ซาลาห์และมาเน่ ผู้ทำลายกำแพง Islamophobia ที่ Liverpool

ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีแด่ผู้อ่านทุกคน

“หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ปิดฉากฤดูกาล 2018-19 ที่ยอดเยี่ยมของพวกเขาด้วยตำแหน่งแชมป์ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก หลังพวกเขาสามารถเอาชนะ “ไก่เดือยทอง” ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ 2-0 เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2562

ปฏิเสธไม่ได้ว่านักเตะมุสลิมจากทวีปแอฟริกากองหน้า 2 คนของลิเวอร์พูล โม ซาลาห์ (มุสลิมอ่านว่ามุฮัมหมัด ซอลาห์) และซาดิโอ มาเน่ เป็นยอดดาวเตะที่ได้รับการยกย่องว่ามีส่วนสำคัญในการคว้าแชมป์ในครั้งนี้แม้พวกเขาต้องถือศีลอด อดอาหารและน้ำในระหว่างในเกมชิงแชมป์สโมสรของยุโรปครั้งนี้

แม้ลิเวอร์พูลจะมีนักเตะมุสลิมอีกคนคือ ชากิรี แต่ภาพการแสดงตัวตนความเป็นมุสลิมของสองคน คือซาลาห์และมาเน่น่าจะชัดในวงการสื่อที่สุด

ภาพคุ้นตาของแฟนหงส์ในตอนนี้คงหนีไม่พ้นภาพนักเตะทั้งสองฉลองประตูด้วยการคุกเข่าลงแล้วดำดิ่งกับการภาวนาขอบคุณพระเจ้า (ในอิสลามเรียกว่าสุญูด)

การที่พวกเขาต้องถือศีลอด อดอาหารและน้ำในระหว่างในเกมชิงแชมป์สโมสรของยุโรปครั้งนี้ไม่ใช่อุปสรรค หรือทำให้สมรรถนะของเขาลดลง และมันยิ่งแสดงตัวตนถึงอัตลักษณ์ความเป็นมุสลิมเพิ่มขึ้น

“ไม่มีปัญหาสำหรับการถือศีลอดของนักเตะ ผมเคารพความเชื่อทางศาสนาของทุกคน และพวกเขาได้ทำสิ่งที่มหัศจรรย์เสมอ พวกเขานำสิ่งที่ดีที่สุดมาให้ทีม ไม่ว่าจะถือศีลอดหรือไม่ก็ตาม” เจอร์เก้น คล็อปป์ กล่าวระหว่างการแถลงข่าวก่อนเกมการแข่งขัน

คล็อปป์กล่าวว่า มีบางวันที่ซาลาห์และมาเน่เข้ามายังห้องแต่งตัวช้ากว่านักเตะคนอื่น เพราะพวกเขาไปปฏิบัติศาสนากิจ ซึ่งในชีวิตของเรามีสิ่งอื่นที่สำคัญมากกว่าฟุตบอล

มีการถกเถียงกันมากมายในการแข่งขันชิงแชมป์โลกเมื่อปีที่แล้ว ที่ซาลาห์ลงสนามในนามอียิปต์ โดยเขาตัดสินใจถือศีลอดในระหว่างการแข่งขัน ซาลาห์ซึ่งได้รับการชื่นชมว่าเป็นผู้สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับมุสลิมและเป็นอนาคตของหงส์แดงบอกกับแฟนบอลว่า เขาต้องถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ไม่ใช่เพียงการทำการกุศล แต่เป็นการปฏิบัติอย่างจริงจัง

ด้วยภาพลักษณ์ของผู้เล่นคุณภาพสูงในเกมฟุตบอล ความถ่อมตัวเข้าถึงง่ายทำให้การมีศรัทธาแบบอิสลามดูไม่ใช่เรื่องของความรุนแรง ทำให้ภาพของ “ทั้งสอง” จะช่วยลดกระแสความเกลียดกลัวอิสลาม (Islamophobia) ในลิเวอร์พูลและอังกฤษได้เลย

โดยเฉพาะซาลาห์ เพราะเขาก็ถูกสรรเสริญจากแฟน Liverpool ไม่ต่างจากตำนานคนอื่นของสโมสรอย่างสตีเวน เจอร์ราร์ด หรือเคนนี แดลกลิช

“Mo Sa-la-la-la-lah,

Mo Sa-la-la-la-lah!

If he’s good enough for you,

he’s good enough for me.

If he scores another few,

then I’ll be Muslim too.

If he’s good enough for you,

he’s good enough for me.

Sitting in the mosque,

that’s where I wanna be

โม ซาลาห์ ลา ลา ลา ลา

ถ้าเขาดีพอสำหรับคุณ เขาก็ดีพอสำหรับฉัน

ถ้าเขายิงอีกสักนิด ฉันก็พร้อมเป็นมุสลิมเหมือนกัน

ถ้าเขาดีพอสำหรับคุณ เขาก็ดีพอสำหรับฉัน

ถ้าเขายิงอีกสักนิด ฉันก็พร้อมไปนั่งในมัสยิดอยู่เหมือนกัน!

โม ซาลาห์ ลา ลา ลา ลา”

เพลงที่แฟนบอลแต่งให้ซาลาห์ โดยดัดแปลงมาจากเพลง “Good Enough,” เพลงฮิตยุค 90’s ของวง “Dodgy”

ในขณะซาดิโอ มาเน่ ผู้มีจิตใจงามถ่อมตนจนเป็นที่ยอมรับของทุกคนที่สัมผัสเขา “เขาเกิดในแคว้นเซดิอูของเซเนกัล เป็นเด็กเงียบๆ ชนิดที่หัวหน้าหมู่บ้านของเขาที่แบมบาลีบอกว่าหากไม่สังเกตแล้วจะไม่รู้เลยว่าเขามีตัวตนอยู่จนกว่าเราจะได้เห็นเขาลงสนาม มาเน่จึงจ

ะเปล่งประกาย”

มีภาพหลุดมาเน่ออกมา “จิตอาสาไปช่วยล้างห้องน้ำในมัสยิดท้องถิ่นในเมืองลิเวอร์พูล โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากพาทีมหงส์แดงบุกไปเอาชนะเลสเตอร์ ซิตี้ 2-1 เมื่อวันเสาร์ (1 ก.ย.2561) ที่ผ่านมา” โดยที่มีแฟนบอลถ่ายคลิปเอาไว้ ถ่ายทอดสิ่งที่เขาทำความดีให้แก่สังคมอีกอย่าง https://www.facebook.com/watch/?v=692040574495650

โดยภาพในคลิปนั้น มาเน่กำลังเติมน้ำให้เต็มถังอย่างขยันขันแข็งภายในมัสยิด อัล-ระห์มาน บริเวณมัลเกรฟ สตรีท ในเมืองลิเวอร์พูล ซึ่งสถานที่ดังกล่าวมาเน่นั้นชอบแวะเวียนมาเยี่ยมเป็นประจำอยู่แล้ว

เรื่องนอกสนามเหล่านี้ของทั้งสองนักเตะอาจช่วยเปลี่ยนมุมมองของคนอังกฤษที่มีต่อชาวมุสลิม ในสภาวะ Islamophobia หรือการเกลียดกลัวอิสลาม ที่แพร่ไปทั่วยุโรปหลังปัญหาผู้อพยพจากตะวันออกและภัยการก่อการร้าย

กระแสเกลียดกลัวอิสลามในอังกฤษพุ่งสูงขึ้นมาหลังเหตุก่อการร้ายในทั้งลอนดอนและเมืองเชสเตอร์ การตัดสินใจลงประชามติออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร หรือ Brexit ก็มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากเรื่องผู้ลี้ภัยและการเกลียดกลัวมุสลิม Tell MAMA องค์กรที่จับตาเกี่ยวกับการแสดงความเกลียดชิงต่อชาวมุสลิมรายงานว่า หลังเบร็กซิทมีการแสดงความเกลียดชังต่อชาวมุสลิมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างแรงกดดันให้กับคนมุสลิมในอังกฤษค่อนข้างมาก มีรายงานว่าผู้หญิงชาวมุสลิมในหลายเมืองต้องถอดฮิญาบขณะที่อยู่ในพื้นที่สาธารณะ แม้แต่นักการเมืองในสภาเองก็มีการแสดงความเกลียดกลัวชาวมุสลิมอย่างเปิดเผย

แน่นอนว่าซาลาห์ไม่ใช่นักฟุตบอลคนเดียวที่นับถือศาสนาอิสลาม ในฤดูกาลปัจจุบันมีผู้เล่นอย่างน้อย 60 คนใน Premier League ที่เป็นชาวมุสลิมซึ่งรวมถึงซุปเปอร์สตาร์อย่าง เมซุต โอซิล หรือปอล ป็อกบา แต่ผู้เล่นเหล่านั้นไม่ได้ให้ภาพแทนความเป็นมุสลิมได้เท่าเขา

ทำให้เขาทั้งสองกลายเป็นหนึ่งในภาพแทนของชาวมุสลิมอาหรับ-แอฟริกา (มุสลิมที่ชาวยุโรปจดจำว่าเป็นสาเหตุของการก่อร้ายและผู้อพยพ)

“ตัวเขาประกอบไปด้วยคุณค่าของความเป็นอิสลาม เหมือนกับว่าเขาใส่ความเชื่อลงไปในชุดแข่ง เขามีความดูเป็นคนน่าคบหา เป็นฮีโร่ของทีมลิเวอร์พูล … เขาไม่ใช่ทางออกของการเกลียดกลัวอิสลาม แต่เขาก็มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้” Miqdaad Versi กล่าวกับ The New Time โดยเขามองว่าตัวของซาลาห์นั้นจะช่วยต่อสู้กับภาพของความคลั่งศาสนาที่อยู่ในสายตาของคนอังกฤษได้ ด้วยภาพลักษณ์ของเขาที่ถ่อมตัว เข้าถึงง่าย ทำให้การมีศรัทธาแบบอิสลามดูไม่ใช่เรื่องของความรุนแรง

แต่อีกด้านหนึ่ง กรณีซาลาห์ก็ถูกมองเป็นเพียงข้อยกเว้นของชาวมุสลิมเพียงบางคนที่ถูกมองในด้านบวก แต่ไม่ไปด้วยกันกับมุสลิมธรรมดาทั่วไป เหมือนชาวผิวสีในสหรัฐที่จะถูกยอมรับก็ต่อเมื่อมีความสามารถด้านกีฬาหรือมีฐานะทางเศรษฐกิจดี ส่วนคนผิวสีกลุ่มอื่นๆ ก็ยังถูกมองว่าเป็นอาชญากรดังเดิม เหมือนอย่างที่ปรากฏอยู่ในท่อนหนึ่งเพลงที่ว่า “If he scores another few, then I’ll be Muslim too” มีนัยว่าอิสลามจะถูกยอมรับก็ต่อเมื่อซาลาห์ยิงประตูเท่านั้น

“ภาระใหญ่ของคนกลุ่มน้อยที่ต้องเจอคือการถูกมองว่าเป็นผู้อพยพที่เลว เป็นคนที่แย่งงาน เป็นหัวขโมย เป็นผู้ลี้ภัย จนกว่าเราจะก้าวข้ามความรับรู้ของพวกเขา ผ่านวัฒนธรรมป๊อปคัลเจอร์ อย่างชนะการแข่งขัน ทำขนมที่อร่อย เป็นหมอที่ซื่อสัตย์ เราถึงจะถูกมองเป็นผู้อพยพที่ดี” Nikesh Shukla บรรณาธิการหนังสือ Good immigrant ระบุ ก่อนหน้านี้ไซนุดดีน ซีดานนักเตะทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์โลก 1998 ที่มีพื้นหลังเป็นลูกหลานของผู้อพยพชาวแอลจีเรีย ก็เคยเป็นความภูมิใจของชาวอาหรับและคนในชาติฝรั่งเศส “ชื่อเสียงของเขา (ซีดาน) ไม่ได้ช่วยลดความเกลียดกลัวอิสลามที่มีในวัฒนธรรมกระแสหลักของฝรั่งเศสเลย”

แต่มีหลายคนเห็นว่าอีกด้านหนึ่งความนิยมของซาลาห์นั้นไม่ได้ปรากฏขึ้นมาแบบลอยๆ แต่มันมีขึ้นพร้อมกับภาพของชุมชนชาวมุสลิมที่เขาอาศัยและร่วมทำกิจกรรมต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งนี่อาจจะเป็นคำตอบที่ว่าคนในวงการกีฬาจะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีได้อย่างไรภายใต้สถานการณ์ที่ตึงเครียดนี้

ครับ หวังว่าทั้งซาลาห์และมาเน่จะเป็นแรงบันดาลใจกับนักเตะทุกคนให้เป็นสุภาพบุรุษทั้งในและนอกสนามรวมทั้งป็นมุสลิมสายกลางให้คนทั่วไปและสามารถทำลายกำแพง Islamophobia ที่ Liverpool และอังกฤษรวมทั้งตะวันตกเพราะ “แบบนั้นดีกว่าบอก”

“ท้ายที่สุด จงอย่าหยุดพัฒนาตัวเอง เมื่อมีบางคนมาบอกคุณว่า -คุณรวดเร็วมาก- ทำให้แน่ใจว่า เช้าวันรุ่งขึ้น คุณต้องโชว์ให้พวกเขาเห็นว่า คุณสามารถเร็วได้กว่านี้อีก”

โม ซาลาห์ หรือมุฮัมหมัด ซอลาห์

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์
(อับดุลสุโก ดินอะ)
กรรมการสภาประชาสังคมชายแดนใต้
Shukur2003@yahoo.co.uk

หมายเหตุ – เรียบเรียงจาก
https://www.khobsanam.com

Home

Workpoint News – Home.

Home


https://voicetv.co.th

บทความก่อนหน้านี้เสาตะลุงกถา…โดย เฉลิมพล พลมุข
บทความถัดไปตม.อุบลฯบุกจับแรงงานต่างด้าว ‘ร้านนกยูง นวดแผนไทย’ พบแอบค้าประเวณี ทำงาน 15 ชม.ทุกวัน