Science Insights : ชวนชม ‘เส้นทรงกลดหายาก’ ที่เกิดจากดวงจันทร์ โดย ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ

5.07.22 | 10:00 น.

หลายคนคงสังเกตเห็นว่าช่วงฤดูฝน มักเกิดการทรงกลด (halo) ได้ค่อนข้างบ่อย และการทรงกดลในแถบบ้านเรา มักจะเกิดหลังจากที่เกิดฝนฟ้าคะนองค่อนข้างหนักราว 1 วัน

อธิบายง่ายๆ ได้ว่า เมื่อมีเมฆฝนฟ้าคะนองขนาดใหญ่ น้ำฝนจะตกลงมาจากบริเวณฐานเมฆเป็นหลัก โดยทิ้งส่วนยอดเมฆเอาไว้บนฟ้า ฝรั่งเรียกว่า orphan anvil ซึ่งผมแปลว่า เมฆรูปทั่งผู้กำพร้า (เพราะตัวเมฆหลักคือ “แม่” ได้สลายกลายเป็นฝนไปแล้ว)

เมฆรูปทั่งผู้กำพร้าที่ว่านี้ประกอบด้วยผลึกน้ำแข็งเป็นหลักและอยู่สูง ทำให้ถูกกระแสลมระดับสูงซึ่งพัดแรงเกลี่ยให้แผ่กระจายออกไป เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก ผลึกน้ำแข็งเหล่านี้ก็อาจจะกลายเป็นเมฆซีร์โรสเตรตัส (Cirrostratus) ซึ่งเปรียบเสมือน “ม่านเมฆ” บางๆ ปกคลุมฟ้า

ในเวลาต่อมา หาก “ม่านเมฆ” นี้ยังอยู่ หากแสงอาทิตย์ตกกระทบก็จะหักเห หรือสะท้อน ทำให้เห็นเป็นอาทิตย์ทรงกลดได้ ทั้งนี้มีข้อแม้ว่าจะต้องไม่มีเมฆระดับต่ำ หรือเมฆระดับกลางมาบดบัง – นี่คือเหตุผลที่ทำให้ฤดูฝนเกิดอาทิตย์ทรงกลดได้บ่อยๆ นั่นเอง

แต่ทีนี้ แหล่งกำเนิดแสงไม่จำเป็นต้องเป็นแสงอาทิตย์เสมอไป หากวันไหนดวงจันทร์ค่อนข้างสว่าง และมี “ม่านเมฆ” อยู่บนฟ้า เราก็มีสิทธิ์ลุ้นดวงจันทร์ทรงกลดได้เช่นกัน

Advertisement

อย่างเช่นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน 2565 เวลา 3.31 น. คุณปานบัว บุนปาน ก็สามารถเก็บการทรงกลดที่เกิดจากดวงจันทร์ได้จากเขตบางกอกน้อย แถมยังเป็นการทรงกลดที่ไม่ธรรมดาอีกด้วย (โปรดดูรูปหน้าปกอีกครั้ง)

ที่ว่าไม่ธรรมดาเพราะว่าภาพของคุณปานบัว มีเส้นดวงจันทร์ทรงกลดถึง 2 เส้น!

เส้นหนึ่งเป็นวงกลมซึ่งมีดวงจันทร์อยู่ที่จุดศูนย์กลาง เส้นนี้ค่อนข้างจาง สังเกตยาก แต่ก็พอมองเห็นได้ ใครเคยเห็นดวงจันทรทรงกลดเป็นเส้นวงกลมเต็มๆ คงจะพอนึกออก

อีกเส้นหนึ่งดูคล้ายเส้นตรงแต่โค้งน้อยๆ เส้นนี้สว่างกว่าเส้นทรงกลดวงกลม และเห็นได้ชัดเจนกว่ามาก

ด้วยความสงสัยผมจึงใช้ข้อมูลวัน เวลา และสถานที่คำนวณ มุมเงยของดวงจันทร์ (Moon altitude) ได้ค่า 41.27 องศา โดยการใช้โปรแกรมบนเว็บที่ คลิก 

และเนื่องจากวันที่ 16 มิถุนายน 2565 เป็นวันแรม 2 ค่ำ แต่เนื่องจากเป็นช่วงเวลา 3.31 น. ซึ่งผ่านวันที่ 15 มิถุนายน (วันแรม 1 ค่ำ) มาได้ไม่นาน จึงลองใช้อีกโปรแกรมคำนวณสัดส่วนการส่องสว่างของดวงจันทร์ พบว่าดวงจันทร์ในเวลานั้นสว่างถึง 97% คือเกือบๆ เท่าดวงจันทร์วันเพ็ญเลยทีเดียว

ทั้งนี้การคำนวณสัดส่วนการส่องสว่างของดวงจันทร์ ดูได้จาก คลิก

ดังนั้น จึงเป็นการยืนยันว่าดวงจันทร์สว่างมากเพียงพอที่จะทำให้เกิดการทรงกลดที่เห็นได้ชัดเจนตามภาพถ่าย

เพื่อให้เข้าใจแจ่มชัดขึ้น ผมได้ใช้โปรแกรม HaloPoint 2.0 ในการคำนวณเส้นทรงกลดโดยใช้มุมเงย 41.27 องศา และใช้ผลึกน้ำแข็งรูปแท่ง 2 แบบ แบบหนึ่งเอียงตัวสุ่มๆ ให้ทรงกลดแบบวงกลม ส่วนอีกแบบหนึ่งให้เส้นทรงกลดสว่างๆ ด้านบน

แต่การคำนวณเส้นทรงกลดจะให้เส้นแบบจัดเต็ม กล่าวคือ เราจะได้เห็นเส้นที่อาจจะไม่ปรากฏในภาพถ่ายได้ด้วย การที่เส้นดังกล่าวไม่ปรากฏในภาพถ่ายอาจเป็นเพราะเส้นอาจจางเกินไป หรือมีต้นไม้ เมฆ หรือวัตถุต่างๆ บดบังอยู่ 

ผลที่ได้นั้นน่าทึ่ง เพราะพบว่าเส้นเกือบตรงๆ โค้งน้อยๆ ในภาพถ่ายของคุณปานบัวเป็นส่วนบนของเส้นวงเต็มๆ ที่มีรูปร่างคล้ายๆ วงรีที่บิดเบี้ยวไป (โปรดดูภาพอีกครั้ง) 

ภาพดวงจันทร์ทรงกลดจำลอง
ภาพโดย บัญชา ธนบุญสมบัติ

ภาพเส้นทรงกลดวงรีเบี้ยวๆ แบบนี้เป็นรูปแบบหนึ่งของการทรงกลดแบบเซอร์คัมสไครบด์ (circumscribed halo) คำว่า circum คือ เส้นวงล้อมรอบ ส่วน scribe คือ เขียน  พูดง่ายๆ คือ เส้นทรงกลดแบบนี้คล้ายๆ เราเขียนเส้นวงล้อมรอบดวงจันทร์นั่นเอง

จุดน่าสนใจคือ การทรงกแบบเซอร์คัมสไครบด์สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ คือหากดวงจันทร์อยู่สูงขึ้นไปอีก เส้นวงก็จะดูเป็นวงรี แต่จะรีน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นวงกลมในที่สุด ถ้าสนใจประเด็นนี้ ขอแนะนำบทความ ‘Circumscribed halo การทรงกลดอันน่าทึ่ง’ อ่านเพิ่มเติม

สำหรับคุณผู้อ่านที่สนใจดวงจันทร์ทรงกลดแบบจัดเต็ม มีเส้นสวยๆ หลายเส้น ขอแนะนำภาพนี้ครับ ดูภาพคลิก

ดวงจันทร์ทรงกลดแบบซับซ้อน
3 ธันวาคม คศ 2009 ประเทศฟินแลนด์
ภาพโดย Marko Mikkilä

อ่านบทความนี้จบแล้ว คิดว่าหลายท่านคงอยากเห็นอะไรแบบนี้บ้าง หมั่นมองท้องฟ้าบ่อยๆ ครับ หรือถ้าเจอปรากฏการณ์สนุกๆ อาจส่งมาให้ผม หรือแบ่งปันในกลุ่มชมรมคนรักมวลเมฆได้ที่นี่ครับ : Facebook CloudLoverClub

พบกับความน่าอัศจรรย์ของท้องฟ้าอีกครั้งในสัปดาห์หน้าครับ!

———————————————-

โปรดอย่าลืมกดติดตามเพจของ MIC ได้ที่ : Facebook Matichon MIC