Science Insights – ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ ภูมิปัญญาไทยว่าด้วย “ฟ้าผ่า” ในหนังสือแสดงกิจจานุกิจ บัญชา ธนบุญสมบัติ

18.04.22 | 13:02 น.

เข้าเดือนเมษายน ฝนฟ้าคะนองเริ่มมาบ่อยขึ้น อีกทั้งเดือนนี้ยังมีช่วงสงกรานต์ซึ่งเป็นช่วงปีใหม่ของไทย ผมจึงอยากชวนไปเรียนรู้ภูมิปัญญาของไทยในอดีตกันสักหน่อยครับ

หนังสือแสดงกิจจานุกิจ ของ เจ้าพระยาทิพากรวงษ์มหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) ตีพิมพ์เผยแพร่ออกมาในปี พ.ศ.2410 ในช่วงต้นเล่มมีแง่มุมเกี่ยวกับเรื่องฝนฟ้าอากาศที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ผมได้คัดเลือกเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับฟ้าผ่านำมาให้อ่าน พร้อมข้อคิดเห็นและข้อมูลวิชาการสมัยใหม่

อ่านแล้วหลายท่านน่าจะรู้สึกทึ่งว่าชาวสยามช่างสังเกตปรากฏการณ์ธรรมชาติมาแต่โบราณทีเดียวครับ ข้อความที่คัดมาสะกดตามต้นฉบับ ส่วนตัวเลขในวงเล็บก้ามปู […] จะนำไปใช้อ้างอิงเพื่อขยายความ

“ถามว่า ในท้องฟ้าบางทีก็มีเสียงดัง ฟ้าแลบแต่ไม่เป็นฟ้าผ่าลงมา [1] บางทีก็ไม่มีเสียงดัง แต่มีรัศมีปลาบๆ เรืองๆ อยู่ก็มี [2] บางทีก็ผ่าลงมาถูกเรือนแลต้นไม้ เปนไฟติดไหม้ขึ้นก็มี ฟ้าผ่ามิได้ทั่วไปมีเปนแห่งๆ เปนทางฟ้าเดินก็มี ที่บ้านเขาตั้งอยู่ผิดทางฟ้า เขาไม่ถูกฟ้าเลยก็มี ที่ของสูงอยู่ที่ใดก็มักถูกฟ้าเนืองๆ [3] ที่บางเมืองฟ้าผ่าอยู่เปนนิตย์ ไม่ใคร่จะขาดก็มี [4] ฟ้าผ่าลงมาถูกเสากระโดงเรือแลต้นไม้ก็ไม่แตกตลอดลงมาถึงท้องเรือแลพื้นแผ่นดินสักครั้งหนึ่งก็ไม่มีเลย เหนแตกลงมาแต่เพียงครึ่งต้นค่อนต้นเท่านั้น [5] ที่ได้เหนฟ้าผ่าก็ถูกไม้ตั้งอย่างเดียว ไม้นอนก็ไม่ถูก [6] แล้วก็มีทางเดินต่ายตามไม้นอน แล้วก็มีรอยลงไปในแผ่นดินเท่าเหล็กหมาดหรือสว่านดอกเล็กๆ ไชลงไปก็มี [7] บางทีก็เข้าไปตามช่องกุญแจตู้แลช่องหีบ เข้าไปถูกของที่ในนั้นทะลุปรุไปก็มีแล้วก็ทะลุลงไปตามก้นหีบก้นตู้ แลเจาะพื้นลงไปใต้ถุนก็มี [8] บางทีคนเหนเปนไฟฟ้าขึ้นไปจากแผ่นดินก็มีโดยมาก [9] ความเรื่องฟ้าผ่านี้มีหลายประการเหลือที่จะพรรณาการเปนอย่างไรอธิบายไปให้แจ้ง ขอตอบว่าเรื่องฟ้าผ่านี้จะต้องยอม ด้วยเปนอจินไตยนัต แต่ได้สืบความเล่นๆ ก็พอเหนจริงบ้าง ไม่เหนจริงบ้าง…”

เพียงแค่ข้อความราวหนึ่งย่อหน้าเท่านี้ ก็แสดงให้เห็นถึงความละเอียดถี่ถ้วนในการสังเกตของคนโบราณ และการบันทึกข้อมูลของท่านผู้เขียนเป็นอย่างดี ลองมาดูแง่มุมทางภาษาหรือวิทยาศาสตร์สัก 9 ประเด็น ดังนี้
.
ประเด็นที่ 1 “ในท้องฟ้าบางทีก็มีเสียงดัง ฟ้าแลบแต่ไม่เป็นฟ้าผ่าลงมา” : จะเห็นว่าชาวสยามแต่โบราณแยกแยะ “ฟ้าแลบ” ออกจาก “ฟ้าผ่า”

กล่าวคือ ฟ้าแลบอาจหมายถึง สายฟ้าเป็นเส้นตามแนวนอน ไม่ฟาดลงมายังพื้น หรืออาจหมายถึงแสงแว้บๆ ในเมฆฝนฟ้าคะนอง

ส่วนฟ้าผ่าคือเส้นสายฟ้าที่ฟาดลงมายังพื้น และอาจโดนสิ่งต่างๆ นั่นเอง

พจนานุกรม อักขราภิธานศรับท์ ของ ดร.แดนบีช แบรดเลย์ หรือ “หมอปรัดเล” (ตีพิมพ์เผยแพร่ พ.ศ. 2416) อธิบายคำว่า “ฟ้าผ่า” และ “ฟ้าแลบ” ในหน้า 485ไว้ดังนี้

ฟ้าผ่า, คือสายอสนีบาต, มีเสียงดังสนั่นลั่นก้อง มีขวานฟ้าตกลงถูกที่ต่างๆ นั้น (ลองนึกดูเล่นๆ เลยชวนให้สงสัยว่า “ขวานฟ้า” ของรามสูรไทยมีอะไรเกี่ยวข้องกับ “ค้อนเมียลเนีย” ของเทพธอร์หรือเปล่าน้อ?)

ฟ้าแลบ, คือสายฟ้าปรากฎเมื่อใกล้ฝนจะตกบ้าง ฝนตกอยู่บ้าง, ดูเปนแสงเหมือนเปลวไฟนั้น (สังเกตว่า “ปรากฎ” ในพจนานุกรมเล่มนี้สะกด้วย ‘ฎ.ชฎา’)

มีข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ ท่านผู้แต่งใช้คำว่า “มีเสียงดัง” เพื่ออธิบายว่ามีเสียงฟ้าร้อง แต่ไม่ใช่คำว่า “ฟ้าร้อง” ทั้งๆ ที่คำว่าฟ้าร้องมีใช้ในสมัยนั้นแล้ว ดังจะเห็นได้จากพจนานุกรม สัพะ พะจะนะ พาสา ไท ของสังฆราชชอง-บาตีสต์ ปาเลอกัว (ตีพิมพ์เสร็จสมบูรณ์ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2397) เก็บคำว่า “ฟ้าร้อง” ไว้ในหน้า 132 และให้ความหมายในภาษาอังกฤษว่า Thunder และ roaring of thunder

ส่วนพจนานุกรม อักขราภิธานศรับท์ ของ ดร.แดนบีช แบรดเลย์ หรือ “หมอปรัดเล” ตามที่เจ้าตัวสะกดไว้ใน “แจ้งความ” หรือคำนำของหนังสือ (ตีพิมพ์เผยแพร่ พ.ศ. 2416) เก็บทั้งคำว่า “ฟ้าร้อง” และ “ฟ้าคะนอง” ไว้ในหน้า 485 และให้ความหมายในภาษาไทยไว้ว่า

ฟ้าคะนอง, คือเสียงฟ้าลั่นก้องร้องดัง, เมื่อวันฝนตก เสียงลั่นไม่ใคร่อยุดลงนั้น.
ฟ้าร้อง, ฟ้าคะนอง, คือเสียงดังลั่นก้องในท้องอากาศ, เมื่อขณะฝนตกนั้น.

ประเด็นที่ 2 “บางทีก็ไม่มีเสียงดัง แต่มีรัศมีปลาบๆ เรืองๆ อยู่ก็มี” : ข้อสังเกตนี้เราคงจะเคยเห็นเหมือนกัน ฝรั่งเรียกว่า heat lightning ซึ่งผมขอแปลแบบตรงตัวไว้ก่อนว่า “ฟ้าผ่าความร้อน” ไปพลางๆ ก่อน กล่าวคือหากฟ้าผ่าเกิดห่างไกลออกไป เราจะเห็นเพียงแสงที่กระเจิงผ่านอากาศมา แต่เสียงมาไม่ถึงนั่นเอง

อ่านเรื่อง Ask the Weather Guys: What causes heat lightning? ได้ที่
https://syvnews.com/…/article_aeacb086-849c-599a-b92c…


ประเด็นที่ 3 “ที่ของสูงอยู่ที่ใดก็มักถูกฟ้าเนืองๆ” : ข้อสังเกตนี้เป็นความจริงที่รับทราบกันทั่วไป กล่าวคือ หากวัตถุหนึ่งๆ อยู่สูงเมื่อเทียบกับวัตถุอื่นๆ โดยรอบ วัตถุที่อยู่สูงนั้นก็จะมีโอกาสถูกฟ้าผ่ามากกว่า” ทั้งนี้ วัตถุดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นโลหะ (ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี) แต่อาจเป็นเสาไม้ หรือต้นไม้สูง (ซึ่งไม่เป็นตัวนำไฟฟ้า) ก็ได้!

คำอธิบายโดยย่อก็คือ ฟ้าผ่าจะเกิดขึ้น ณ ตำแหน่งที่กระแสไฟฟ้าที่ไหลลงมาจากเมฆเชื่อมต่อกับกระแสไฟฟ้าสตรีมเมอร์ (streamer) ที่ไหลขึ้นตามวัตถุต่างๆ ดังนั้น หากวัตถุใดอยู่ในที่สูง โอกาสที่จะเชื่อมต่อก็ย่อมมากขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง

ชมภาพฟ้าผ่ายอดตึกที่สูงที่สุดในโลก Burj Khalifa (สูง 829.8 เมตร) ได้ที่ https://gulfnews.com/…/uae-weather-sheikh-hamdan…

ประเด็นที่ 4 “ที่บางเมืองฟ้าผ่าอยู่เปนนิตย์ ไม่ใคร่จะขาดก็มี” : ข้อสังเกตนี้หากตีความว่า บางพื้นที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดฟ้าผ่ามากกว่าพื้นที่อื่นๆ ก็เป็นเรื่องจริง เช่น ในสหรัฐอเมริกา พบว่าพื้นที่แถบรัฐฟลอริดาเกิดฟ้าผ่าบ่อยกว่าพื้นที่อื่น สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะรัฐฟลอริดาเกิดฝนฟ้าคะนองบ่อยกว่านั่นเอง ถ้าสนใจภาพรวมอาจค้นอินเทอร์เน็ตด้วยคำว่า lightning frequency map เป็นต้น

ชมภาพ World Lightning Map ได้ที่ https://geology.com/articles/lightning-map.shtml

ส่วนในบ้านเรา ยังค้นข้อมูลวิชาการที่เก็บเป็นระบบไม่พบ แต่เคยรับทราบจากเพื่อนว่า พื้นที่บางแห่งในจังหวัดนครนายกมักจะเกิดฟ้าผ่าเป็นประจำและทำให้โทรทัศน์เสียหายไปหลายเครื่องแล้ว พื้นที่บางแห่งในที่อื่นๆ ก็อาจมีประสบการณ์ทำนองนี้ อาจเขียนมาเล่าสู่กันฟังก็ได้นะครับ

ประเด็นที่ 5 “ฟ้าผ่าลงมาถูกเสากระโดงเรือแลต้นไม้ก็ไม่แตกตลอดลงมาถึงท้องเรือแลพื้นแผ่นดินสักครั้งหนึ่งก็ไม่มีเลย เหนแตกลงมาแต่เพียงครึ่งต้นค่อนต้นเท่านั้น” : ข้อสังเกตนี้น่าสนใจมาก ก่อนอื่น การที่ต้นไม้ (หรือเสากระโดงเรือ) แตกเป็นเพราะว่าน้ำในเนื้อไม้ถูกกระแสไฟฟ้าปริมาณมหาศาล “ต้ม” ให้เดือดอย่างรวดเร็ว เมื่อน้ำเดือดจะขยายตัวราว 1,600 เท่า ดันเนื้อไม้ออกโดยรอบ ทำให้ต้นไม้ หรือเสา “ระเบิดออก” จากภายในนั่นเอง

ชมภาพต้นไม้ที่ถูกฟ้าผ่าจนแตกออกได้ที่ https://www.13abc.com/…/Massive-tree-shatters-to-pieces…

ประเด็นที่ 6 “ที่ได้เหนฟ้าผ่าก็ถูกไม้ตั้งอย่างเดียว ไม้นอนก็ไม่ถูก” : ข้อสังเกตนี้มีคำอธิบายเช่นเดียวกับประเด็นที่ว่า “ที่ของสูงอยู่ที่ใดก็มักถูกฟ้าผ่าเนืองๆ” นั่นเอง

ประเด็นที่ 7 “แล้วก็มีทางเดินต่ายตามไม้นอน แล้วก็มีรอยลงไปในแผ่นดินเท่าเหล็กหมาดหรือสว่านดอกเล็กๆ ไชลงไปก็มี” : ข้อสังเกตนี้คือ ผลจากกลไกกระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าไหลไปตามพื้น (ground current) หรือไหลไปตามวัตถุด้วยกลไกการนำไฟฟ้า (conduction)

น่ารู้ด้วยว่า ในกรณีที่ฟ้าผ่าทำอันตรายคนถึงแก่ชีวิตนั้น จากสถิติพบว่า สาเหตุอันดับที่ 1 คือ กระแสไฟฟ้าไหลไปตามพื้นนี่เอง!

ชมภาพกระแสไฟฟ้าที่ไหลไปตามพื้นทิ้งร่องรอยบนสนามกอล์ฟได้ที่ https://twistedsifter.com/…/lightning-strikes-golf…/

ประเด็นที่ 8 “บางทีก็เข้าไปตามช่องกุญแจตู้แลช่องหีบ เข้าไปถูกของที่ในนั้นทะลุปรุไปก็มีแล้วก็ทะลุลงไปตามก้นหีบก้นตู้ แลเจาะพื้นลงไปใต้ถุนก็มี” : จากข้อสังเกตดังกล่าวนี้ เห็นได้ชัดว่ากระแสไฟฟ้าจะวิ่งไปบริเวณที่มีศักย์ไฟฟ้าต่ำกว่า นั่นคือ พื้นดิน

ประเด็นที่ 9 “บางทีคนเหนเปนไฟฟ้าขึ้นไปจากแผ่นดินก็มีโดยมาก” : ข้อสังเกตนี้ยอดเยี่ยมมาก อาจเป็นไปได้ 2 แบบ ได้แก่ ฟ้าผ่าพุ่งขึ้น (upward lightning) และกระแสสตรีมเมอร์ไหลขึ้น (upward streamer)

ชมคลิป Amazing Upward Lightning ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=RDDfkKEa2ls

ชมภาพกระแสสตรีมเมอร์ไหลขึ้นได้ที่ https://twitter.com/weather…/status/1011632484428197890…

หนังสือเล่มนี้ยังมีประเด็นสนุกๆ เกี่ยวกับฝนฟ้าอากาศอีกมากมายที่แสดงถึงภูมิปัญญาของชาวสยาม เอาไว้จะหาจังหวะเหมาะๆ นำมาวิเคราะห์ให้อ่านกันครับ 

สำหรับคุณผู้อ่านที่สนใจเรื่องฟ้าผ่า ขอแนะนำบทความที่ผมเคยเขียนไว้ดังนี้

ฟ้าผ่าทำร้ายเราได้ทางใดบ้าง? https://www.matichon.co.th/lifestyle/news_663800

กฎ 30/30 & คำแนะนำเพื่อลดความเสี่ยงจากฟ้าผ่า https://www.matichon.co.th/columnists/news_942130

#ScienceInsights #ฟ้าผ่า #วิทย์ # #ศูนย์ข้อมูลมติชน #MatichonInformationCenter

โปรดอย่าลืมกดติดตามเพจของ MIC ได้ที่ :
Facebook  : https://www.facebook.com/MatichonMIC/