ส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาล EEC ส่งผลดีต่อไทย คาดดูดงบฯลงทุน 1.5 ล้านล้านบาท

สมาคมการค้าและการลงทุนเอเชียน-สากลจัดพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงระหว่างเมืองหลานโจวกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีนายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานกรรมการบริหาร-การพัฒนาธุรกิจ บริษัท สยามอีสเทิร์น อินดัสเตรียลพาร์ค เเละประธานสภาองค์การนายจ้างเเห่งประเทศไทย (ECOT) มาร่วมพูดคุยถึง “ภาพรวมการลงทุนในภาคตะวันออกของประเทศไทย”

นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ประธานกรรมการบริหาร-การพัฒนาธุรกิจ บริษัท สยามอีสเทิร์น อินดัสเตรียลพาร์ค เเละประธานสภาองค์การนายจ้างเเห่งประเทศไทย (ECOT) กล่าวว่า โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC เป็นแผนยุทธศาสตร์ดึงการค้าการลงทุนจากต่างประเทศ ภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอย่างมาก โดยเฉพาะนักลงทุนจากประเทศจีน
จากสถานการณ์เศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านการพัฒนาประเทศ ระบบคมนาคม และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ASEAN Economic Community (AEC) ที่มีจุดผลักดัน ASEAN ให้เป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานฝีมือได้อย่างเสรี ทำให้บริษัทต่างชาติมีตัวเลือกในการตั้งฐานการผลิตและกระจายสินค้ามากขึ้น ในระยะต่อไปความเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคจะมีการยกระดับขึ้นอีกครั้ง ซึ่งไทยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เพราะเชื่อมต่อทั้งมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอินเดีย (East-west Economic Corridor) และเชื่อมต่อกับจีนตอนใต้เข้ากับภูมิภาคแหลมทอง (North-South Economic Corridor) ทำให้ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางการคมนาคมและโลจิสติกส์ของภูมิภาคและการเป็นประตูสู่เอเชียใต้
และจากการที่รัฐบาลได้ร่าง พ.ร.บ.พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษตะวันออกขึ้น เพื่อเร่งและสนับสนุนการดำเนินโครงการ EEC ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนปรับปรุงเพิ่มเติมโดยสำนักคณะกรรมการกฤษฎีกาเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา รวมทั้งแก้ไข พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน และร่าง พ.ร.บ.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย พ.ศ.2560 เพื่อเร่งให้นักลงทุนต่างชาติและภาคเอกชนเข้ามาลงทุนพื้นที่ EEC ด้วยสิทธิประโยชน์การลงทุนถึง 3 ด้านด้วยกันคือ 1.สิทธิประโยชน์แบบ Tailor Made สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย การแพทย์แบบครบวงจร ปิโตรเคมี อากาศยาน และเขตนวัตกรรมเศรษฐกิจตะวันออก (EECI) 2.เครื่องมือสนับสนุน-ส่งเสริม-อำนวยความสะดวกในการลงทุนแบบครบวงจร และ 3.การให้บริการ One Stop Service

จากมาตรการส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC นับว่ามีประโยชน์ต่อประเทศเป็นอย่างมาก เพราะมีนักลงทุนชาวต่างชาติให้การตอบรับค่อนข้างดี และมีแนวโน้มที่จะมีการลงทุนเข้ามาใน EEC เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยรัฐบาลคาดว่าจะสามารถดึงดูดการลงทุนได้มากว่า 1.5 ล้านล้านบาทจากภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมเป้าหมาย ยานยนต์สมัยใหม่ อีเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล และอากาศยาน

ซึ่งในส่วนของเขตประกอบอุตสาหกรรมสยามอีสเทิร์น อินดัสเตรียลพาร์ค หรือ SEP ของเราเองก็ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติในอุตสาหกรรมประเภทดังกล่าวอย่างมาก ซึ่งมีทั้งที่ตัดสินใจลงนามซื้อพื้นที่ไปแล้ว และยังอยู่ระหว่างการเจรจาอีกหลายราย และในขณะนี้ทาง SEP ก็ได้เปิดพื้นที่ใหม่ เพื่อรองรับความต้องการและปริมาณการลงทุนที่จะหลั่งไหลเข้ามาในเขต EEC นี้ ทางบริษัทของเราเพิ่งเปิดพื้นที่ใหม่อีก 300 ไร่ เพียบพร้อมไปด้วยระบบสาธารณูปโภค น้ำ ไฟฟ้า แก๊ส รวมถึงพลังงานทางเลือก ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการใช้พลังงานลงไปได้มาก นอกจากนี้เขตประกอบอุตสาหกรรมของเรายังตั้งอยู่ใจกลาง EEC สามารถเดินทางและขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือ สนามบิน รวมถึงแหล่งที่อยู่อาศัยสำหรับชาวต่างชาติ (ศรีราชา) ชุมชน เป็นระยะทางรัศมีไม่เกิน 50 กิโลเมตร และโครงการ K-City@บางปู ซึ่งเป็นโครงการหนึ่งที่บริษัทกำลังพัฒนาเป็นเมืองใหม่ในรูปแบบเมืองอัจฉริยะ หรือ “สมาร์ทซิตี้” และยังเป็นโครงการพัฒนาระบบขนส่งทางน้ำเต็มรูปแบบ เพื่อเชื่อมโยงระบบขนส่งผู้โดยสารและรถสินค้าทางทะเลระหว่างสมุทรปราการไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่งในประเทศ และต่างประเทศ

บทความก่อนหน้านี้‘คณะภริยาทูต’ ตอบแทนจากใจ ช่วยเหลือเด็ก สตรี ผู้ด้อยโอกาส
บทความถัดไปชาวชุมชนวัดดอนฝายร้องทุกข์ ผู้รับเหมาแสบเบี้ยวค่าดินวัดเกือบ 3 แสน