“อีริคสัน” จับมือ “กระทรวงดีอี” จัดแสดงอีริคสัน 5G แล็บ ในพื้นที่อีอีซี

อีริคสัน ประเทศไทย ร่วมมือ กับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นำโดย นายวุฒิชัย วุฒิอุดมเลิศ หัวหน้างานฝ่ายเน็ตเวิร์คโซลูชั่นส์ บริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด จัดแสดงเทคโนโลยี 5G ในโอกาสร่วมลงพื้นที่เตรียมความพร้อมของสนามทดสอบ 5G Testbed ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา โดยมีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับวิวัฒนาการของเทคโนโลยี 5G เส้นทางสู่การสร้างรายได้จาก 5G ของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) โมเดลการทำธุรกิจใหม่ๆ รวมไปถึงคลื่นความถี่ที่เหมาะสมสำหรับ 5G พร้อมกันนี้ ยังได้นำอุปกรณ์ที่พร้อมรองรับเทคโนโลยี 5G ของอีริคสัน มาแสดงในงานแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการสนับสนุนผู้ให้บริการและภาครัฐในการพัฒนาประเทศไทยเข้าสู่ยุค 5G

อีริคสันได้นำซอฟท์แวร์ 5G Radio Access Network (RAN) ที่สามารถให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ และได้รับการรับรองตามมาตรฐาน 3GPP 5G New Radio (NR) เป็นรายแรกของโลกพร้อมสถานีฐานแบบใหม่ที่เรียกว่า Street Macro มานำเสนอ เพื่อตอบโจทย์ผู้ให้บริการที่มีข้อจำกัดในการหาสถานที่ตั้งสถานีฐานในเขตเมือง เพื่อรองรับการพัฒนาอย่างไร้รอยต่อจาก 4G ไปยัง 5G โดย Street Macro จะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างระหว่างสถานีฐานแบบ Macro และ Micro โดยสถานีฐานชนิดใหม่นี้ สามารถไปติดตั้งในพื้นที่ที่จำกัดตามตึกสูงในเมืองได้เหมือนแบบ Micro แต่สามารถให้การครอบคลุมของสัญญาณได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนแบบ Macro นอกจากนี้ Street Macro ยังมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย และมีระบบ Active Antenna ฝังอยู่ภายในสถานีฐาน และประเทศไทยเป็นแห่งแรกของโลกที่ทางอิริคสันนำเข้ามาติดตั้ง

บริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด

นอกจากนี้ อีริคสัน ยังได้นำเทคโนโลยีของผลิตภัณฑ์สถานีฐานแบบใหม่ของ Massive MIMO Technology ซึ่งจะช่วยการพัฒนาเครือข่าย 4G เดิมเข้าสู่ 5G โดยตอบสนองความต้องการในการเพิ่มความเร็วขึ้น ทั้งนี้ ระบบสถานีฐานของอิริคสันที่มีการติดตั้งตั้งแต่ปี 2558 สามารถอัพเกรดเป็น 5G NR โดยการติดตั้งซอฟท์แวร์จากทางไกลได้ โดยการผสมผสานของผลิตภัณฑ์ใหม่ของอิริคสัน รวมทั้งการสนับสนุน 5G บนสถานีฐานที่ติดตั้งไปแล้วจะทำให้ผู้ให้บริการสามารถเข้าสู่ยุค 5G ได้อย่างยืดหยุ่น และสร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับแอพพลิเคชั่นส์ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้

กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ขยายเพิ่มเติมนี้ จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สูงขึ้นเข้าถึง 5G แบบ end-to-end ซึ่งรวมไปถึง 5G NR Radio ครั้งแรกในอุตสาหกรรมระดับโลก อีริคสันยังเป็นเจ้าแรกในตลาดสำหรับโซลูชั่นส์ที่จะเปลี่ยนถ่าย 4G สู่ 5G ได้อย่างราบรื่นโดยใช้แพลตฟอร์ม 5G ใหม่ของอีริคสัน ผนวกกับ Core และ Radio use cases ซึ่งแพลตฟอร์มใหม่นี้ ประกอบไปด้วย 5G Core, Radio และ Transport portfolios ทำงานร่วมกับระบบดิจิทัลบริการด้านการเปลี่ยนถ่าย และความปลอดภัย

ในอนาคตอุตสาหกรรมการผลิตหรือโรงงานต่างๆ จะต้องใช้ 5G เพื่อพัฒนาตนเองไปสู่ยุค Industrial 4.0 โรงงานในอนาคต จะต้องมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาสู่กระบวนการผลิต ซึ่งจะเกิดขึ้นได้โดยการผ่านการเชื่อมโยงโครงข่าย 5G ระบบการสื่อสารภายในโรงงาน จะต้องผ่านเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน และผ่านการยอมรับ โดยภาคอุตสาหกรรมการเชื่อมโยงด้วยโครงข่ายที่ไม่ได้มาตรฐานนั้น ย่อมมีความเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายในขั้นตอนการผลิตได้ ทั้งนี้ ด้วยการเชื่อมโยงที่ได้มาตรฐานจะต้องมีการเพิ่มอุปกรณ์ต่างๆ เช่น Wireless Sensor เข้าไปตามสายการผลิตในโรงงาน ซึ่งสามารถทำได้อย่างง่ายดาย และทันที โดยไม่จำเป็นต้องไปขัดจังหวะขั้นตอนการผลิตหรือการนำหุ่นยนต์ ทั้งแบบประจำที่ หรือ แบบเคลื่อนที่ เข้าไปยังสายการผลิตก็สามารถทำได้ โดยไม่ต้องมีการลากสายให้ยุ่งยากเหมือนโรงงานในปัจจุบัน ทั้งนี้ 5G จะมีบทบาทสำคัญในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ ในโรงงานแล้วนำข้อมูลนั้นๆ มาวิเคราะห์ และสั่งการหุ่นยนต์ที่อยู่ในสายการผลิตโดยผ่านระบบคลาวด์ การควบคุมการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์จะเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด เมื่อนำเข้ามาสู่สายการผลิตจริงโดยจะต้องมี Latency ที่น้อยกว่า 1 มิลลิวินาที โดยในการสาธิตนี้จะแสดงให้เห็นถึงการควบคุมแขนกลของหุ่นยนต์ ที่สามารถควบคุมผ่านการขยับมือของผู้ควบคุมบนโครงข่าย 5G

บริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด

อีกหนึ่งตัวอย่างที่ อีริคสัน นำมาสาธิต คือ รถตักดินที่ควบคุมระยะไกลผ่านโครงข่าย 5G เป็นการสาธิตการนำ 5G HF (High Frequency หรือความถี่สูง) มาใช้งาน โดยข้อมูลการควบคุมรถตักดินนี้ จะถูกสั่งการจากแท่นควบคุมไปยัง 5G Core Network ก่อนที่จะถูกส่งต่อไปที่แขนกลของหุ่นยนต์ผ่านโครงข่าย 5G NR ในแบบ Realtime โดยหุ่นยนต์จะตอบสนองต่อการควบคุมในแบบต่างๆ ได้อย่างหลากหลายเช่นการเคลื่อนไปข้างหน้า การหมุนซ้ายขวา หรือการตักดิน เป็นต้น รถตักดินที่ควบคุมระยะไกลผ่านโครงข่าย 5G จะเป็นการสาธิตการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์เครื่องจักรในภาคสนาม เช่น การทำเหมืองแร่ โดยการควบคุมจากระบบปฏิบัติการหลังบ้านแบบ Real time การควบคุมระยะไกลจะทำให้การปฏิบัติงานของเครื่องจักรขนาดใหญ่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้ง มีความปลอดภัย และลดความเสี่ยง เนื่องจากอุบัติภัยในการทำงานได้อีกด้วย

สำหรับชุดสาธิตนี้ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของโครงข่าย 5G ที่มี Low Latency รวมทั้ง มีความมั่นคงและเชื่อถือได้ สามารถทำให้การปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับเครื่องจักรทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในอนาคตการควบคุมระยะไกลผ่านโครงข่าย 5G จะถูกนำมาใช้ในการทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีอันตราย เพื่อลดความเสี่ยงต่อชีวิตของบุคลากร ผู้ปฏิบัติงาน นอกจากนี้ ชุดสาธิตนี้ ยังแสดงให้เห็นการเชื่อมโยงของ 5G URLLC (Ultra reliability and Low latency communication) โดยการเปรียบเทียบรถตักดินสองคัน โดยที่คันหนึ่งมีการเชื่อมโยงผ่านโครงข่าย 5G NR ในขณะที่อีกคันหนึ่ง มีการเชื่อมโยงผ่านโครงข่าย 4G LTE หลังจากที่ได้ทำการทดสอบแล้ว ผู้สังเกตุการณ์จะเห็นได้ว่า รถตักดินคันที่เชื่อมโยงผ่านโครงข่าย 5G NR จะสามารถเคลื่อนที่ตอบสนองได้อย่างทันท่วงที เมื่อเทียบกับอีกคันที่เชื่อมโยงผ่านโครงข่าย 4G LTE ซึ่งยังมีการตอบสนองที่ช้าอยู่

“เทคโนโลยี 5G จะสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ให้บริการได้สูงขึ้นถึง 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 22% ของรายได้ที่คาดการณ์ไว้ภายในปี2569 โดยอุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมด้านพลังงานและสาธารณูปโภค และความปลอดภัยด้านสาธารณะ จะเป็นภาคส่วนที่ผู้ให้บริการสามารถสร้างรายได้จาก 5G ได้มากที่สุด อย่างไรก็ตาม ผู้ให้บริการจำเป็นจะต้องมีการเตรียมความพร้อมสำหรับ 5G เพื่อประโยชน์ของคนในประเทศไทยต่อไป” นายวุฒิชัย กล่าว

บริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

เพิ่มเพื่อน

บทความก่อนหน้านี้สุดปลื้ม! ลูกเต่ามะเฟืองตัวแรกที่หาดคึกคัก ออกจากหลุมฟักไข่แล้ว ทช.ดูแลใกล้ชิดก่อนส่งคืนทะเลอันดามัน
บทความถัดไปผู้สมัคร ส.ส.หญิงหน้าใหม่ พรรคชาติพัฒนา ร่วมวงเสวนา Gender Talk EP.2