รุ่งสางของวันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2530 ที่ซอยสวนพลู เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร เกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ
(หมายเหตุ เป็นที่ตั้งทางทะเบียนบ้านในสมัยนั้น ปัจจุบันอยู่ในเขตสาทร)
รถบัส 5 คันแล่นมาจอดริมถนนสาทร ใกล้ปากซอยสวนพลู ผู้โดยสารทะยอยลงมาจากรถ เดินมุ่งหน้าเข้าซอยสวนพลู แล้วเลี้ยวเข้าซอยพระพินิจ ซึ่งเป็นซอยย่อย
ทั้งหมดเป็นชายฉกรรจ์ในชุดสีดำ
เสียงท็อปบู๊ตกว่า 200 คู่ ดังกุบกับๆ ลั่นซอย พร้อมๆ กับเสียงตะโกนโหวกเหวกเกรี้ยวกราด สลับกับการตะโกนคำขวัญของพวกเขา
“ทำไม่ได้ ทำไม่ไหว ทำไม่ทัน เหนื่อย ทหารพรานตายเสียดีกว่า”
ใช่แล้ว พวกเขาคือกลุ่มทหารพราน มีผ้าผูกคอสีดำขลิบแดง สะพายเป้ ติดเครื่องหมายที่หัวไหล่เสื้อว่า “ป.ค. 513 ค่ายปักธงชัย”
ค่ายที่ว่า อยู่ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา
ม็อบทหารพรานเคลื่อนตัวเข้าไปในซอยเรื่อยๆ บางรายชูป้ายผ้า มีข้อความต่างๆ เช่น
“พ่อกูถูกรังแก กูยอมไม่ได้”
“พ่อกูกูก็รัก ใครมาหักมันต้องตาย”
“กูรบเพื่อแผ่นดิน มึงกลับทำลาย”
“บอกหน่อยได้ไหม ใครเป็นคอมฯ กันแน่”
และที่สะดุดตาคือป้ายข้อความสั้นๆ ที่ว่า
“เฒ่าสารพัดพิษ”
นั่นคือหนึ่งในฉายาของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี
เหตุที่ทหารพรานกลุ่มนี้เดินทางข้ามจังหวัดมาประท้วง “ซือแป๋ซอยสวนพลู” เนื่องมาจากเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2530 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้รับเชิญจากสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้บรรยายเป็นภาษาอังกฤษหัวข้อ “การเมืองไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ”
โดยเนื้อหาการบรรยายบางตอนกล่าวถึงนักการเมืองขณะนั้นว่า “ไม่มีปากมีเสียงและถูกขายตัวโดยทหาร”
มีการกล่าวถึงพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีว่า ให้การสนับสนุนผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการทหารบกให้การสนับสนุนพลเอกเปรม
“ขณะนี้พลเอกเปรมไม่มีความสามารถและและไม่มีอำนาจอีกต่อไปแล้ว อำนาจที่แท้จริงขณะนี้อยู่ที่ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ผู้บัญชาการทหารบก”
และยังได้กล่าวถึงพลเอกชวลิต ตอนหนึ่งว่า ต้องการเป็นผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง
“ผมเชื่อว่า พลเอกชวลิต ต้องการเปลี่ยนเป็นระบบคอมมิวนิสต์โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข… พลเอกชวลิต ถูกครอบงำโดยบุคคลที่เคยเป็นคอมมิวนิสต์ และทุกคนที่อยู่ใน กอ.รมน.ถูกครอบงำทั้งสิ้น กอ.รมน.กลายเป็นฐานที่ถูกอดีตคอมมิวนิวต์ครอบงำ”
ต่อมาวันที่ 4 เมษายน 2530 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ให้สัมภาษณ์กับกลุ่มผู้สื่อข่าวว่า ตนไม่ได้กล่าวว่า ผบ.ทบ.เป็นคอมมิวนิสต์ แต่กล่าวว่า อาจถูกอิทธิพลความคิดของผู้กลับใจที่เข้ามาอยู่ใน กอ.รมน.
ม็อบทหารพรานเดินขบวนเข้ามาปักหลักอยู่ที่หน้าบ้านม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ร้องตะโกนเรียกให้ ออกมาชี้แจงกรณีกล่าวหาพลเอกชวลิต ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ หากไม่ออกมาจะพังประตูบ้านเข้าไปหา
ทั้งนี้ สำหรับทหารพรานทั่วประเทศนั้น มีความรู้สึกต่อพลเอกชวลิตว่าเป็นเหมือนดั่งบิดา เนื่องจากพลเอกชวลิต เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการก่อตั้งกองกำลังทหารพรานขึ้นมานั่นเอง
ทหารพรานรายหนึ่งบอกกับผู้สื่อข่าวว่า ทหารพรานชุดนี้เป็นชุดที่ได้ลาพักผ่อน เพิ่งออกมาจากการปฏิบัติการที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อทราบข่าวว่า พลเอกชวลิตถูกกล่าวหา จึงนัดแนะกันโดยจ้างเหมารถบัส 5 คันมาขอพบม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เพื่อให้เอาหลักฐานมายืนยันข้อกล่าวหา หากไม่มีหลักฐานเป็นได้เห็นดีกันแน่
ส่วนภายใน “บ้านซอยสวนพลู” ซึ่งมีอาณาเขต 5 ไร่ มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยอารักขาอยู่ภายในประมาณ 20 นายโดยมีการจัดวางกำลังรักษาความปลอดภัยมาแล้ว 2 วัน
เมื่อเห็นกลุ่มทหารพรานมาเป็นจำนวนมาก จึงวิทยุเรียกกำลังเข้ามาเสริม โดยมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่หลายนายรีบรุดมาควบคุมสถานการณ์
กลุ่มทหารพราน เมื่อเห็นว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ไม่ออกมาเสียที จึงเข้าประชิดกับประตูรั้วบ้าน และเริ่มออกแรงดัน ขณะที่ฝ่ายตำรวจซึ่งอยู่อีกฟากในภายในประตูรั้วก็คอยดันประตูเอาไว้ไม่ให้เปิดออกได้
เป็นการยันกันไป ยันกันมาหลายระลอก
ขณะที่เจ้าของบ้านกลับนั่งทำงานอยู่อย่างปกติที่โต๊ะทำงานใต้ถุนบ้านทรงไทย ไม่มีทีท่าสนใจกับสถานการณ์ตึงเครียดหน้าบ้านแต่อย่างใด
ต่อมาเวลาประมาณ 10.30 น. มีคณะทหารยศนายพัน 7 นาย มาขอเข้าพบม.ร.ว.คึกฤทธิ์ โดยแจ้งว่า สิ่งที่ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เขียนและพูดนั้นทำให้ภาพพจน์ทหารเสียหาย และขอให้ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ยืนยันว่า พลเอกชวลิตไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์
บรรยากาศการเจรจาระหว่างม.ร.ว.คึกฤทธิ์ กับนายทหารทั้งเจ็ดเป็นไปอย่างฉันท์มิตร และในที่สุด ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ก็รับปากว่า ต่อไปจะเขียนจะพูดอะไรจะระมัดระวังให้มากขึ้น จะไม่ให้เกิดการเข้าใจผิด
จากนั้น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ก็เรียกกลุ่มผู้สื่อข่าวมารับฟังคำแถลงยืนยันว่า พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ผู้บัญชาการทหารบกไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์ และตนก็ไม่เคยกล่าวเช่นนั้นเลย
นายทหารกลุ่มดังกล่าวได้ยืนฟังอยู่ด้วยก็พอใจ และเมื่อม.ร.ว.คึกฤทธิ์ แถลงเสร็จสิ้น คณะนายทหารก็ออกไปแจ้งให้กลุ่มทหารพรานทราบ
แต่กลุ่มทหารพรานยังลังเล กระทั่งพลตรีวันชัย อัมพุนันท์ ผู้บัญชาการค่ายปักธงชัย ที่เดินทางมาถึงได้ประกาศว่า เป็นคำสั่ง ให้ทหารพรานทุกคนสลายตัวกลับไป โดยมากันอย่างไรให้กลับไปอย่างนั้น
ทหารพรานทั้งหมดจึงยอมสลายตัว ด้วยการเดินปรบมือออกไปขึ้นรถบัสที่ว่าจ้างมา
การชุมนุมหน้าบ้านซอยสวนพลูคราวนั้น จึงมีความรุนแรงเพียงแค่การดันและเขย่าประตูรั้วบ้านเท่านั้น
แต่ก่อนหน้านี้ เมื่อปีพศ. 2518 ม็อบตำรวจเคยมาบุกพังบ้านแห่งนี้ ในระดับยับเยินมาแล้ว
ที่มาของเหตุการณ์เริ่มจากเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2518 มีการจับกุมชาวนาและนักศึกษาในเขตจังหวัดลำพูนจำนวน 9 คน แยกเป็น 2 คดี
เป็นคดีกักขังหน่วงเหนี่ยวนายอุดม อภิจารีย์ เจ้าของเหมืองแม่วะ บ้านแม่คำป้อน ตำบลท่าสบเส้า อำเภอแม่ทา ลำพูน เนื่องจากการทำเหมืองแห่งนี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่
กับคดีเผาป่าไม้สักของรัฐบาลที่ตำบลเดียวกัน
การจับกุมดังกล่าว ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในหมู่นักศึกษาเริ่มจากที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่างพากันหยุดเรียนประท้วงการจับกุมเนื่องจากเห็นว่าเป็นการปฏิบัติอย่างไม่ธรรม เนื่องจากกลุ่มชาวนากระทำไปเพียงเพื่อปกป้องสภาวะแวดล้อมของพื้นที่ กับการเรียกร้องที่ดินทำกินเท่านั้น
อีกทั้งก่อนหน้านี้ มีผู้นำสหพันธ์ชาวนาชาวไร่โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือถูกคนร้ายยิงไปแล้ว 19 คน แต่ทางการไม่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้
ความเคลื่อนไหวประท้วงด้วยการหยุดเรียนขยายวงออกไปเกือบแทบทุกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ
และยืดเยื้อมาจนถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2518 รัฐบาลจึงยอมถอนฟ้องผู้ต้องหาทุกราย
ทว่าในวันถัดมา มีการชุมนุมที่หน้าศาลากลางจังหวัดลำพูน เป็นกลุ่มประชาชนที่ไม่พอใจการปล่อยตัว 9 ผู้ต้องหา
ในวันต่อๆ มาเริ่มมีตำรวจในพื้นที่จังหวัดลำพูน และจังหวัดใกล้เคียงในภาคเหนือมาร่วมชุมนุมด้วย
นี่เป็น ชนวนในจุดแรก
ชนวนจุดที่ 2 เริ่มมีความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศคัดค้านร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งได้ผ่านวาระแรกในสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2518
จุดที่ตำรวจคัดค้านอย่างหนักก็คือ ร่างกฎหมายใหม่นี้ กำหนดให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองทั้งระดับจังหวัดและระดับอำเภอเข้ามามีส่วนร่วมในการสอบสวนคดีอาญาต่างๆ ที่เกิดขึ้น จากเดิมที่ตำรวจเป็นฝ่ายสืบสวนและสอบสวนเองแต่ฝ่ายเดียว
ความเคลื่อนไหวเริ่มจากวันที่ 16 สิงหาคม 2518 บรรดานายตำรวจระดับผู้บังคับกองจากทั่วประเทศประมาณ 250 นายมาประชุมกันในเรื่องนี้ที่โรงแรมนารายณ์ กรุงเทพมหานคร
ผลการประชุมมีมติกำหนด 3 มาตรการ ขั้นแรก จะชี้แจงผลดีผลเสียให้รัฐบาลทราบ ขั้นที่ 2 จะทำหนังสือถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) ที่เสนอร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว ให้ถอนร่างฯ ออกไป
แต่ถ้า ส.ส. ไม่ยอมถอนร่างฯ ออกไป จะรวมพลังผู้บังคับกองทั่วประเทศ และออกแถลงการณ์ให้ประชาชนทราบ
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามสื่อที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2518 ถึงกรณีหากตำรวจพากันประท้วงหยุดงาน จะทำอย่างไร
“จะให้ลูกเสือไปจับผู้ร้ายแทน”
คำตอบแบบที่เล่นทีจริงดังกล่าว ยิ่งกลายเป็นการโหมเพลิงโทสะให้แก่บรรดาตำรวจไปโดยปริยาย
การชุมนุมประท้วงของประชาชนกับตำรวจที่จังหวัดลำพูนขยายวงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นหลักหมื่น ขณะที่ กลุ่มตำรวจนครบาลในเขตกรุงเทพฯ ก็นัดรวมตัวชุมนุมกันที่ท้องสนามหลวง ในเย็นวันที่ 19 สิงหาคม 2518
มีผู้เข้าร่วมชุมนุมกว่า 1,000 นาย พอถึงเวลา 19.00 น. ก็ยกขบวนไปบ้านซอยสวนพลู
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ แจ้งให้ผู้ชุมนุมไปพบกันที่สถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ แต่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ไปปักหลักที่หน้าบ้านนายกรัฐมนตรีจนล้นออกมาถึงปากซอยพระพินิจ
เวลาประมาณ 00.10 น.ของวันที่ 20 สิงหาคม 2518 รั้วบ้านซอยสวนพลูเริ่มถูกทำลาย มีเสียงปืนดังขึ้น 5 นัดซ้อนที่หน้าบ้าน และอีก 20 นาทีต่อมาพลตำรวจเอกพจน์ เภกะนันท์ อธิบดีกรมตำรวจเข้ารายงานม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ว่าม็อบตำรวจบุกเข้าไปในบ้าน ทำลายข้าวของแล้ว
นายกรัฐมนตรีซึ่งกำลังพูดชี้แจงกลุ่มตำรวจที่มาฟังหน้าสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ จึงเลิกชี้แจงทันทีและเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลพร้อมกับเรียกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้มาประชุมกัน โดยกว่าจะประชุมเสร็จได้กลับบ้านซอยสวนพลูในเวลา 05.00 น.
เมื่อถึงบ้าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เดินไปสำรวจห้องโถงใต้ถุนบ้านเรือนไทย สอบถามความเสียหายจากคนในบ้าน
นายกรัฐมนตรีสอบถามถึงเสื้อผ้า ได้รับคำตอบว่ายังอยู่ครบเนื่องจากใส่กุญแจตู้เอาไว้
“เออค่อยยังชั่ว ยังพอจะมีกางเกงนุ่งไปทำงาน” ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ กล่าวอย่างอารมณ์ดี
สำหรับความเสียหายจากการที่ม็อบตำรวจบุกเข้าไปในบ้านซอยสวนพลูนั้น พื้นที่รอบๆ ตัวบ้าน ต้นลั่นทม ต้นว่าน ต้นกระดังงาที่ปลูกประดับสองข้างถนนจากประตูบ้านเข้ามาถูกรุมทึ้งแหลกลาญ ต้นตะโกดัดที่ปลูกประดับอยู่ในกระถางหน้าบ้านถูกโยนทิ้งระเนระนาด
ที่ชั้นล่างของตัวบ้านเรือนไทย บรรดาทรัพย์สินต่างๆ โด๊ะเก้าอี้ เทวรูปหินสมัยลพบุรี ผนังไม้แกะสลักลวดลายไทยสมัยอยุธยา เครื่องเล่นแผ่นเสียง โทรทัศน์ วิทยุ ฉากกั้นแบบโบราณ มู่ลี่ ของประดับ อาทิ แจกัน กระถางกอบัว กระถางต้นไม้ รวมทั้งของที่ระลึกจากผู้นำต่างประเทศหลายชิ้น ถูกทำลายสิ้น
ห้องนอนชั้นบน กระจกถูกทุบแหลกละเอียด เตียงนอนถูกรื้อค้นกระจุยกระจาย ที่ชานบ้านชั้นบนมีข้าวของที่ถูกขว้างปาเกลื่อน
และมีทรัพย์สินประเภทวัตถุโบราณหลายชิ้นถูกหยิบฉวยเอาไป ขณะที่สุราต่างประเทศชั้นดีราคาแพงอันตรธานเกลี้ยง ฯลฯ
อย่างไรก็ดี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์บอกกับผู้สื่อข่าวในเวลาต่อมาว่า จะไม่เอาเรื่อง ไม่ไปแจ้งความเพราะพิจารณาด้วยเมตตาธรรม
“เชื่อว่าเหตุที่เกิดขึ้นนั้นเนื่องจากความคับแค้นใจของตำรวจ ประกอบกับมีเหตุการณ์หลายอย่างประดังเข้ามาทำให้เกิดความรุนแรง”
และที่สำคัญจะไม่มีการประกาศภาวะฉุกเฉิน เพราะเหตุเกิดที่บ้านนายกฯ เพียงคนเดียว ไม่ถือเป็นเหตุให้ประกาศภาวะฉุกเฉิน
โปรดอย่าลืมกดติดตามเพจของ MIC ได้ที่ :
Facebook : www.facebook.com/MatichonMIC

