ศาลมะกันชี้ ทรัมป์ แบนผู้ใช้ทวิตเตอร์ ขัดรัฐธรรมนูญ

ภาพAFP

 

เว็บไซต์ NPR.org รายงานเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา ระบุว่าศาลอุทธรณ์ในเมืองแมนฮัตตันนครนิวยอร์กสหรัฐอเมริกา มีคำตัดสินให้การที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ บล็อคผู้ใช้ทวิตเตอร์ จากการแสดงความคิดเห็นในทวิตเตอร์ของทรัมป์ นั้นเป็นสิ่งผิดกฎหมายโดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวของทรัมป์ เป็นการ “เลือกปฏิบัติต่อความคิดเห็นที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”

โดยคำตัดสินของผู้พิพากษาสามคนในศาลอุทธรณ์ความยาว 29 หน้ามีคำตัดสินยืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้น โดยระบุว่าทรัมป์ละเมิดบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่หนึ่ง(First Amendment) ซึ่งบัญญัติไว้ถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของชาวอเมริกัน เนื่องจากทรัมป์ใช้ทวิตเตอร์ ทำภารกิจของราชการในการสื่อสารกับสาธารณะ ดังนั้นการที่ประธานาธิบดีห้ามไม่ให้ประชาชนเหล่านั้นแสดงความคิดเห็นผ่านทวิตเตอร์ศาลมองว่าเปรียบได้กับการห้ามให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นในกระทู้สาธารณะ

ทั้งนี้คดีดังกล่าวถูกยื่นฟ้องร้องโดยสถาบัน Knight First Amendment Institute ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เป็นตัวแทนของชาวอเมริกันเจ็ดคนที่ถูกทรัมป์ บล็อกไม่ให้รีทวีตแสดงความเห็นกับทวิตเตอร์ส่วนตัวของโดนัลด์ ทรัมป์ อย่าง@realDonaldTrump หลังจากคนกลุ่มนี้โพสต์แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์ รวมถึงนโยบายของทรัมป์เอง ซึ่งนั่นทำให้คนเหล่านี้ไม่สามารถตอบคอมเม้นต์ในทวีตของทรัมป์ รวมถึงไม่สามารถเห็นคอมเม้นต์รีทวิตที่เกี่ยวข้องกับทวิตเตอร์ของโดนัลด์ ทรัมป์ได้ทั้งหมด

ตัวแทนของ Knight First Amendment Institute ระบุว่า การตัดสินดังกล่าวจะทำให้แน่ใจว่าประชาชนจะไม่ถูกปิดกั้นออกจากกระทู้สาธารณะเพียงแค่เพราะการแสดงความคิดเห็น ขณะที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเองก็จะไม่ถูกปกป้องจากสิทธิ์ในการวิพากษ์วิจารณ์ตามรัฐธรรมนูญของประชาชน

ด้านรีเบคกา บีกวอลเตอร์-โพซา นักเขียนและนักวิเคราะห์กฎหมายในกรุงวอชิงตันดีซี หนึ่งในโจทย์ผู้ฟ้องได้โพสต์ข้อความแสดงความยินดีกับคำตัดสินดังกล่าว โดย  บีกวอลเตอร์-โพซา ระบุว่าตนถูกทวิตเตอร์ของทรัมป์แบน หลังจากคอมเม้นต์ของตนที่ระบุว่ารัสเซียมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสหรัฐมีผู้ใช้ทวิตเตอร์รีทวีตออกไปจำนวนหลายพันคน

รัฐบาลโต้แย้งกับศาลเอาไว้ว่าทรัมป์แบนผู้ใช้งานทวิตเตอร์ในฐานะผู้ใช้งานทวิตเตอร์ส่วนตัว โดยระบุว่าฟังก์ชันดังกล่าวมีให้ผู้ใช้งานทุกคนสามารถใช้ได้

อย่างไรก็ตามศาลระบุว่าข้อแก้ตัวดังกล่าวฟังไม่ขึ้นเนื่องจาก การที่ทรัมป์ใช้งานบัญชีทวิตเตอร์ของตนเป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักสำคัญในงานของรัฐนั้นเป็นหลักฐานสำคัญที่ไม่อาจโต้แย้งได้ นอกจากนี้ศาลยังยกคำพูดของนายฌอน สไปซ์เซอร์ อดีตโฆษกทำเนียบขาวที่เคยระบุไว้เมื่อปี 2017 ว่าการทวีตของทรัมป์ผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวควรที่จะถูกมองว่าเป็นแถลงการณ์อย่างเป็นทางการโดยประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ทรัมป์มักจะใช้ทวิตเตอร์ส่วนตัวในการประกาศนโยบายใหม่ๆ การเปลี่ยนแปลงทางกฏหมายการจ้างงานหรือไล่ออกเจ้าหน้าที่ในรัฐบาล รวมไปถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการทูตด้วย

บทความก่อนหน้านี้ผู้อ่าน 87% เชื่อการเดินสายพบปะนักการเมือง-อียู ไม่ส่งผลลบต่อประเทศชาติ-ประโยชน์ปชช.
บทความถัดไป“บิ๊กอู๊ด” นำคณะเยี่ยมชมงาน“เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) 2562”