พณ.ปลื้มเอฟทีเอช่วยเปิดตลาดสินค้าเกษตรไทย ปี’61 ส่งออกโต 7%

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกสินค้าเกษตร (พิกัดศุลกากร 01-24 ไม่รวมพิกัด 03 และ 16 ซึ่งเกี่ยวกับสินค้าประมง) ปี 2561มีมูลค่ากว่า 26.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้ากว่า 7.7% และคิดเป็น 10.6% ของการส่งออกสินค้าทั้งหมดของไทย อีกทั้งไทยยังเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรเป็นอันดับที่ 18 ของโลก โดยมีคู่ค้าสำคัญได้แก่ อาเซียน จีน สหรัฐ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ซึ่งสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ ข้าว น้ำตาล ผลไม้ อาหารปรุงแต่ง ของปรุงแต่งจากผักผลไม้ เครื่องดื่ม อาหารสัตว์ เป็นต้น

นางอรมนกล่าวว่า กรมเล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพสินค้าเกษตรไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก โดยใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอทั้ง 13 ฉบับ ที่ไทยทำกับ 18 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ และฮ่องกง ในช่วงที่ผ่านมากรมเจรจาฯ ได้จับมือกับสภาเกษตรแห่งชาติลงพื้นที่สร้างความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกรในจังหวัดต่างๆ เรื่องประโยชน์เอฟทีเอและการพัฒนาสินค้าเกษตรไทยเพื่อให้แข่งขันได้อย่างมีศักยภาพ ตลอดจนให้เกษตรกรนำสินค้ามาให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ แนะนำแนวทางการปรับตัว โดยในปีงบประมาณ 2562 กรมฯ ได้ลงพื้นที่ไปแล้ว 4 จังหวัด คือ อุดรธานี สินค้าสมุนไพร ขิง ข่า กระชาย ไม้ดอกไม้ประดับ ปราจีนบุรี สินค้าสมุนไพร ไม้ดอกไม้ประดับ แม่ฮ่องสอน สินค้าชา กาแฟ สมุนไพร ธัญพืช สุโขทัย สินค้ากาแฟ ส้ม ชาดอกกาแฟ ละมุด และใบตองตานี และเตรียมจะลงพื้นที่อีก 2 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ สินค้าทุเรียน เงาะ และสมุนไพร และ สงขลา สินค้ามังคุด เงาะ ลองกอง และผลไม้อบแห้ง เป็นต้น ช่วงเดือนพฤษภาคมนี้

นางอรมนกล่าวว่า สินค้าผลไม้เมืองร้อนดังกล่าวเป็นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จากเอฟทีเอ โดยเฉพาะการส่งออกไปประเทศคู่เอฟทีเอ เช่น อาเซียน จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น เพราะประเทศคู่ค้าได้ลดเลิกภาษีศุลกากรให้ไทยแล้ว สำหรับสินค้าที่ไทยอาจจะต้องเตรียมความพร้อมรับการแข่งขันกับสินค้าจากต่างประเทศ เช่น สินค้านมและผลิตภัณฑ์นม ซึ่งกรมก็ได้ร่วมมือกับกรมปศุสัตว์และชุมนุมสหกรณ์โคนม ให้ความรู้และแนะนำให้เกษตรกรให้ความสำคัญกับการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า โดยการพัฒนาคุณภาพสินค้าตลอดห่วงโซ่การผลิต ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและขยายการส่งออกสู่ตลาดโลกด้วยเอฟทีเอ

“จากการลงพื้นที่ไปในหลายจังหวัดพบว่า ผู้ผลิตหลายรายมีศักยภาพ สามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงเอฟทีเอ สร้างรายได้และขยายการส่งออกไปต่างประเทศได้แล้ว โดยได้มีการพัฒนาสินค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การรักษาคุณภาพ ยกระดับมาตรฐานสินค้า และมีการเสริมนวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์ให้กับสินค้าเกษตรนั้นๆ ซึ่งสอดคล้องกับเกษตรกรไทยยุค 4.0 ที่ต้องการเปลี่ยนจากการทำเกษตรที่เน้นปริมาณ ไปสู่การทำการเกษตรที่เน้นคุณภาพ นวัตกรรม และเทคโนโลยี นอกจากนี้ สินค้าทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่รักษ์สุขภาพและสิ่งแวดล้อม อย่างสินค้าเกษตรอินทรีย์ ก็พบว่า ผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์สามารถจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ของตนได้ในราคาสูงกว่าสินค้าเกษตรทั่วไปถึง 10 เท่า อีกทั้งยังเป็นที่ต้องการเพิ่มมากขึ้นทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์เริ่มมีการรวมกลุ่มผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์กันมากขึ้น” นางอรมนกล่าว

Advertisement

 

 

เกาะกระแสเศรษฐกิจ กับ Line@มติชนเศรษฐกิจใกล้ตัว

Advertisement

 

<img class=”” src=”http://qr-official.line.me/L/muIiTR5dQ-.png” width=”241″ height=”206″ />

 

<a href=”https://line.me/R/ti/p/%40oex3158u“><img src=”https://scdn.line-apps.com/n/line_add_friends/btn/en.png” alt=”เพิ่มเพื่อน” height=”36″ border=”0″ /></a>

 

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image