ยัน100เปอร์เซ็นต์!! เป็นไปไม่ได้วางยา-ขืนใจแหม่ม ‘บิ๊กโจ๊ก’ พบกงสุลผู้ดี งัดหลักฐานน้ำทะเลหนุนยัน หมายจับ 2 เพจกุข่าว

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พล.ต.ต. สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว(รองผบช.ทท.) กล่าวภายหลังการเข้าพบกงสุลใหญ่ประเทศอังกฤษ ประจำประเทศไทย ว่าวันนี้ได้นำหลักฐานหนังสือการรายงานผลตรวจสอบทั้งวัตถุพยานและนิติวิทยาศาสตร์ จากการลงพื้นที่ตามเวลาเสมือนที่เกิดเหตุ มาให้ทีมกงสุล ซึ่งพบว่าคืนวันดังกล่าว ตรงกับขึ้น 14 ค่ำ พระจันทร์เต็มดวง และคืนดังกล่าวมีน้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของสาวชาวอังกฤษที่ว่าคืนวันเกิดเหตุไปนั่งดื่มบริเวณริมชายหาด ก่อนที่จะ ถูกมอมและพาไปข่มขืนที่เป็นโขดหินห่างจากร้านฟิชโบลว์ ประมาณ 300 เมตร

“แต่จากการตรวจสอบพบว่า การเดินไปยังจุดเกิดเหตุจะต้องเดินลุยน้ำทะเลไปยังโขดหินซึ่งจะเป็นจุดสนใจเพราะวันดังกล่าวมีการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก และมีการตรึงกำลังของเจ้าหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยบริเวณริมชายหาดจึงไม่สามารถที่จะเป็นไปตามคำกล่าวอ้างนั้นได้ จึงทำให้สามารถสรุปได้ว่า จากพยานหลักฐานที่ตรวจสอบ สรุปได้ว่าไม่มีการวางยาและการข่มขืนเกิดขึ้น” รองผบช.ทท. กล่าว

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า หลังจากนี้ทางสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยจะประสานไปยังผู้เสียหายเพื่อนำหลักฐานเช่น เสื้อผ้าที่มีคราบอสุจิติดอยู่ส่งกลับมายังประเทศไทย รวมถึงคำให้การของหญิงสาวชาวอังกฤษที่ให้ไว้กับตำรวจอังกฤษมาตรวจสอบเพิ่มเติมอีกด้วย ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลา อย่างเร็วที่สุดภายใน 1เดือน ส่วนกรณีที่ระบุว่าแม่ของผู้เสียหายจะเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีนั้น ทางแม่ของผู้เสียหายนั้นไม่ใช่พยานบุคคลที่สำคัญจึงไม่มีผลต่อรูปคดี

ภาพชายหาดวันเกิดเหตุ ที่เห็นน้ำขึ้นสูง โดยได้จากกล้องcctv และจากนักท่องเที่ยว

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า มีการออกหมายจับเจ้าของเพจสองเพจ คือเพจสมุยไทม์ และเพจ CSI LA ที่โพสต์ข้อความ เหตุการณ์ดังกล่าวจนสร้างความเสื่อมเสียทางด้านการท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ของประเทศไทย ซึ่งขณะนี้สามารถพิสูจน์ตัวตนของเจ้าของเพจได้แล้ว และคาดว่าน่าจะมีการการออกหมายจับได้ภายในวันนี้ในข้อหานำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ ร่วมทั้งคนแชร์ข้อมูลก็มีความผิดด้วย ก็จะออกหมายเรียกเข้ามาให้ข้อมูล
“ก่อนหน้านี้ก็ได้พบการแจ้งความเท็จของชาวต่างชาติทำให้เกิดความเสื่อมเสียทางด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย รวม 4 คดี ในพื้นที่ จังหวัดกระบี่ เกาะสมุยและเกาะเต่า ซึ่งทางตำรวจได้ดำเนินการแจ้งความและผลักดันออกสู่ประเทศขึ้นพร้อมกับขึ้นแบล็คลิสต์ถาวรไปแล้ว”รองผบช.ทท.กล่าว

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า  จากการพูดคุยในครั้งนี้ทางกงสุลใหญ่ประเทศอังกฤษประจำประเทศไทย ก็ได้ชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่ ในการหาข้อเท็จจริงดังกล่าว ที่ตำรวจของไทยก็สามารถหาพยานหลักฐานมาหักล้างและทำงานอย่างเต็มที่ ส่วนภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยจากสายตานักท่องเที่ยวอังกฤษขนาดนี้นั้นยังไม่ได้รับผลกระทบเพราะจากการตรวจสอบทางโรงแรมที่พักบนเกาะเต่า ยังถูกจองเต็มจากนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งต่อจากนี้ทางตำรวจจะต้องหารือถึงมาตรการในการป้องกันและเฝ้าระวังป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ซ้ำขึ้นอีก สำหรับการตรวจสอบข้อเท็จจริงขณะนี้ ถือว่าเสร็จสิ้นสมบูรณ์100%แล้ว รอเพียงพยานหลักฐานใหม่เท่านั้น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon