ปธ.มูลนิธิปลัดอบต. จี้ตั้งกก.ร่วมระดับอำเภอ แก้ปม ‘รถตู้ฉุกเฉิน’ หลัง ‘นพ.สุภัทร’ จวกแรง

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม นายทวีศักดิ์ ศรีทองกิติกูล ประธานมูลนิธิปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เพื่อให้มีข้อยุติในการแก้ไขปัญหาการรับส่งผู้ป่วยของทีมกู้ชีพกู้ภัยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ซึ่งต้องปฏิบัติตามหนังสือสั่งการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และ การตั้งข้อสังเกตเพื่อทักท้วงของนพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ รองประธานชมรมแพทย์ชนบท เพื่อให้มีความเหมาะสมและ อปท.ควรมีเป้าหมายในการบริการประชาชนเพื่อประโยชน์สูงสุด ดังนั้นขอเรียกร้องให้ฝ่ายปกครองอำเภอ เป็นเจ้าภาพหลักในการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยกู้ชีพ อปท. กู้ภัยมูลนิธิเอกชน สาธารณสุขอำเภอ (สส.อ.) โรงพยาบาลชุมชน(รพช.) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) เนื่องจากขณะนี้ อปท.ทั่วประเทศต้องปฏิบัติหน้าที่ตามหนังสือสั่งการฉบับล่าสุดอย่างเคร่งครัด ทำให้มีปัญหาในการบริการประชาชน

“เพื่อประสานการทำงานร่วมกันให้มีเอกภาพ มีความสะดวก รวดเร็ว ไม่ถูกมองว่าเจ้าหน้าที่มีการเลือกปฏิบัติเฉพะบางกลุ่มที่ใกล้ชิดการเมือง หรือ เป็นหัวคะแนน เป็นญาตใกล้ชิดเจ้าหน้าที่ แต่เบื้องต้นต้องยอมรับว่าทีมกู้ชีพของ อปท. ส่วนใหญ่ทั้งประเทศยังมีปัญหาขาดความพร้อมหลายด้าน บางแห่งเครื่องมือมีพร้อม แต่ขาดเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญงาน บางแห่งมีเจ้าหน้าที่ และมีจิตอาสาร่วมทำงาน แต่ไม่มีอุปกรณ์สนับสนุนการปฏิบัติ สำหรับโครงการ 1 ตำบล 1 ทีมกู้ชีพกู้ภัย หลังจากดำเนินการมาเป็นระยะเวลาพอสมควร แต่หน่วยงานส่วนกลางไม่มีนโยบายต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการทำงาน ทำให้งานบริการส่วนใหญ่เป็นงานกู้ภัยทั่วไป“ นายทวีศักดิ์ กล่าว

ประธานมูลนิธิฯ กล่าวว่า ในอนาคตหากมีการตั้งกรรมการร่วมระดับอำเภอจะสามารถตอบโจทย์ในการทำงานเพื่อบริการประชาชนได้เป็นอย่างดีทั้งในเขตชุมชนเมืองและเขตชนบท เนื่องจากความเห็นของอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกรณีนำรถไปรับส่งผู้ป่วยก็ถือว่าถูกต้อง เพราะเคยมีปัญหาในพื้นที่ ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี เนื่องจากรถกู้ชีพเทศบาลนำผู้ป่วยติดเตียงไปส่งและรอรับกลับทำให้ใช้เวลานานพอสมควร

“เมื่อมีอุบัติเหตุใหญ่ในพื้นที่เดียวกัน มีผู้บาดเจ็บต้องการใช้รถฉุกเฉิน แต่รถมาช้ามาก ทำให้ถูกประชาชนในพื้นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม ขณะที่มุมมองของนพ.สุภัทร ประเมินปัญหาจากความเดือดร้อนของประชาชนที่ยากจนในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งปัญหานี้สร้างความหนักใจในการปฏิบัติงานของ อปท.เป็นอย่างมาก เนื่องจากการใช้ฐานความยากจนเป็นตัวชี้วัดทำให้มีปัญหา อปท. ถูกมองว่าเลือกปฏิบัติ เพราะประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า อปท.ควรมีพื้นฐานการบริการให้มีความเท่าเทียมกัน ไม่ควรใช้ความรู้สึกจากมุมมองของความยากจนเท่านั้น” นายทวีศักดิ์ กล่าว

นพ.สุรินทร์ สืบซึ้ง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.)ปทุมธานี กล่าวว่า ขณะนี้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เป็นผู้ควบคุมและพิจารณาขึ้นทะเบียนการใช้รถฉุกเฉินขององค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) และ มูลนิธิกู้ภัยทั่วประเทศโดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เป็นผู้ดำเนินการ เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามมาตรฐานตามพ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน 2551 จะต้องมีการตรวจสภาพรถ อุปกรณ์ภายในต้องพร้อมใช้งานและมีการบำรุงรักษาต่อเนื่อง มีการจัดอบรมบุคลากรเพื่อออกใบรับรองให้ปฏิบัติหน้าที่ แต่สิ่งสำคัญมากที่สุดในการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินจากการเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ เจ้าหน้าที่ประจำสายด่วน 1669 เจ้าหน้าที่ประจำ อปท.หรือ เวรประจำของมูลนิธิกู้ภัย ผู้รับแจ้งจะต้องใช้หลักวิชาการประกอบดุลพินิจในการตัดสินใจจากข้อมูลที่ได้รับแจ้งอย่างละเอียด เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉินได้ทันท่วงที

“ ขณะที่สถิติการนำผู้ป่วยฉุกเฉินไปส่งในสถานบริการของรัฐพบว่าในเขตชุมชนเมืองเจ้าหน้าที่มูลนิธิกู้ภัยจะไปถึงที่เกิดเหตุในจุดรับแจ้งเร็วกว่า ขณะที่ชุมชนในพื้นที่ชนบทหน่วยกู้ชีพ อปท.หากได้รับการประสานจากศูนย์สั่งการในเขตรับผิดชอบสั่งให้ไปรับผู้ป่วย ก็ต้องมีศักยภาพและมีความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากมีระยะทางห่างไกลมูลนิธิกู้ภัย และห่างจากโรงพยาบาล สำหรับ อปท.บางแห่งหากยังไม่มีความพร้อมก็ควรขอรับบริการสนับสนุนจากมูลนิธิกู้ภัยหรือประสานงานในการทำงานร่วมกัน ” นายแพทย์สุรินทร์ กล่าว

นายนิพนธ์ สุวรรณนาวา ประธานมูลนิธิว่างประจวบธรรมสถาน อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า จากการประเมินประสิทธิภาพ พบว่ารถกู้ชีพของ อปท.ส่วนใหญ่ยังไม่มีความพร้อมในการรับ –ส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน เนื่องจากขาดอุปกรณ์มาตรฐานที่จำเป็นในการช่วยชีวิต เช่น เครื่องปั๊มหัวใจอัตโนมัติที่มีราคาค่อนข้างสูง หรืออุปกรณ์อื่น บางพื้นที่พบว่าอุปกรณ์ที่ซื้อแล้วไม่ได้ใช้งานก็เสื่อมสภาพไม่มีการซื้อทดแทนของเดิม นอกจากนั้นจะพบว่ารถกู้ชีพ อปท. ส่วนใหญ่จะใช้รถกระบะดัดแปลงใส่อุปกรณ์กู้ชีพแต่มีอุปกรณ์สำคัญไม่ครบถ้วน ขณะที่มูลนิธิกู้ภัยของเอกชนสามารถระดมทุนเพื่อจัดซื้อเครื่องมือราคาแพงเพื่อใช้งานและบำรุงรักษาได้ รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่จิตอาสาที่พร้อมทำงานได้ 24 ชั่วโมงทั้งการกู้ชีพและการกู้ภัย

“เร็วๆ นี้ สพฉ จะกำหนดมาตรฐานของรถกู้ชีพของทุกองค์กรที่ขึ้นทะเบียนจะต้องมีมาตรฐานเท่าเทียมกันทั้งการใช้สีเฉพาะเป็นสีเหลืองกำมะถัน การใช้ความเร็วไม่เกินจากอัตราที่กำหนด การติดตั้งอุปกรณ์ คุณลักษณะของเจ้าหน้าที่ประจำรถ ไม่มีไฟกะพริบหรือมีอุปกรณ์ตกแต่งเหมือนรถคณะลิเกอย่างแน่นอน และ ต่อไปกระทรวงสาธารณสุขก็ควรเป็นหน่วยงานต้นแบบ พิจารณาใช้รถกู้ชีพที่มีมาตรฐานเช่นเดียวกับต่างประเทศราคาคันละ 5 – 10 ล้านบาท มีการผลิตจำหน่ายเพื่อใช้กู้ชีพโดยเฉพาะ ไม่ควรซื้อรถตู้โดยสารมาดัดแปลงติดตั้งอุปกรณ์ภายในเหมือนการใช้งานในปัจจุบัน เพราะการช่วยผู้ป่วยฉุกเฉินที่ต้นทางมีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่มีมาตรฐานสูง ” นายนิพนธ์ กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

“หมอสุภัทร” โต้กลับอปท.ห้ามรถฉุกเฉินส่งผู้ป่วย แต่รถถังกลับใช้รัฐประหารได้
อธิบดีกรมฯ แจงปม ‘ห้ามรถฉุกเฉิน อปท.รับผู้ป่วยกลับบ้าน’ ยันทำตามกฎ
ผอ.รพ.จะนะ โวย รับไม่ได้ กรมท้องถิ่น สั่งห้ามรถฉุกเฉินอปท.รับผู้ป่วยกลับบ้าน

บทความก่อนหน้านี้โคราชเปิดตัวทีม ‘แคทเดวิล’ ทุ่มสุดตัว คว้า ‘นุศรา ต้อมคำ’ เสริมทัพ
บทความถัดไปเช็กดวงกับ‘หมอทรัพย์ สวนพลู’ ‘ม.ค.’ ปี62 ราศีเมษไม่ควรเที่ยวทางเรือ-มิถุนโชคดีเรื่องเงิน