เคยมีเรื่องผิดใจกันกับนางสุจิตราฯ ผู้ตาย มาก่อนนานกว่า 3 ปีแล้ว เพราะผู้ก่อเหตุกับผู้ตายมีที่นาอยู่ติดกัน ต่อมาผู้ก่อเหตุได้เข้ามาปักเขตรุกล้ำที่ดินของผู้ตาย จนมีการฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลกัน กระทั่งล่าสุด 30 ต.ค.ที่ผ่านมา ศาลได้ตัดสินว่านายสท้านฯ แพ้คดี แต่ให้ทั้งคู่ไกล่เกลี่ยกันโดยให้นายสท้านฯ จ่ายค่าเสียหายให้กับนางสุจิตราฯ เป็นเงิน 40,000 บาท แต่นายสท้านฯ ไม่ยอมจ่าย แถมยังพูดจาข่มขู่ว่าจะฆ่าให้ตายทั้งครอบครัว
และก่อนเกิดเหตุผู้ตายได้ออกไปดูข้าวในทุ่งนาที่ใกล้จะได้เวลาเก็บเกี่ยวแล้ว โดยมี ด.ช.จิรพัฒน์ อายุ 14 ปี ลูกชายคนเล็กของผู้ตายเป็นคนขับรถจักรยานยนต์พาแม่ คือนางสุจิตราฯ ไปดูนาซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 3 กม. และมีนายชาญชัย อายุ 17 ปีลูกชายคนโตกับหลานเล็กๆ ขี่รถจักรยานยนต์ตามไปอีก 1 คัน
ขณะนั้นผู้ตายกำลังเดินออกไปถ่ายรูปต้นข้าวเพื่อส่งไปให้สามีชาวต่างชาติดู โดยไปยืนอยู่ใกล้กับรั้วลวดหนามที่กั้นเขตแดนไว้ ระหว่างนั้นนายสท้านฯ ผู้ก่อเหตุได้เดินตรงมาบริเวณที่นางสุจิตราฯ ผู้ตายยืนอยู่ในมือถือเสียมมาด้วย จากนั้นนายสท้านฯ ได้ใช้ด้ามเสียมตีเข้าบริเวณดั้งจมูกของนางสุจิตราฯ อย่างแรง จนนางสุจิตราฯ ล้มลงหมดสติ จากนั้นก็ใช้ด้ามเสียมอันเดิมกระหน่ำตีซ้ำบริเวณใบหน้าอย่างไม่ยั้งมือ จนด้ามเสียมหัก ทำให้นางสุจิตราฯ เสียชีวิต ก่อนใช้ด้ามเสียมที่หักเสียบเข้าไปบริเวณลำคอซ้ำอีกเพื่อให้แน่ใจว่าเสียชีวิตแน่นอน
ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นต่อหน้าลูกชายทั้ง 2 คนของนางสุจิตราฯ ที่ยืนดูอยู่ใกล้ๆ แต่ไม่กล้าเข้าไปช่วยแม่ เพราะผู้ก่อเหตุมีอาวุธอยู่ในมือ หลังก่อเหตุนายสท้านฯ ได้เข้าไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สภ.บ้านหันห้วยทราย เพื่อรับโทษที่ตัวเองได้ก่อขึ้น
ต่อมาได้มีเจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐานนครราชราชสีมา เข้ามาตรวจสอบยังที่เกิดเหตุและอาวุธที่ใช้ก่อเหตุ ส่วนศพผู้เสียชีวิตเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งไปยัง รพ.มหาราชนครราชสีมา เพื่อตรวจสอบการเสียชีวิตต่อไป

