หน้าแรก Information Is Power 240 ปี กรุงเท...

240 ปี กรุงเทพมหานครฯ สร้างวัง-วัด เขมรขุดคูเมือง-ลาวสร้างกำแพงเมือง

21.04.22 | 13:00 น.

วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2565 วันสถาปนากรุงเทพมหานครฯ ครบรอบ 240 ปี นับแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2325 ต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ “กะที่สร้างพระนครใหม่ข้างฝั่งตะวันออก”  แล้วตั้งพิธียกเสาหลักเมืองสำหรับพระนคร ตรงกับวันอาทิตย์ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 6 ปีขาล ตรงกับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 จากนั้นถึงเริ่มสร้างวัง-วัด-เขมรขุดคูเมือง-ลาวสร้างกำแพงเมือง 

เริ่มสร้างวัง-สร้างวัด

พระบรมมหาราชวังแห่งใหม่เริ่มลงมือก่อสร้างเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2325

ในชั้นแรก โปรดให้สร้างพระราชมนเทียรด้วยเครื่องไม้ และรายรอบพระบรมมหาราชวังด้วยเสาระเนียดเป็นการชั่วคราวก่อน เพื่อให้ทันการพระราชพิธีปราบดาภิเษกเฉลิมพระราชมนเทียรในวันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2325

ปีรุ่งขึ้น พ.ศ.2326 โปรดให้แก้ไขพระราชมนเทียรสถานและระเนียดล้อมรอบพระราชวัง จากเครื่องไม้เป็นกำแพงก่ออิฐถือปูน สร้างป้อมปราการและประตูรอบพระราชวังเช่นเดียวกับป้อมปราการพระนคร

Advertisement

พระบรมมหาราชวัง เมื่อสร้างเสร็จแล้วในช่วงหลังๆ มีป้อมรอบกำแพง 17 ป้อม ประตูชั้นนอกมี 13 ประตู ประตูชั้นในมี 25ประตู

พร้อมกันนั้นก็โปรดให้สร้างพระอารามขึ้นในพระราชวังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรแก้วมรกต พระราชทานนามว่าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ในพระนครศรีอยุธยา แล้วอัญเชิญ

พระแก้วมรกตจาก “โรงพระแก้ว” วัดอรุณฯ เมืองธนบุรี ไปประดิษฐาน ในพระอุโบสถวัดพระแก้วที่สร้างใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2329หลังสถาปนากรุง 2 ปี

เขมร(จาม)ขุดคูเมือง

งานก่อสร้างพระนครเริ่มจริงๆ เมื่อ พ.ศ. 2326 พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์จดว่า โปรดเกล้าๆ ให้ตั้งกองสักเลกไพร่หลวงสมกำลังและเลกหัวเมืองทั้งปวง แล้วให้เกณฑ์ทำอิฐขึ้นใหม่บ้าง ให้ไปรื้ออิฐกำแพงเมืองกรุงเก่าบ้าง ลงมือก่อสร้างพระนครทั้งพระบรมมหาราชวังและพระราชวังบวรสถานมงคล

โปรดให้รื้อป้อมวิชเยนทร์และกำแพงเมืองธนบุรีฟากตะวันออกตรงที่เรียกว่าคลองคูเมืองเดิมออก ขยายพระนครให้กว้างออกไปกว่าเก่า (ถึงตรงที่เป็นคลองบางลำพูปัจจุบัน)

เกณฑ์เขมรเข้ามาขุดคลองคูพระนครด้านตะวันออก ตั้งแต่วัดบางลำพูหรือวัดสังเวชไปออกแม่น้ำข้างใต้ที่วัดเชิงเลนหรือวัดบพิตรพิมุข แล้วพระราชทานชื่อว่าคลองรอบกรุง

ขุดคลองเชื่อมคลองรอบกรุงกับคลองดูเมืองเดิม 2 คลอง คลองหนึ่งคือคลองข้างวัดราชบพิช อีกคลองหนึ่งข้างวัดราชนัดดากับวัดเทพธิดา ทำสะพานช้างและสะพานน้อยข้ามคลองภายในพระนครหลายตำบล

ขุดคลองใหญ่เหนือวัดสะแก ปัจจุบันคือวัดสระเกศ พระราชทานนามว่าคลองมหานาค เป็นที่สำหรับประชาชนชาวพระนครจะได้ลงเรือไปประชุมเล่นเพลงและสักวาในเทศกาลฤดูน้ำเหมือนอย่างครั้งกรุงศรีอยุธยาเก่า

เขมรที่ถูกเกณฑ์มีหลายพวก แต่พวกหนึ่งเป็นจามที่เข้ารีตอิสสามอยู่ในเมืองเขมร เมื่อขุดคลองคูเมืองและคลองมหานาคแล้ว ก็โปรดให้ตั้งบ้านเรือนอยู่สองฝั่งคลองสืบมาถึงทุกวันนี้ เรียกบ้านครัว หมายถึงถูกกวาดต้อนมาทั้งครอบครัว เลยเรียกยกครัว กลายเป็นบ้านครัวในปัจจุบัน

ลาวสร้างกำแพงเมือง

โปรดให้เกณฑ์ลาว (คืออีสานทุกวันนี้) เมืองเวียงจัน ตลอดจนหัวเมืองลาวริมแม่น้ำโขงพากตะวันตก เข้ามาขุดรากก่อกำแพงพระนคร และสร้างป้อมเป็นระยะๆ รอบพระนคร

ลาวที่ถูกเกณฑ์ทั้งหมดนี้ไม่ได้กลับถิ่นเดิมเพราะการสร้างบ้านแปลงเมืองไม่ได้เสร็จในคราวเดียว หากทำต่อเนื่องหลายรัชกาล พวกที่เกณฑ์มาจึงตั้งหลักแหล่งกระจายทั่วไปตามแต่นายงานจะสั่งให้อยู่ตรงไหน ทำงานที่ไหน ที่สุดแล้วก็สืบโคตรตระกูลลูกหลานตั้งหลักแหล่งถาวรอยู่ในบางกอกกลายเป็นคนกรุงเทพฯ

ในเอกสารเก่าบอกว่าพระนครเมื่อแรกสร้างมีกำแพงพระนครและดูพระนครยาว 175 เส้นเศษ (7 กิโลเมตรเศษ) มีเนื้อที่ในกำแพงพระนคร 2,163 ไร่ กำแพงสูงประมาณ 7 ศอก (3.60 เมตร) หนาประมาณ 5 ศอก (2.70 เมตร) มีประตู 63 ประตู เป็นประตูใหญ่ กว้างประมาณ 8 ศอก (4.20 เมตร) สูงประมาณ 9 ศอก (4.50 เมตร) 16 ประตู เป็นประตูช่องกุด (ประดู

เล็ก) กว้างประมาณ 5 ศอก (2.70 เมตร) สูงประมาณ 4 ศอกคืบ (2.40เมตร) 47 ประตู มีป้อม 14 ป้อม

ทุกวันนี้เหลือซากอยู่สองป้อม คือป้อมพระสุเมรุกับป้อมมหากาฬ

นอกจากนั้นยังมีประตูเข้าออกอยู่ระหว่างป้อมเช่น ประตูสามยอด เป็นประตูใหญ่มีสามยอด กับประดูเล็กเรียกประดูช่องกุดเป็นระยะๆ แล้ว ยังมีประตูมีเป็นช่องชนศพจากในเมืองไปผานอกเมืองด้วย

กำแพงพระนครด้านแม่น้ำเจ้าพระยาที่เป็นวังหลวงกับวังหน้าจะใช้กำแพงวังเป็นกำแพงป้องกันพระนตรเช่นเดียวกับพระนครศรีอยุธยา

ในเวลาเมื่อทำการสร้างกำแพงพระนครนั้น พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์จดว่า จะสร้างสะพานช้างข้ามคลองรอบกรุง แต่พระผู้ใหญ่สมัยนั้นถวายพระพรทักท้วงว่าจะเป็นอันตรายต่อพระนตร เลยให้งดไว้ไม่สร้าง

บรมราชาภิเษกและสมโภชพระนคร

ครั้น พ.ศ. 2328 การสร้างพระนตรและพระมหาปราสาทราชนิเวศน์สำเร็จดังพระราชประสงค์ ให้จัดการสมโภชพระนครต่อเนื่องกันไป แล้วพระราชทานนามพระนครใหม่ ให้ต้องกับนามพระพุทธรัตนปฏิมากรว่า

“กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุทธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์” หมายถึง พระมหานครที่ดำรงรักษาพระมหามณีรัตนปฏิมากร เป็นแก้วอย่างดีมีสิริอันประเสริฐสำหรับพระบารมีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ประดิษฐานกรุงเทพมหานครนี้ แล้วมีเรียกอย่างสั้นอยู่ในเอกสารร่วมสมัยว่า “กรุงรัตนโกสินทร์อินทรอยุธยา”

แต่ก่อนจะได้นามอย่างเป็นทางการ มีชื่อในเอกสารหลายเล่ม สมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 ว่า “กรุงเทพมหานคร บวรทวารวดีศรีอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์…” (เลียนแบบชื่อเดิมของกรุงศรีอยุธยาว่า “กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา” แสดงว่ายุคต้นๆ คนยังเชื่อถือคติครั้งกรุงศรีอยุธยาว่า กรุงเทพฯ มีบรรพบุรุษเป็น”ทวารวดี”และ”ศรีอยุธยา” ตามคติรามายณะหรือรามเกียรติ์ ฉะนั้นพระเจ้าแผ่นดินจึงเป็นอวตารของพระนารายณ์ คือพระราม หรือรามาธิบดี สืบจนปัจจุบัน

ภาพประกอบ แม่น้ำเจ้าพระยา มองเห็นพระบรมมหาราชวังและเรือนแพที่พักชาวสยาม (ภาพจาก Journal of An Embassy to the Courts of Siam And Cochin China by John Crawfurd. Oxford University Press, 1967)

(คัดจาก สูจิบัตร กรุงเทพฯ มาจากไหน? ใครเป็นบรรพชนคนกรุงเทพฯ 31 มีนาคม 2548)

#240ปีกรุงเทพฯ #ธนบุรี #รัชกาลที่1 #ศูนย์ข้อมูลมติชน #MatichonInformationCenter

โปรดอย่าลืมกดติดตามเพจของ MIC ได้ที่ :
Facebook : www.facebook.com/MatichonMIC