พบโลมายังมีชีวิตเกยตื้นที่หาดบ้านตาหนึก จ.ตราด

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ได้รับแจ้งจากเครือข่ายช่วยชีวิต จังหวัดตราด ว่าพบโลมามีชีวิตเกยตื้นบริเวณชายหาดบ้านตาหนึก ต.คลองใหญ่ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 กลุ่มสัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์เข้าทำการตรวจสอบ จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่าเป็นลูกโลมาหัวบาตรหลังเรียบ ความยาว 54 เซนติเมตร เพศไม่สามารถระบุได้ อายุไม่เกิน 1 เดือน น้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม สภาพความสมบูรณ์ทางโภชนาการค่อนข้างผอม สภาพอ่อนแรง จนไม่สามารถว่ายน้ำและลอยน้ำเองได้ เนื่องจากสภาพอากาศมีคลื่นลมแรง เบื้องต้นมีการให้นมไขมันสูง ทำการพยุงตัวลูกโลมาเพื่อไม่ให้จมน้ำ และมีสัตวแพทย์และทีมงานดูแลอย่างใกล้ชิด ในขณะนี้ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ได้เข้าทำการช่วยเหลือและนำไปรักษาที่สถานอนุบาลเรียบร้อยแล้ว ถ้าโลมาตัวดังกล่าวแข็งแรงและสามารถว่ายน้ำได้ดี ก็จะนำไปปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติต่อไป

นายจตุพรกล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ของสภาพทั่วไปของท้องทะเลทั้งฝั่งอ่าวไทย และอันดามัน แม้ว่าจะยังมีความสวยงาม หากแต่ความเป็นจริงแล้ว กลับกำลังเข้าสู่สภาพวิกฤต ส่งผลต่อสัตว์ทะเลสำคัญต่างๆ ที่พบว่าลดจำนวนลงมากและอาจจะสูญพันธุ์ได้ในอนาคต ในขณะที่สาเหตุการเกยตื้นของโลมาและวาฬส่วนใหญ่เกิดจากการป่วยตามธรรมชาติด้วยการติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ส่วนการเกยตื้นของเต่าทะเลและพะยูน สาเหตุเกิดจากเครื่องมือประมง นอกจากนี้ ยังพบว่าเต่าทะเลและโลมาเกยตื้นเกิดจากปัญหาการกลืนกินขยะ หรือการติดอวนที่ถูกทิ้งเป็นขยะทะเลเพิ่มมากขึ้นด้วย โดยลักษณะการเกยตื้นในเต่าทะเล 60 เปอร์เซ็นต์ ยังมีชีวิตอยู่ ในขณะที่พะยูนและโลมาประมาณ 60-80 เปอร์เซ็นต์จะตายแล้ว ซึ่งสัตว์ทะเลหายากทั้งเต่าทะเล พะยูนและโลมา เป็นสัตว์ทะเลที่หายใจด้วยปอด ถ้าไม่สามารถโผล่พ้นน้ำได้ในระยะเวลาหนึ่งก็จะทำให้ตายในที่สุด

ด้านนายภุชงค์ สฤษฎีชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 กล่าวว่า โลมาเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลและปากแม่น้ำ เป็นสัตว์ที่ถูกขึ้นบัญชีใกล้สูญพันธุ์ของไซเตส และเป็นสัตว์ในบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มีการแพร่กระจายเป็นกลุ่มๆ ตลอดแนวชายฝั่งพื้นที่อ่าวไทยตอนใน มีพฤติกรรมโผล่หัวหรือครีบหลังขึ้นมาเหนือผิวน้ำในช่วงระยะเวลาสั้นๆ พบตามชายฝั่งทะเลตั้งแต่จังหวัดชลบุรีถึงจังหวัดเพชรบุรี และพบมากบริเวณปากแม่น้ำที่สำคัญในช่วงฤดูหนาวประมาณเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์

นายภุชงค์กล่าวต่อว่า สำหรับโลมาหัวบาตรหลังเรียบมีรูปร่างคล้ายกับโลมาอิรวดีมากแต่มีขนาดเล็กกว่า ซึ่งมีลำตัวโดยตัวเต็มวัยยาว 1.9 เมตร ลูกแรกเกิดยาว 70-80 เซนติเมตร ไม่มีจะงอยปาก ครีบค่อนข้างใหญ่ปลายแหลม มีหลังสีน้ำเงินเทาและท้องสีขาว ครึ่งหนึ่งของประชากรจะมีตาสีแดง ปลายฟันแบนคล้ายใบพาย จำนวน 26-44 คู่ บนขากรรไกรบนและล่าง ไม่มีครีบหลัง แต่มีตุ่ม เป็นแนวสองแนวบริเวณตำแหน่งของกลางหลัง อุปนิสัยหากินบริเวณชายฝั่งในเขตน้ำตื้น หรือตามแม่น้ำขนาดใหญ่ที่มีทางต่อลงทะเลในเขตอินโดแปซิฟิก มีอาหารเป็นปลาขนาดเล็ก กุ้ง และหมึก มักอยู่โดดเดี่ยวหรือฝูงขนาดเล็กประมาณ 10 ตัว ในบริเวณที่มีแหล่งอาหารสมบูรณ์ ส่วนการดำน้ำจะหายใจอย่างรวดเร็ว 3-4 ครั้งจึงดำน้ำต่อ ไม่นานนักจะขึ้นมาหายใจอีก ถึงแม้ว่าจะพบการแพร่กระจายตัวในเขตอ่าวไทย แต่ก็พบเห็นได้ยากเนื่องจากไม่มีครีบหลังให้สังเกตุ ในน่านน้ำไทยสามารถเห็นได้ทุกจังหวัดที่ติดกับทะเล โดยพบมากที่สุดในฝั่งอ่าวไทยคือทะเลแถบจังหวัดตราด และจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535 เหมือนกับวาฬและโลมาชนิดอื่นๆ ในการปรากฏตัวของโลมาจึงถือเป็นการยืนยันถึงความอุดมสมบูรณ์ของปากแม่น้ำสายต่างๆ ที่ไหลลงสู่อ่าวไทย โดยที่หลายแห่งยังคงมีป่าชายเลนที่คงความสมบรูณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งอนุบาลและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ชายฝั่งที่สำคัญของประเทศไทย รวมถึงเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของโลมา ส่วนสาเหตุสำคัญที่โลมาในประเทศไทยค่อยๆ สูญพันธุ์ไปนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเครื่องมือทางการประมง ที่เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้สัตว์ทะเลตาย จากการว่ายเข้ามาติดและไม่สามารถออกสู่ท้องทะเลได้ ส่วนสาเหตุต่อมาคือการกินขยะที่ถูกทิ้งอยู่ในท้องทะเล ที่สำคัญสัตว์ทะเลโชคร้ายเหล่านี้มักจะตาย หรือไม่ก็พิการ จนไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตในท้องทะเลได้เหมือนเดิม

ที่ผ่านมา สบทช.1 ได้ยกระดับการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายาก โดยให้มีการจัดเวทีเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ เพื่อเป็นการปลูกฝังสมาชิกชุมชนชายฝั่ง เยาวชนในระบบโรงเรียนและนอกโรงเรียน รวมทั้งองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการรักษาความหลากหลายและความสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง พร้อมกับประสานความร่วมมือไปยังองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ให้ช่วยกันรณรงค์และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากเหล่านี้ พร้อมทั้งกระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกอันจะนำไปสู่การลดปัญหาภัยคุกคาม การลดปัญหาการทิ้งขยะลงสู่ท้องทะเล การทำการประมงที่เหมาะสม เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายาก รวมถึงฟื้นฟูทรัพยากรทะเลและชายฝั่งอย่างมีส่วนร่วมต่อไป” นายภุชงค์กล่าวทิ้งท้าย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้เวียดนามเจอฤทธิ์เซินติญถล่ม พบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 19 ราย
บทความถัดไป“สี จิ้นผิง” เดินหน้าสานสัมพันธป์แอฟริกา เยือนเซเนกัลประเทศแรก